บทสรุปจากการประชุมประจำปี 2566 ของสภาเศรษฐกิจโลกเมื่อต้นเดือนมกราคม (WEF Annual Meeting 2023/Davos 2023) ทำให้คนทั่วโลกตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปิดประเทศของจีน หรือสงครามในยูเครน ซึ่งการเปิดประเด็นเหล่านี้ได้นำไปสู่การอภิปรายเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยด้วย

นอกเหนือจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าเรายังอาจจะประสบกับภัยอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ อัคคีภัย ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน หรือการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นต้น ภัยเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภัยคุกคามที่เราคาดไม่ถึง และส่งผลต่อให้การดำเนินธุรกิจต้องหยุดชะงัก ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อเกิดภัยเหล่านั้นก็คือการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่สม่ำเสมอและแข็งแกร่งนั่นเอง

การหยุดชะงักของธุรกิจคือประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารส่วนใหญ่กังวล แต่หากบริหารจัดการได้ดี  ก็จะเป็นประโยชน์และเกิดโอกาสอีกมากมาย แต่ถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ขึ้น  การมีแผนงานและความสามารถด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี  ซึ่งมาตรฐานสากล ISO 22301 เป็นมาตรฐานฉบับแรกของโลกที่องค์กรสามารถนำไปใช้เพื่อดำเนินการและรักษาแนความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ISO 22301, Security and resilience — Business continuity management systems — Requirements เป็นมาตรฐานสากลระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ใช้ในการดำเนินการและการรักษาแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้องค์กรมีการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อบุคลากร ผลิตภัณฑ์ และผลกำไรขององค์กร

เมื่อกล่าวถึงมาตรฐาน ISO 22301 สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ ความมั่นคงปลอดภัยและความยืดหยุ่นขององค์กรที่ทำให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าองค์กรมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ตระหนักถึงจุดที่เปราะบาง และมีแผนรับมือหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น นอกจากนี้ การกลับไปสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วจากการหยุดชะงักทางธุรกิจนั้น ก็จำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร  มีแผนรับมือที่ปฏิบัติตามได้ง่าย และทำให้พนักงานรู้บทบาทของตนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของมาตรฐาน ISO 22301 องค์กรจะต้องมีการพิจารณาจากมุมมองทางธุรกิจ ซึ่งได้แก่  การสนับสนุนวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์  การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  การปกป้องและเพิ่มพูนชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ และการสนับสนุนความยืดหยุ่นขององค์กร  ส่วนการพิจารณาจากมุมมองทางการเงิน มีการพิจารณาในเรื่องการลดความเสี่ยงทางกฎหมายและการเงิน และการลดต้นทุนทางตรงและทางอ้อมของการหยุดชะงัก ส่วนการพิจารณาจากมุมมองกระบวนการภายใน มีการพิจารณาในเรื่องการปรับปรุงขีดความสามารถให้คงประสิทธิภาพระหว่างการหยุดชะงัก  การแสดงให้เห็นถึงการควบคุมเชิงรุกของความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  และการแก้ไขจุดที่ยังเป็นปัญหา เป็นต้น

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 22301 ขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ ทำสิ่งเหล่านั้นได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า ซัพพลายเออร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ว่าพวกเขาไม่เพียงแค่เตรียมพร้อมสำหรับการหยุดชะงักของธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเตรียมพร้อมรับมืออนาคตด้วย

ISO 22301 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience โดยมีเลขานุการคือ SIS ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน

ที่มา:   

  1. https://www.weforum.org/agenda/2023/01/davos-2023-new-investment-narrative/
  2. https://www.iso.org/news/Ref2189.htm

ทุกวันนี้ เราอาจประสบกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เสมอ นอกจากโรคระบาดใหญ่ และสงครามในต่างประเทศแล้ว ยังมีภัยพิบัติจากธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก เช่น ภัยจากการก่อการร้าย การโจมตีทางไซเบอร์  หรือแม้แต่ความบกพร่องของมนุษย์  ความไม่แน่นอนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เช่นนี้ทำให้ธุรกิจและองค์กรเกิดการหยุดชะงัก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง และหากปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ก็จะส่งผลต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของการดำเนินงาน หรือแม้แต่ทำให้ธุรกิจล้มเหลวได้

ดังนั้น ธุรกิจและองค์กรจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อให้องค์กรมีความสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน มีการดำเนินงานด้วยความแม่นยำ  สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในองค์กรได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง รวมทั้งกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วย

มาตรฐานสากลที่จะช่วยให้ธุรกิจและองค์กรสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี คือ BCMS หรือ ISO 22301, Security and resilience — Business continuity management systems — Requirements  มาตรฐานสากลนี้เป็นข้อกำหนดฉบับแรกของโลกที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถฟื้นตัวจากการหยุดชะงักทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ความสำคัญของ BCMS มีความชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางการระบาดใหญ่ซึ่งผู้นำองค์กรต่างก็ตระหนักดีถึงผลกระทบเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นปกติอีกต่อไป

ดังนั้น การป้องกันองค์กรที่ดีที่สุดจึงเป็นการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ โดยให้แนวทางพนักงานว่าต้องทำอย่างไรหากกระบวนการทำงานปกติได้รับผลกระทบ โดยให้แนวทางที่ครอบคลุมเพื่อความยืดหยุ่นขององค์กร เช่นการปรับเปลี่ยนการทำงานไปสู่ยุคนิวนอร์มอลด้วยการทำงานระยะไกล การให้บริการที่ต้องคำนึงถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพความเป็นอยู่ของพนักงานมากขึ้น และการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 22301 สามารถนำไปใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด ซึ่งมีความต้องการให้มีการนำระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจไปใช้ มีการดูแลรักษาและปรับปรุงระบบ และมีความมั่นใจในความสอดคล้องกับนโยบายความต่อเนื่องทางธุรกิจที่องค์กรระบุไว้ นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการให้ได้ในระดับความสามารถที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในระดับที่ยอมรับได้ระหว่างการหยุดชะงักโดยสามารถเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ด้วยการใช้ BCMS ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

เอกสารนี้สามารถใช้เพื่อประเมินความสามารถขององค์กรในการตอบสนองความต้องการและภาระผูกพันทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานระบบการจัดการอื่น เช่น ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001 ซึ่งมีโครงสร้างระดับสูง (เช่น ข้อความหลัก ข้อกำหนด และคำจำกัดความที่เหมือนกัน) ของมาตรฐานที่สอดคล้องกัน เนื่องจากไอเอสโอได้ออกแบบมาตรฐานเหล่านั้นมาให้สามารถนำมาใช้ร่วมกับกระบวนการจัดการที่มีอยู่แล้วขององค์กร

ISO 22301 สามารถให้รายละเอียดมุมมองที่ชัดเจนว่าองค์กรควรดำเนินการอย่างไร และให้การนำเสนอข้อมูลเชิงลึกซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และการจัดการทรัพยากร

ความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดจะทำให้องค์กรสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างปกติหรือเป็นไปตามระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ซึ่งช่วยให้ลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

ISO 22301 เป็นประโยชน์สำหรับมืออาชีพด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจและความเสี่ยงทางธุรกิจ ผู้ที่ดูแลห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งผู้พัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร เนื่องจากมาตรฐานนี้ได้รวบรวมเอาแนวปฏิบัติสากลไว้ด้วยกันเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองและฟื้นฟูจากการหยุดชะงักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนและผลกระทบต่อผลการดำเนินธุรกิจที่น้อยลงหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น องค์กรที่มีไซต์งานหรือสาขาอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ สามารถพึ่งพาความสอดคล้องของการดำเนินธุรกิจในแนวทางเดียวกันได้

นอกจากนี้ ISO 22301  ยังเป็นประโยชน์ในแง่ของการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ซัพพลายเออร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ  การปรับปรุงประสิทธิภาพทางธุรกิจและความยืดหยุ่นขององค์กร การมีความเข้าใจในธุรกิจที่ดีขึ้นด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญและพื้นที่เสี่ยงภัย

องค์กรที่สนใจสามารถประเมินความพร้อมในการนำ ISO 22301 ไปใช้ในองค์กรด้วยการสำรวจสถานะขององค์กรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของมาตรฐานรวมทั้งระดับทรัพยากรที่องค์กรมีอยู่  และมั่นใจว่าผู้บริหารระดับสูงให้องค์กรแสดงออกถึงความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นใน BCMS

ผู้สนใจ สามารถศึกษามาตรฐาน ISO 22301 ทั้งฉบับได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอในรูปแบบ Read-only
ที่มา :
1. https://www.itgovernance.eu/blog/en/why-is-business-continuity-management-so-important
2. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/store/en/PUB100442.pdf

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งการคมนาคมขนส่งที่เกือบจะหยุดนิ่ง แต่ปัจจุบัน เมื่อผู้คนทั่วโลกกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง สิ่งที่ย้ำเตือนเราก็คือความสำคัญของการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้คนต้องเดินทางไปทำงานยังสถานที่ต่าง ๆ เราจะเตรียมการรับมืออย่างไร ไอเอสโอมีคำตอบให้กับเราในมาตรฐานสากลฉบับใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2564

ISO 31030, Travel risk management – Guidance for organizations เป็นมาตรฐานฉบับใหม่ล่าสุดที่จะให้คำแนะนำแก่องค์กรทุกประเภทเกี่ยวกับวิธีจัดการความเสี่ยงในการเดินทาง คำแนะนำดังกล่าวเหมาะสำหรับองค์กรโดยให้แนวทางในการประเมินปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง สิ่งที่สามารถทำได้หากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น รวมทั้งวิธีการพัฒนาแผนในการจัดการและสื่อสารด้วย

มาตรฐานนี้ครอบคลุมถึงการวางแผนล่วงหน้าและการประเมินความเสี่ยงของจุดหมายปลายทางและการเตรียมการเดินทาง มาตรการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยของข้อมูล ความท้าทายในการขนส่งการเดินทาง และการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน เป็นต้น

เควิน ไมเยอร์ส ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่า ISO 31030 ช่วยให้องค์กรไม่เพียงแต่ปกป้องพนักงานขององค์กรเมื่อเดินทางในลักษณะที่ครอบคลุมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่หนักแน่นและเชื่อถือได้

ความเสี่ยงด้านการเดินทางนั้นแปรผันและเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากตามจุดหมายปลายทาง สถานการณ์ทางการเมืองหรือสุขภาพ และไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่สามารถใช้ได้กับจุดหมายปลายทางทุกแห่งหรือกับนักท่องเที่ยวทุกคน

เขากล่าวว่ามาตรฐาน ISO 31030 เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรทุกประเภทสามารถวางแผนได้จริงและครอบคลุมทุกสถานที่และทำให้พนักงานปลอดภัยเมื่อต้องเดินทาง

สำหรับจุดมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่งของมาตรฐานฉบับนี้คือเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางอย่างจริงจัง โดยใช้ทรัพยากรเพียงพอ และจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

ประโยชน์ดังกล่าวรวมถึงเรื่องต่างๆ อีกหลายอย่างดังต่อไปนี้ คือ การปกป้องบุคลากร ข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพย์สิน การลดการเปิดเผยทางกฎหมายและการเงิน การทำธุรกิจในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง การเสริมสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กร ซึ่งอาจส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขัน การหมุนเวียนของพนักงาน และการจัดหาผู้มีความสามารถ การปรับปรุงความมั่นใจของผู้ปฏิบัติงานในเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และการรักษาความปลอดภัยในเรื่องการเดินทาง การมีส่วนสนับสนุนความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและความยืดหยุ่นขององค์กร การแสดงให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรในการควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ซึ่งสามารถช่วยลดเบี้ยประกันได้ การให้การรับรองแก่คู่ค้าทางธุรกิจ ดังนั้น ธนาคารและนักลงทุนจะเต็มใจที่จะให้เงินทุนแก่ธุรกิจมากขึ้น การช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าในแง่ของความปลอดภัยและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  การเพิ่มผลผลิตทั่วไป  ตลอดจนการมีส่วนสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการเสริมสร้างมิติทางสังคมของความยั่งยืน

ISO 31030 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 262, Risk management โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา :  

1. https://www.iso.org/news/ref2730.html
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:31030:ed-1:v1:en

เมื่อพูดถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน  ในเบื้องต้นจำเป็นจะต้องรู้ว่าใครเป็นใครและใครคือเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงเพื่อให้มั่นใจในเรื่องของความโปร่งใสและความมั่นคงปลอดภัย ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า “รหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมาย (Legal Entity identifier: LEI)” เพื่อการทำธุรกรรมอย่างปลอดภัย  ซึ่งปัจจุบัน ไอเอสโอได้ปรับปรุงมาตรฐานบริการทางการเงินด้านรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายแล้ว

โลกของเราได้ผ่านความท้าทายระดับโลกสำหรับวิกฤตทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบธุรกรรมในระบบการเงินเมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) มาแล้ว การมีวิธีระบุรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายได้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขออนุญาตผู้ควบคุมกฎในระดับสากลเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการยืนยันตัวตนจากหลายแหล่งด้วยกัน

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กลุ่มประเทศ G20 ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 (ค.ศ.1999) เพื่อเป็นกรอบการหารืออย่างไม่เป็นทางการเพื่อสนองตอบต่อวิกฤตทางการเงิน ประกอบด้วยผู้แทนสหภาพยุโรปและอีก 19 ประเทศ จึงได้สร้างรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงไปยังข้อมูลที่สำคัญเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินรวมไปถึงโครงสร้างที่แสดงความเป็นเจ้าของด้วย

วิธีในการสร้างรหัสเช่นนี้มีการระบุไว้ในมาตรฐาน ISO 17442 ซึ่งเพิ่งมีการปรับปรุงไปเมื่อไม่นานมานี้  แต่เดิมเป็นมาตรฐาน ISO 17442 เพียงฉบับเดียว ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงเป็นมาตรฐาน 2 ฉบับได้แก่

  1. มาตรฐานISO 17442-1, Financial services – Legal entity identifier (LEI) – Part 1: Assignment ระบุองค์ประกอบขั้นต่ำของการจัดทำรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายที่มีความชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ และมีความสามารถในการระบุตัวตนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินซึ่งรวมถึงธนาคาร บริษัททางการเงินองค์กรอื่นใดที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัย และใครก็ตามที่มีรายชื่ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญ และอื่นๆ
  2. มาตรฐาน ISO 17442-2, Financial services – Legal entity identifier (LEI) – Part 2: Application in digital certificates ช่วยเสริมมาตรฐาน ISO 17442-1 ด้วยการระบุวิธีการที่จะฝังเอารหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายเข้าไปในการรับรองผ่านระบบดิจิตอล

เดวิด บรอดเวย์ ผู้ประสานงานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าพวกเขาได้ทำการทบทวนมาตรฐานนี้เพื่อสนับสนุนให้เกิดความชัดเจนและสะท้อนถึงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปและบทเรียนที่ได้รับนับตั้งแต่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในครั้งแรก

นับตั้งแต่ ISO 17442 ได้มีการนำไปประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรก ก็มีการคำนึงถึงนโยบายของชุมชนผู้ควบคุมกฎด้วย ดังนั้น จึงมีความสำคัญที่มาตรฐานจะต้องสะท้อนถึงสิ่งนี้ด้วย

การปรับปรุงมาตรฐานนั้นรวมถึงลักษณะเฉพาะที่เพิ่มเติมเข้ามาและการทบทวนที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในเรื่องสาขานิติบุคคลในระดับสากลรวมทั้งบันทึกข้อมูลรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องบริษัทแม่และสถานะของนิติบุคคลด้วย

มาตรฐาน ISO 17442-1 และ ISO 17442-2 ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 4 ซึ่งปฏิบัติงานภายใต้คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 68, Financial services คณะอนุกรรมการ SC 8, Reference data for financial services ซึ่งมีเลขานุการคือ SNV ซึ่งเป็นสถาบันาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/news/ref2548.html
  2. https://www.iso.org/standard/78829.html