ชีลา เล็กเก็ตต์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศของประเทศแคนาดา และเป็นผู้นำด้านมาตรฐานเพื่อความยั่งยืน ได้กล่าวไว้ว่า โลกของเรายังมีความหวังที่จะบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน เนื่องจากไอเอสโอได้ก้าวไปสู่บนเส้นทางที่ถูกต้องของการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศแล้ว
ชีลา เล็กเก็ตต์ จะมาแบ่งปันประสบการณ์ว่าเรื่องของความยั่งยืนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากการที่ได้เข้าไปรับผิดชอบงานในด้านนี้ รวมทั้งบทบาทของไอเอสโอในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย
เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ชีลา เล็กเก็ตต์ ได้ก้าวเข้าไปสู่การทำงานที่เป็นหัวใจของมาตรฐานและนโยบายด้านความยั่งยืน เธอมองว่ามันเป็นการอภิปรายที่เปลี่ยนจากการสังเกตเชิงรับ เช่น การประเมินความสำคัญของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างฝนกรด มาเป็นแนวทางเชิงรุกเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น เธอได้ก้าวเข้ามาทำงานที่ไอเอสโอจากอาชีพด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม และการบริการสาธารณะด้วย และในฐานะผู้ควบคุมกับคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติของแคนาดาเมื่อช่วงต้นปี 2553 (ค.ศ.2010) ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมที่ทำการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ก็ได้พบว่ามีการพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังกล่าวและมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เธอเริ่มชื่นชอบเรื่องของมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
สำหรับชีลา เล็กเก็ตต์แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องไม่ละเลยเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและใช้ความพยายามไปกับเรื่องของความยั่งยืน เธอกล่าวว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ได้มุ่งเน้นที่สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องราวและแง่มุมอื่นๆ ทางสังคมอีกด้วย โดยมีการสะท้อนถึงทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงภายในไอเอสโอและสังคมในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความคิดที่กว้างขวางขึ้น
ปัจจุบัน ชีลา เล็กเก็ตต์ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการจัดการสิ่งแวดล้อมของไอเอสโอ ISO/TC 207 และเช่นเดียวกับบทบาทในกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแคนาดา ทำให้มีความพยายามเร่งด่วนในการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไอเอสโอได้ทุ่มเทให้กับประเด็นปัญหาเหล่านั้นโดยรวมเข้าไว้ในกลยุทธ์ 2030 ซึ่งสร้างขึ้นจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เชื่อมโยงถึงกันขององค์การสหประชาชาติ และเมื่อปี 2564 (ค.ศ.2021) ไอเอสโอได้ประกาศความตั้งใจที่จะร่วมต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปฏิญญาลอนดอนด้วยการผลักดันให้มีการนำมาตรฐานไปใช้งาน
ชีลา เล็กเก็ตต์ กล่าวว่าการที่ไอเอสโอร่วมต่อสู้ที่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปฏิญญาลอนดอนนั้นมีความสำคัญมากซึ่งทำให้โลกรับรู้ว่าไอเอสโอมีบทบาทในเรื่องนี้ และปัจจุบัน หลายประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้ว่าจะมีการทำงานร่วมกันได้อย่างไรนอกเหนือจากการมีแพลตฟอร์มที่รวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อใช้งานได้
การทำงานร่วมกันต้องสามารถทำงานร่วมกันได้แบบองค์รวม และมีเรื่องราวที่ผู้คนสามารถเข้าใจได้และมีความเกี่ยวข้องเป็นต้นว่า ถ้าทำลำดับหนึ่ง สอง สามแล้วก็จะอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ภายใต้สถานการณ์เหล่านั้น คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207 ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะอนุกรรมการการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อจัดทำกรอบการทำงานที่เชื่อถือได้สำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ
ในมุมมองของชีลา เล็กเก็ตต์ ไอเอสโอมีมาตรฐานทั้งหมดที่จำเป็นในการสนับสนุนวาระสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือหาวิธีจัดกลุ่มมาตรฐานที่ส่งเสริมให้มีการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งยังมีร่างมาตรฐานใหม่ในสาขานี้ที่ต้องทำทั้งหมดอีกจำนวนหนึ่งด้วย
ชีลา เล็กเก็ตต์ ให้ความเห็นในฐานะคณะกรรมการวิชาการว่า ไอเอสโอมีมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมอยู่มากมาย แต่ผู้คนจำนวนมากที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้มาตรฐานเหล่านั้นกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอเอสโอมีอยู่จริง ซึ่งจะต้องคิดหาวิธีที่จะทำให้มาตรฐานไอเอสโอมีการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในแง่ของภาษาที่เรียบง่าย และในแง่ของการแสดงประโยชน์ของการใช้มาตรฐาน ซึ่งต้องทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ง่าย
สำหรับความเร่งด่วนของการดำเนินการด้านสภาพอากาศถือเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาล บริษัท รวมทั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ชีลา เล็กเก็ตต์ มีความภาคภูมิใจในความรวดเร็วและทักษะที่คณะกรรมการวิชาการฯ สามารถทำได้ในการพัฒนามาตรฐานสำหรับการปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ชีลา เล็กเก็ตต์ ยอมรับว่าเคยมีความกังวลจนนอนไม่หลับเพราะกลัวว่างานของไอเอสโอจะมีปัญหาที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้เพราะไม่สามารถตอบสนองได้เร็วพอ หรือไม่สามารถก้าวตามทันโลก แต่ว่าตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่าไอเอสโอกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างทันการณ์ และยังคงเกี่ยวข้องกับความพยายามด้านความยั่งยืนด้วย
ชีลา เล็กเก็ตต์ ได้เล่าถึงความเป็นมาของไอเอสโอซึ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อสร้างกรอบการทำงานสำหรับการค้าระหว่างประเทศ และยังคงมีบทบาทในการรวมกลุ่มกันอย่างเงียบๆ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่ากรอบการทำงานของไอเอสโอยังคงแข็งแกร่งอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถสร้างไอเอสโอขึ้นมาใหม่ได้ ไอเอสโอได้ใช้เวลาหลายปีในการก่อตั้งมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งจะต้องดำเนินงานต่อไปอย่างเข้มแข็งให้สามารถบรรลุเป้าหมายเพื่อคนทั่วโลกให้ได้ซึ่งหมายความว่าไอเอสโอจะยังคงต่อสู้กับมหันตภัยภาวะโลกร้อนร่วมกับผู้คนทั่วโลกต่อไปให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)
ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/07/climate-expert-hopeful.html
วารสาร MASCIInnoversity ได้นำเสนอบทความเรื่อง “มาตรฐานสากลช่วยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยเน้นถึงความร่วมมือของไอเอสโอกับกลุ่มธนาคารโลก และเรื่องของ “มาตรฐานสากล” ที่เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับบทความในครั้งนี้จะกล่าวถึงบทบาทไอเอสโอในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาพรวมดังต่อไปนี้
มาตรฐานไอเอสโอมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากไอเอสโอจะพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยตรงแล้ว ไอเอสโอยังได้รวมเอาประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าไปในการพัฒนามาตรฐานสากลทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการด้วย โดยไอเอสโอได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการพัฒนามาตรฐานสากลตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เน้นทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายความว่าโครงสร้างพื้นฐานของไอเอสโอได้รับการพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือรวมเข้ากับกลไกอื่น ๆ รวมทั้งกลยุทธ์ ISO 2030 (ISO Strategy 2030) ด้วย
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 (ค.ศ.1992) ได้มีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “Earth Summit 1992” และนำไปสู่ความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ รวมทั้งอนุสัญญาที่เป็นรากฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอันเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมในครั้งนั้นคือ อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (The United Nations Framework Convention on Climate Changeหรือ UNFCCC)
ในปี 2539 (ค.ศ.1996) ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO 14001 version 1996 (มีที่มาจากมาตรฐาน BS 7750 version 1992) ต่อมา ได้ปรับปรุงเป็น version 2015 (ISO 14001, Environmental management systems – Requirements with guidance for use) มาตรฐานฉบับนี้ทำให้องค์กรสามารถปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจภายในและเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงงานที่มองเห็นได้ชัด และลดความไม่แน่นอนด้านสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงภายในดังกล่าวสามารถนำไปสู่การ
ลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการวัสดุ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดการเศษวัสดุ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมสีเขียวด้วย ซึ่งในการเริ่มต้นการจัดการสิ่งแวดล้อม อาจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากความจำเป็นในการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบใหม่ แต่ต้นทุนขั้นสุดท้ายขององค์กรสามารถลดลงได้เนื่องจากการลดขั้นตอนและเวลาที่ใช้ในกระบวนการภายใน ส่งผลต่อการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ดีสำหรับองค์กร และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายระดับโลกที่อยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืนได้
แม้ว่า SDGs จะกำหนดเป้าหมายไว้ในปี 2573 (ค.ศ.2030) และประเทศต่าง ๆ มีการจัดลำดับความสำคัญอย่างสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ แต่ก็ต้องใช้ความพยายามร่วมกันเพื่อทำให้วิสัยทัศน์นั้นเป็นจริง และการพัฒนามาตรฐานเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยคำนึงถึงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
สำหรับการพัฒนามาตรฐานสากลของไอเอสโอมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้เป็นโลกที่ยั่งยืน การรวมเอาประเด็นด้านความยั่งยืนไว้ในมาตรฐานสากลหมายความว่าประเด็นเหล่านี้ได้รับการกล่าวถึงในแกนหลักของมาตรฐาน
จากเรื่องของความยั่งยืนในระดับแนวหน้าของวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 หรือ 2030 Agenda ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกสนับสนุนให้พิจารณาวาระนี้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนามาตรฐาน ซึ่งจะช่วยป้องกันผลกระทบในระดับโลกในประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญที่สุด และไอเอสโอได้ให้ความสำคัญโดยนำวาระเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO Guide 82, Guidelines for addressing sustainability in standards การเพิ่มคุณค่าให้กับสังคมเช่นนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานที่ดีขึ้นสำหรับคนทั่วโลก และส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา:
สาระสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) นั้น อันที่จริงแล้ว มีแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับทุกประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญในการพัฒนาของแต่ละประเทศซึ่งเราเองไม่ว่าจะอยู่ในฐานะปัจเจกชนหรือองค์กรก็สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมได้ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเพื่อลูกหลานของเรา
เมื่อปี 2558 (ค.ศ.2015) องค์การสหประชาชาติได้กำหนดแผนงาน 15 ปีในการจัดการกับปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่โลกต้องเผชิญซึ่งทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ และมีส่วนร่วมในการดำเนินการทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และสำหรับองค์กรสากลอย่างไอเอสโอก็ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกซึ่งได้รับประโยชน์สูงสุดจากการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศของไอเอสโอ และประเทศสมาชิกต่างนำมาตรฐาน สากลของไอเอสโอไปใช้งานซึ่งมาตรฐานแต่ละฉบับได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย
องค์กรและบริษัทต่างๆ ที่ต้องการมีส่วนร่วมใน SDGs ต่างพบว่ามาตรฐานสากลมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้พวกเขาก้าวไปสู่ความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิผล และมาตรฐานสากลยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้รัฐบาล
อุตสาหกรรม และผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อด้วยดังต่อไปนี้
รัฐบาล
หน่วยงานกำกับดูแลสามารถพึ่งพามาตรฐานไอเอสโอซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย SDGs ต่อไป เช่น สิทธิมนุษยชน ประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน สาธารณสุข และอื่นๆ มาตรฐานสากลยังช่วยให้รัฐบาลบรรลุพันธสัญญาในระดับชาติและระดับระหว่างประเทศอีกด้วย
อุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการบรรลุ SDGs ทั้งหมดโดยมาตรฐานไอเอสโอได้ให้แนวทางและกรอบการทำงานในทุกเรื่อง ตั้งแต่สุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน การใช้พลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ผู้บริโภค
ในขณะที่การมีส่วนร่วมกับ SDGs อยู่ในอันดับสูงในวาระการประชุมของผู้นำทางธุรกิจและนักลการเมือง ผลประโยชน์หลายอย่างนั้นสามารถเห็นได้ชัดในระดับชุมชน ท้องถิ่น ความยากจนที่ลดลง สุขภาพที่ดีขึ้น น้ำที่สะอาดและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและมั่นคงเป็นเพียงผลประโยชน์บางส่วนที่ได้รับจากการนำมาตรฐานไอเอสโอไปใช้เท่านั้น ยังมีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกมากมายสำหรับผู้บริโภค
ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐานสากลและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปแล้วมากกว่า 22,000 ฉบับซึ่งเป็นแนวทางและกรอบการทำงานที่ได้พัฒนาขึ้นมาจากฉันทามติ และได้รับการยอมรับทั่วโลกจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นรากฐานที่มั่นคงซึ่งทำให้นวัตกรรมสามารถเติบโตได้ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาล อุตสาหกรรม และผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการบรรลุผลสำเร็จของ SDG ทั้ง 17 ข้อด้วย
เราสามารถตรวจสอบว่ามาตรฐานแต่ละฉบับมีส่วนในการบรรลุเป้าหมาย SDGs ข้อใดจากเว็บไซต์ของไอเอสโอในหน้าหลักของมาตรฐานไอเอสโอแต่ละฉบับ เช่น มาตรฐาน ISO 13485, Medical devices — Quality management systems — Requirements for regulatory purposes มีส่วนสำคัญในการบรรลุ SDGs ข้อ 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) และข้อ 10 ลดความไม่เท่าเทียมกันหรือความเหลื่อมล้ำ (Reduced Inequalities) เป็นต้น
การที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนั้นหมายถึงความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทุกประเทศได้ดำเนินการอย่างสอดคล้องตามลำดับความสำคัญในการพัฒนาประเทศโดยมีมาตรฐานไอเอสโอเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย SDGs ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ต่อไป
ที่มา:
ในการจัดการกับภาวะโลกร้อน องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในหลายประเทศได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) การบรรลุเป้าหมายนี้หมายถึงการไม่ปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นไปในชั้นบรรยากาศอีก ซึ่งสามารถทำได้ทั้งลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือชดเชยด้วยการกำจัดก๊าซเรือนกระจกเท่ากับจำนวนที่ปล่อยออกไป
เพื่อสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ซึ่งจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงหายนะจากสภาพภูมิอากาศได้ ไอเอสโอจึงได้จัดทำแนวทาง Net Zero หรือข้อตกลงหลักเกณฑ์สุทธิเป็นศูนย์ (IWA 42, Net zero guidelines) เพื่อเป็นเครื่องมือหรือแนวทางที่ผู้มีส่วนได้เสียสามารถนำไปใช้จัดการกับอุปสรรคสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงเหลือน้อยที่สุดและสมดุล
IWA 42 เป็นเครื่องมือสำหรับผู้กำหนดนโยบายและทุกคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศเพื่อให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์สำหรับธุรกิจ กลุ่ม หรือประเทศของตนเอง ซึ่งได้รับการเปิดตัวในการประชุม COP27 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา
ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำ IWA 42 ไปใช้ในการประสาน ทำความเข้าใจ และวางแผนสำหรับสุทธิเป็นศูนย์ทั้งในระดับรัฐบาล ภูมิภาค เมือง และองค์กร เพื่อสนับสนุนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของโลกให้บรรลุตามเป้าหมาย
แนะนำแนวทางของ IWA 42
IWA 42 ได้มีการกำหนดแนวทางทั่วไปดังต่อไปนี้
ข้อตกลง IWA ดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นมาผ่านกระบวนการแบบเปิด (Open process) ของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,200 คนจากประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและได้รับฉันทามติในวงกว้างในการกำหนดแนวทางปฏิบัติสุทธิเป็นศูนย์ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงร่วมกันที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง
IWA คืออะไร คืออะไร?
เอกสาร IWA ของไอเอสโอเป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการมีส่วนร่วมโดยตรงของผู้เชี่ยวชาญในวงกว้าง
IWA เป็นข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศของไอเอสโอที่สามารถนำไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีการจัดทำขึ้นผ่านกลไกการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการไอเอสโอ แต่เป็นไปตามขั้นตอนที่รับรองว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั่วโลกมีโอกาสเข้าร่วมและได้รับการอนุมัติจาก ฉันทามติระหว่างผู้เข้าร่วมแต่ละคนในการประชุมเชิงปฏิบัติการ
หลังจากเผยแพร่ข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศไปแล้วเป็นเวลา 3 ปี เอกสารข้อตกลงนี้จะได้รับการทบทวน และสามารถดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นข้อกำหนดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นข้อกำหนดทางเทคนิค หรือมาตรฐานสากล ตามความต้องการของตลาด ข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศสามารถคงอยู่ได้สูงสุดถึง 6 ปี หลังจากนั้นจะถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนเป็นเอกสารไอเอสโอฉบับอื่นต่อไป
การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะเป็นจริงได้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาคมโลกด้วยการสนับสนุนทุกวิถีทางรวมทั้งนำเครื่องมืออย่าง IWA 42 และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
ที่มา:
ธรรมชาติเป็นแหล่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรารับประทานเข้าไป อากาศที่เราหายใจเข้าออกอยู่ทุกขณะ น้ำที่เราดื่ม หรือภูมิอากาศที่แวดล้อมโลกของเราอยู่ ล้วนแล้วแต่มาจากธรรมชาติ แต่เมื่อมนุษย์เราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจนเกินความพอดี ทำให้โลกต้องหันมาใส่ใจในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และถึงแม้ว่าโรคระบาดร้ายแรงอย่าง COVID-19 จะส่งผลให้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้นบ้างแล้วก็ตาม แต่เรายังไม่อาจวางใจได้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม
เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program: UNEP) ได้จัดทำคู่มือปฏิบัติการวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งคนทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ในนามของปัจเจกบุคคล กลุ่มคน เมือง สถาบันการศึกษา หรือองค์กรธุรกิจ
วันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้ มีการรณรงค์ในหัวข้อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมต่อสู้เพื่อลดความสูญเสียของพืชพันธุ์และสัตว์ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากมนุษย์
เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ ประเทศโคลอมเบียและประเทศเยอรมนีได้ร่วมกันรณรงค์และกระตุ้นให้ทั่วโลกคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ผู้คนได้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประเด็นปัญหามากมายที่โลกของเราไม่อาจสูญเสียไปได้อีกแม้ว่าจะเป็นเวลาที่เรากำลังต่อสู้กับโรคระบาดไวรัสโคโรนาก็ตาม ในฐานะที่ประเทศโคลอมเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากของโลก เช่น มีกล้วยไม้ถึง 3,500 ชนิดและมีชนิดของนกมากถึง 19% ของโลก เป็นต้น รัฐบาลโคลอมเบียจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับแรก
ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตและรูปแบบทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยเป็นผลจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการทางธรรมชาติมานานนับพันล้านปี ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์ไปจนถึงเชื้อราและแบคทีเรีย นับได้ราว 8 ล้านสปีชีส์โดยมีระบบนิเวศที่ล้อมรอบอยู่ เช่น มหาสมุทร ป่าไม้ ภูเขา และแนวปะการัง ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพยังรวมไปถึงความหลากหลายทางสายพันธุ์ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตด้วย
ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 ยังมีคนทั่วโลกเป็นจำนวนมากต้องอยู่ที่บ้านและเว้นระยะห่างทางสังคม โรคระบาด Covid-19 ทำให้มนุษย์ระลึกว่าสุขภาพของมนุษย์นั้นมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพของโลกเพียงใด เชื้อโคโรนาไวรัสมีการแพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ซึ่งการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโรคนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น มีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านคนและมีผู้เสียชีวิตนับล้านคน
นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าถ้ามนุษย์ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของเราซึ่งมีผลต่อที่อยู่ของสัตว์ป่า เราก็จะตกอยู่ในอันตรายจากโรคระบาดไวรัสมากขึ้นในอนาคต การป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดจากสัตว์มาสู่มนุษย์จึงต้องเน้นเรื่องของภัยคุกคามที่มีความหลากหลายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติและสัตว์ป่ารวมไปถึงการสูญเสียถิ่นที่อยู่และการทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ การค้าที่ผิดกฎหมาย การเกิดมลพิษ การเกิดสปีชีส์ที่รุกราน (สปีชีส์ต่างถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องร่วมกันปกป้องธรรมชาติ ยุติการสร้างมลพิษ และสนับสนุนกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยในระดับบริษัท จำเป็นต้องพัฒนาซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน วิธีปฏิบัติทางการผลิตที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ในระดับพลเมืองและกลุ่มสังคมควรมองหาวิธีการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่ถดถอยลง ในระดับผู้บริโภค ต้องคิดก่อนซื้อว่าการซื้อนั้นจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างไร
ปัจจุบัน โลกของเราอยู่ในห้วงเวลาที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่มีผลต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจกลดลง แต่เราก็ยังคงต้องเฝ้าระวังกิจกรรมเหล่านั้นต่อไป ส่วนในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพนั้น เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ชี้ให้เห็นว่า COVID-19 ที่แพร่กระจายมาจากสัตว์ป่านั้น มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโลกของธรรมชาติ เมื่อเราเข้าใกล้ธรรมชาติและทำลายที่อยู่ของสัตว์ป่า ทำให้สปีชีส์ต่างๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งควรมีการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อลดปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้มั่นใจว่ามีการเข้าถึงอาหารและน้ำ รวมทั้งการป้องกันโรคระบาดได้
สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ได้พัฒนาชุดมาตรฐาน ISO 14000 รวมทั้งชุดมาตรฐาน ISO 14055 (แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการที่ดินซึ่งมีเป้าหมายในการป้องกันหรือลดการเสื่อมโทรมของที่ดิน) ซึ่งองค์กรสามารถนำไปใช้สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13, Climate Action) การส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (SDG 14, Life below Water) และการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรบนแผ่นดิน (SDG 15, Life on Land)
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม….เมื่อเราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น ธรรมชาติก็จะใส่ใจเรามากขึ้นเช่นกัน
ที่มา :