บทความเรื่อง องค์กรยุคใหม่ ใส่ใจ ISO 26000 ตอนที่ 1 ได้กล่าวว่าหลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้นและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางซึ่งไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคมอีกด้วย แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงมาตรฐานฉบับอื่นที่เกี่ยวข้อง เรามาฟังความเป็นมาของมาตรฐาน ISO 26000 กันก่อน
เมื่อปี 2548 (ค.ศ.2005) กลุ่มงานของไอเสอโอได้ร่วมกันเป็นผู้นำในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม และใช้เวลา 5 ปีในการพัฒนาและประชุมระหว่างประเทศจำนวน 8 ครั้ง นับตั้งแต่ประเทศออสเตรเลียไปจนถึงประเทศชิลีและประเทศไทย มีการพิจารณาข้อคิดเห็นมากกว่า 25,000 เรื่องที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 450 คนซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศต่างๆ จำนวน 99 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลกกว่า 40 แห่งรวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นผู้แทนจาก Global Reporting Initiative องค์กรผู้บริโภคสากลและข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ
การสร้างมาตรฐาน ISO 26000 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าประทับใจมากที่สุดประการหนึ่งของการสร้างความเห็นพ้องต้องกันให้เกิดขึ้นด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เต็มใจให้เวลา ข้อคิดเห็นและทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเพื่อช่วยกันพิจารณา เจรจา อภิปรายและพัฒนามาตรฐานจนกระทั่งสามารถนำมาใช้งานได้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน การตัดสินใจทั้งหมดเกิดขึ้นจากความยินยอมร่วมกันของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและให้ความสำคัญไปกับการมีส่วนร่วมอย่างสมดุลของประเทศต่างๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งผู้แทนจากสหภาพยุโรปซึ่งเข้าร่วมประชุมด้วย
หลังจากที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ สหภาพยุโรปก็ได้ประกาศเรื่องการสื่อสาร CSR แบบใหม่ซึ่งระบุว่า CSR เป็นความรับผิดชอบของธุรกิจในเรื่องผลกระทบต่อสังคม ซึ่งคล้ายคลึงกับนิยามในมาตรฐาน ISO 26000 และใช้ในการกำหนดแนวทางและหลักการในการสร้างกลยุทธ์ด้วย
7 ปีต่อมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ช่วยให้องค์กรนับพันทำการปรับปรุงกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งบริษัทต่าง ๆ เช่น NEC Corporation ซึ่งได้วางนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้ คุณฮิโตชิ ซูซูกิ อดีตผู้จัดการทั่วไปด้าน CSR ของ NEC และปัจจุบันเป็นประธาน Think Tank IISE ของ NEC ที่ทำการวิจัยในประเด็นความสามารถในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน ได้กล่าวว่า เมื่อได้เข้าไปจัดการในเรื่องซัพพลายเชนและมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาตรฐาน ISO 26000 จึงเกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นไปอีก
กล่าวคือ มาตรฐานดังกล่าวทำให้บริษัทรู้จักซัพพลายเออร์ดีขึ้น สามารถเห็นว่าพวกเขาทำงานอย่างไรและทำให้สามารถระบุว่าควรปรับปรุงในจุดไหนและอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการทำงานที่มีเงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยด้วย ดังนั้น จึงได้สร้างมาตรการเชิงป้องกันและทำงานร่วมกันซึ่งทำให้เห็นถึงวิธีที่บริษัทและซัพพลายเออร์จะสามารถนำวิธีการบริหารจัดการเหล่านั้นไปปรับใช้งาน
มาร์คแอนด์สเปนเซอร์เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้บุกเบิกที่มีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนด้วยการนำแผน A ไปใช้เมื่อปี 2550 (ค.ศ.2007) เพื่อช่วยปกป้องโลกด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ ลดของเสียและช่วยเหลือชุมชน แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ ดังนั้น เมื่อปี 2556 (ค.ศ.2013) บริษัทจึงหันมาใช้ ISO 26000 เป็นแนวทางในการส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่เป็นธรรมตลอดทั้งซัพพลายเชน
มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ใน 70 ประเทศที่มีการจ้างงานทั่วโลกถึงสองล้านคนซึ่งอยู่ในโรงงานสองหมื่นโรงและในฟาร์มอีกสองหมื่นแห่ง ดังนั้น โครงการต่างๆ จึงมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร้านค้าปลีกของบริษัทซึ่งมีบางแห่งก็เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าในประเทศอินเย ศรีลังกา และบังคลาเทศ ซึ่งได้รับการเชื้อเชิญให้นำหลักการของ ISO 26000 ในด้านความรับผิดชอบของสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปรวมอยู่ในกลยุทธ์ของธุรกิจ
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558 (ค.ศ.2015) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับเอาเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 หัวข้อขององค์การสหประชาติไปดำเนินการเป็น “วาระการพัฒนา 2030” ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจในการยุติความหิวโหย การปกป้องโลก และการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับทุกคนในโลกนี้ และแรงบันดาลใจนี้ก็สะท้อนอยู่ในมาตรฐาน ISO 2600 ซึ่งมีหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและมีส่วนร่วมโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวด้วย
ในช่วง 7 ปีที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้เกิดขึ้นมานั้น ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรฐานนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐานอื่นๆ อีกหลายมาตรฐาน เช่น ISO 37001 มาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในองค์กร มาตรฐาน ISO 20400 แนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนซึ่งใช้มาตรฐาน ISO 26000 มาอ้างอิงอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับระหว่างประเทศ IWA 26 ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรรวมเอาหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ากับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ ของไอเอสโอ
ในช่วงไม่ถึง 20 ปีที่ผ่านมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ให้แนวคิดที่มีการคิดร่วมกันมากขึ้นอย่างเช่นเอกสาร ISO Guide 82 – Guidelines for addressing sustainability in standards ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยใช้ให้ผู้เขียนมาตรฐานสามารถเน้นในประเด็นด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนอันเป็นการยกระดับความตระหนักในเรื่องนี้เพื่อให้มีการนำไปใช้งานในมาตรฐานไอเอสโออย่างเป็นระบบและมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบข่ายของมาตรฐานที่ทำการพัฒนา
มาตรฐาน ISO 26000 จึงเป็นมาตรฐานที่ธุรกิจและองค์กรควรนำไปใช้ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นมาตรฐานที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่มีความโปร่งใสอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2204.html
NEC Corporation เป็นบริษัทที่นำเอามาตรฐาน ISO 26000 ไปใช้อย่างสมัครใจ ซึ่งได้ช่วยให้องค์กรนับพันสามารถปฏิบัติงานด้วยการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบ
นับตั้งแต่เมื่อมีการตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐานฉบับนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกรับ ISO 26000 ไปใช้เป็นมาตรฐานระดับประเทศมากกว่า 80 ประเทศ และในภาษาต่างๆ 22 ภาษา และยังมีการนำไปใช้อ้างอิงในตำราของสถานศึกษากว่า 3,000 ฉบับ รวมทั้งหนังสือและเอกสารต่างๆ ก็นำไปใช้อ้างอิงด้วย องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้ก็มีทั้งองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมทั้งบริษัทที่มีชื่อเสียง อย่างเปโทรบราส สายการบินฝรั่งเศส บริติชเทเลคอม โนโวนอร์ดิสค์ และมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ เป็นต้น
หลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ว่าเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความก้าวหน้าในทุกๆ ด้านของความรับผิดชอบทางสังคม ซึ่งนับเป็นฐานรากของกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบทางสังคมด้วย
ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งไอเอสโอในปี 2490 (ค.ศ.1947) ผู้ผลิตนับเป็นผู้ใช้มาตรฐานของไอเอสโอเป็นส่วนใหญ่ และนั่นก็คืองานหลักของไอเอสโอ แต่ในช่วงเวลาต่อมา ไอเอสโอเริ่มให้ความสนใจกับความต้องการของผู้บริโภค หลักๆ ก็คือผู้บริโภคเป็นเสียงสะท้อนความต้องการในเรื่องข้อกำหนดซึ่งไอเอสโอจำเป็นต้องนำมาพิจารณาด้วย ดังนั้น ไอเอสโอจึงแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภค (ISO Committee on Consumer Policy: COPOLCO) ในปี 2521 (ค.ศ.1978) เพื่อกระตุ้นส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้กับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในกระบวนการด้านการมาตรฐาน
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประสบการณ์ของผู้บริโภคจึงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการมาตรฐาน และแม้ว่าการจัดลำดับความสำคัญของคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอจะยังคงมีพื้นฐานอยู่ในเรื่องของผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค เช่น จักรยาน หรือน้ำยาล้างจาน แต่พอถึงช่วงปี 1990 – 1999 ไอเอสโอยังได้ขยายมุมมองออกไปยังประเด็นในเชิงสังคมมากขึ้น เช่น การบริการ ความสามารถในการเข้าถึง และความปลอดภัย ซึ่งในช่วงนั้น มาตรฐานและแนวทางในด้านมุมมองต่างๆ อย่างเช่น สังคมผู้สูงวัยก็เริ่มมีเข้ามามากขึ้น พร้อมกับเอกสารเช่น ประกาศนโยบายของ ISO/IEC ที่มุ่งเน้นความจำเป็นของผู้สูงวัยและบุคคลที่ไร้ความสามารถลงไปในงานด้านการมาตรฐาน ซึ่งมีการเผยแพร่ในปี 2544 (ค.ศ.2001)
ดานา คิสซิงเจอร์-มาเทรย์ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ กล่าวว่า COPOLCO จะคอยฟังอยู่เสมอว่าผู้บริโภคต้องการอะไรและอะไรที่จำเป็นสำหรับงานมาตรฐาน การปฏิรูปของไอเอสโอในเรื่องมาตรฐานที่เน้นในด้านสังคม เป็นความคาดหวังในวงกว้างของสังคมที่ต้องนำมาพิจารณา และมีการขยายขอบข่ายไปมากกว่าข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) สำหรับผลิตภัณฑ์และองค์ประกอบ และยังประจวบเหมาะพอดีกับช่วงเวลานั้นซึ่งผู้บริโภคเองก็มีอิทธิพลต่อข้อกำหนดของตลาดด้วย
ดังนั้น ในปี 2545 (2002) คณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ จึงแนะนำให้พัฒนามาตรฐานเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ก่อนที่จะมีคณะกรรมการบริหารทางวิชาการของไอเอสโอ (ISO Technical Management Board: TMB) เกิดขึ้น ซึ่งหน้าที่สำคัญที่ได้ก็ปรากฏชัดเจนอยู่ในประกาศครั้งแรกของคณะกรรมการฯ ที่ว่ามาตรฐานควรช่วยให้องค์กรเน้นในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมๆ กับการเคารพในเรื่องของความแตกต่างทางกฎหมาย สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งเงื่อนไขในการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย
ในช่วงนั้น คำว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยมาก และความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ให้กับองค์กรที่สามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านความยั่งยืน และเมื่อมีการนำข้อเสนอเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมมาพิจารณาในสมาชิกของไอเอสโอ ก็มีข้อโต้แย้งว่าทำไมจึงให้ความสำคัญแค่ในระดับองค์กร ดังนั้น คำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร” จึงกลายเป็นคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (social responsibility)
สำหรับความสำเร็จของมาตรฐาน ISO 26000 ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องและไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาซึ่งส่งเสริมเรื่องความรับผิดชอบทางสังคมด้วย จะเป็นมาตรฐานอะไรบ้างนั้น โปรดติดตามต่อในครั้งหน้าซึ่งเป็นตอนจบค่ะ