ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และเพื่อบรรเทาปัญหานี้ องค์กรต่างๆ สามารถพิจารณาเลือกเครื่องมือที่มีอยู่แล้วไปใช้ในการลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดประสิทธิผลได้ รวมทั้งเครื่องมือที่เรียกว่า “การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์” หรือ LCA (Life Cycle-Assessment)

LCA เป็นกระบวนการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของผลิตภัณฑ์และบริการ เริ่มตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การบริโภค และการจัดการผลิตภัณฑ์หลังจากสิ้นสุดอายุการใช้งาน ทำให้สามารถประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมได้ เช่น การปล่อยมลพิษสู่อากาศ น้ำ และดิน (CO2, BOD, ขยะมูลฝอย) และการใช้ทรัพยากรที่ก่อให้เกิดภาระต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

LCA ได้รับการพัฒนาเป็นมาตรฐานแล้วโดยอยู่ในชุดมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมของไอเอสโอหลายฉบับ ซึ่งจะกล่าวถึงมาตรฐาน LCA ที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย จำนวน 4 ฉบับ ดังต่อไปนี้

  1. ISO 14040, Environmental management – Life cycle assessment – Principles and framework เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงหลักการนิยาม ศัพท์ และกรอบการดำเนินการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์
  2. ISO 14044, Environmental management – Life cycle assessment – Requirements and guidelines เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์และการศึกษาบัญชีรายการวัฏจักรชีวิตหรือ LCI (Life Cycle Inventory)
  3. ISO/TS 14071, Environmental management – Life cycle assessment – Critical review processes and reviewer competencies: Additional requirements and guidelines to ISO 14044 เป็นข้อมูลทางวิชาการที่ให้ข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับมาตรฐาน ISO 14040 และ ISO 14044 โดยกำหนดแนวทางในการทบทวนและวิเคราะห์จุดที่สำคัญของการวิเคราะห์วัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์
  4. ISO/TS 14048, Environmental management – Life cycle assessment – Data documentation format เป็นมาตรฐานที่มีโครงสร้างสำหรับรูปแบบเอกสารข้อมูลเพื่อใช้ในการจัดทำเอกสารที่โปร่งใสและชัดเจน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) และบัญชีรายการวัฏจักรชีวิต (LCI) ซึ่งทำให้การจัดทำเอกสารข้อมูลเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

องค์กรที่มีการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA) จะมีความรู้เชิงลึกและรอบด้านในผลิตภัณฑ์ของตนเอง ทำให้องค์กรสามารถประหยัดวัตถุดิบและพลังงาน มีหลักในการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรที่มีคุณภาพ สามารถลดของเสียที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆ ทำให้การบำบัดมลพิษมีต้นทุนน้อยลง ช่วยลดปริมาณและการสะสมความเป็นพิษที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ยกตัวอย่างองค์กรชั้นนำอย่างกลุ่มบริษัทบีเอ็มดับเบิลยูก็ได้เลือกใช้การประเมินวัฏจักรชีวิตเต็มรูปแบบในกระบวนการผลิตรถยนต์ BMW i3 BEV โดยใช้มาตรฐาน ISO 14040 และ  ISO 14044 ซึ่งค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่นี้ได้คิดค้นนวัตกรรมแห่งการขับเคลื่อนได้จากทีมงานด้านความยั่งยืนของบริษัทด้วยการประเมินวัฏจักรชีวิตอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เข้าใจภาพรวมของสิ่งแวดล้อมทั้งหมดอย่างชัดเจนโดยใช้มาตรฐานทั้งสองฉบับช่วยในการติดตามและบรรลุเป้าหมาย

สำหรับองค์กรที่ต้องการประเมินวัฏจักรชีวิตของความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มบริษัทบีเอ็มดับเบิลยูได้ให้คำแนะนำว่าให้ทำการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงปลายทางสุดท้าย เปรียบเสมือนการทำโครงการตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเชิงตะกอน ซึ่งต้องมีการทำงานอย่างเป็นระบบและใช้เวลาในการดำเนินงานอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ องค์กรสามารถขอความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาภายนอกเพื่อให้สามารถเดินตามแนวทางของโครงการขององคกรได้อย่างถูกต้อง

ที่มา :   

  1. https://www.iso.org/news/2014/07/Ref1864.html
  2. https://adeq.or.th/lca-life-cycle-assessment-lca/

วารสาร MASCIInnoversity ได้นำเสนอบทความเรื่อง “มาตรฐานสากลช่วยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยเน้นถึงความร่วมมือของไอเอสโอกับกลุ่มธนาคารโลก และเรื่องของ “มาตรฐานสากล” ที่เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับบทความในครั้งนี้จะกล่าวถึงบทบาทไอเอสโอในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาพรวมดังต่อไปนี้

มาตรฐานไอเอสโอมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากไอเอสโอจะพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยตรงแล้ว ไอเอสโอยังได้รวมเอาประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าไปในการพัฒนามาตรฐานสากลทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการด้วย  โดยไอเอสโอได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการพัฒนามาตรฐานสากลตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เน้นทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายความว่าโครงสร้างพื้นฐานของไอเอสโอได้รับการพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือรวมเข้ากับกลไกอื่น ๆ รวมทั้งกลยุทธ์ ISO 2030 (ISO Strategy 2030) ด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 (ค.ศ.1992) ได้มีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “Earth Summit 1992” และนำไปสู่ความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ รวมทั้งอนุสัญญาที่เป็นรากฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอันเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมในครั้งนั้นคือ อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (The United Nations Framework Convention on Climate Changeหรือ UNFCCC)

ในปี 2539 (ค.ศ.1996) ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO 14001 version 1996 (มีที่มาจากมาตรฐาน BS 7750 version 1992) ต่อมา ได้ปรับปรุงเป็น version 2015 (ISO 14001, Environmental management systems – Requirements with guidance for use) มาตรฐานฉบับนี้ทำให้องค์กรสามารถปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจภายในและเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงงานที่มองเห็นได้ชัด และลดความไม่แน่นอนด้านสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงภายในดังกล่าวสามารถนำไปสู่การ

ลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการวัสดุ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดการเศษวัสดุ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมสีเขียวด้วย  ซึ่งในการเริ่มต้นการจัดการสิ่งแวดล้อม อาจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากความจำเป็นในการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบใหม่ แต่ต้นทุนขั้นสุดท้ายขององค์กรสามารถลดลงได้เนื่องจากการลดขั้นตอนและเวลาที่ใช้ในกระบวนการภายใน ส่งผลต่อการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ดีสำหรับองค์กร และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายระดับโลกที่อยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืนได้

แม้ว่า SDGs จะกำหนดเป้าหมายไว้ในปี 2573 (ค.ศ.2030) และประเทศต่าง ๆ มีการจัดลำดับความสำคัญอย่างสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ แต่ก็ต้องใช้ความพยายามร่วมกันเพื่อทำให้วิสัยทัศน์นั้นเป็นจริง  และการพัฒนามาตรฐานเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยคำนึงถึงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

สำหรับการพัฒนามาตรฐานสากลของไอเอสโอมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้เป็นโลกที่ยั่งยืน การรวมเอาประเด็นด้านความยั่งยืนไว้ในมาตรฐานสากลหมายความว่าประเด็นเหล่านี้ได้รับการกล่าวถึงในแกนหลักของมาตรฐาน

จากเรื่องของความยั่งยืนในระดับแนวหน้าของวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 หรือ 2030 Agenda ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกสนับสนุนให้พิจารณาวาระนี้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนามาตรฐาน ซึ่งจะช่วยป้องกันผลกระทบในระดับโลกในประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญที่สุด และไอเอสโอได้ให้ความสำคัญโดยนำวาระเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO Guide 82, Guidelines for addressing sustainability in standards  การเพิ่มคุณค่าให้กับสังคมเช่นนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานที่ดีขึ้นสำหรับคนทั่วโลก และส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา:

  1. https://bit.ly/42j9v19
  2. https://so05.tci-thaijo.org

โดยทั่วไป ผู้ปฏิบัติงานในโรงงานหรือสถานประกอบการต่างๆ ต้องปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการจัดการในสถานที่ทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอันตรายทางกายภาพ ผลกระทบทางจิตวิทยา หรือปัญหาด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) องค์กรจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ปฏิบัติงานให้มีความสามารถในการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพและผลผลิตของสถานประกอบการ  และจำเป็นต้องอาศัยวิชาวิทยาศาสตร์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ใช้ในการจัดการดูแลผลกระทบอันเกิดจากการทำงาน สร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ หากองค์กรไม่มีโครงการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ ก็อาจจะทำให้ดูแลได้ไม่ครอบคลุมอย่างเพียงพอ ทำให้องค์กรทั่วโลกนำมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001 – Occupational health and safety management systems — Requirements with guidance for use ไปใช้งาน แต่สำหรับองค์กรที่ได้นำเอามาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งานแล้ว ยังพบว่ามีคำถามอยู่มากมายในการนำมาตรฐานไปใช้งานจริง ไอเอสโอก็ได้พัฒนามาตรฐานขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งเพื่อให้แนวทางแก่องค์กรในการนำมาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรโดยมีคำแนะนำพร้อมตัวอย่างให้นำไปใช้งานได้ในชีวิตจริงซึ่งก็คือ มาตรฐาน ISO  45002 – Occupational Health and Safety Management Systems — General guidelines for the implementation of ISO 45001: 2018

ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO  45002 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational Health and Safety Management โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำ การใช้งาน การบำรุงรักษา และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OH&S) ที่สามารถช่วยให้องค์กรปฏิบัติตาม ISO 45001 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม

สำหรับข้อกำหนดส่วนใหญ่ในมาตรฐานดังกล่าว มีกรณีที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับวิธีการที่องค์กรประเภทต่างๆ ดำเนินการตามข้อกำหนด แต่ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำวิธีการนี้วิธีการเดียวหรือวิธีที่ดีที่สุดในการนำไปใช้งาน  เป็นเพียงเพื่ออธิบายวิธีหนึ่งที่องค์กรสามารถนำไปใช้งานได้เท่านั้น แต่องค์กรทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ รวมไปถึงองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ก็สามารถนำคำแนะนำแต่ละข้อในมาตรฐาน ISO  45002 ไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ตามข้อกำหนดทั้งหมดของ ISO 45001 พร้อมกับศึกษาตัวอย่างในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งไอเอสโอยังได้ให้ตัวอย่างที่เป็นวิธีปฏิบัติที่สุดทั้งในระดับพื้นฐานและในระดับสูงด้วย

แนวทางในมาตรฐาน ISO  45002 ครอบคลุมประเด็น OH&S เช่น บริบท การให้คำปรึกษาและการมีส่วนร่วม การระบุอันตรายรวมทั้งปัจจัยทางสังคม และวิธีการจัดการงาน ความเสี่ยงและโอกาส การควบคุมการปฏิบัติงาน รวมทั้งการจัดการการเปลี่ยนแปลง และผู้รับเหมาช่วง  เป็นต้น

ดังนั้น มาตรฐาน ISO  45002 จึงเป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่นำไปใช้งานในการสนับสนุนการจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสากลดังกล่าว และทำให้องค์กรได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังมาจากความเห็นพ้องต้องกันของผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศที่ร่วมกันพัฒนามาตรฐาน ISO 45001 มากกว่าความคิดเห็นของแต่ละบุคคลหรือที่ปรึกษาด้านมาตรฐานด้วย จึงทำให้มาตรฐาน ISO  45002 เป็นประโยชน์ต่อผู้นำไปใช้งานอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่น่าสนใจของมาตรฐานใหม่ล่าสุดซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรที่นำมาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งาน

ที่มา:

  1. https://www.jorportoday.com/occupational-health-and-safety/
  2. https://www.iso.org/standard/76619.html
  3. https://committee.iso.org/files/live/sites/tc283/files/Documents/ISO%2045002%20Slide%20Deck%20Sept%202020.pdf

สาระสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) นั้น อันที่จริงแล้ว มีแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับทุกประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญในการพัฒนาของแต่ละประเทศซึ่งเราเองไม่ว่าจะอยู่ในฐานะปัจเจกชนหรือองค์กรก็สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมได้ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเพื่อลูกหลานของเรา

เมื่อปี 2558 (ค.ศ.2015) องค์การสหประชาชาติได้กำหนดแผนงาน 15 ปีในการจัดการกับปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่โลกต้องเผชิญซึ่งทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ และมีส่วนร่วมในการดำเนินการทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และสำหรับองค์กรสากลอย่างไอเอสโอก็ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกซึ่งได้รับประโยชน์สูงสุดจากการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศของไอเอสโอ และประเทศสมาชิกต่างนำมาตรฐาน สากลของไอเอสโอไปใช้งานซึ่งมาตรฐานแต่ละฉบับได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย

องค์กรและบริษัทต่างๆ ที่ต้องการมีส่วนร่วมใน SDGs ต่างพบว่ามาตรฐานสากลมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้พวกเขาก้าวไปสู่ความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิผล   และมาตรฐานสากลยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้รัฐบาล

อุตสาหกรรม และผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อด้วยดังต่อไปนี้

รัฐบาล

หน่วยงานกำกับดูแลสามารถพึ่งพามาตรฐานไอเอสโอซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย SDGs ต่อไป เช่น สิทธิมนุษยชน ประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน สาธารณสุข และอื่นๆ มาตรฐานสากลยังช่วยให้รัฐบาลบรรลุพันธสัญญาในระดับชาติและระดับระหว่างประเทศอีกด้วย

อุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการบรรลุ SDGs ทั้งหมดโดยมาตรฐานไอเอสโอได้ให้แนวทางและกรอบการทำงานในทุกเรื่อง ตั้งแต่สุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน  การใช้พลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผู้บริโภค

ในขณะที่การมีส่วนร่วมกับ SDGs อยู่ในอันดับสูงในวาระการประชุมของผู้นำทางธุรกิจและนักลการเมือง ผลประโยชน์หลายอย่างนั้นสามารถเห็นได้ชัดในระดับชุมชน ท้องถิ่น ความยากจนที่ลดลง สุขภาพที่ดีขึ้น น้ำที่สะอาดและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและมั่นคงเป็นเพียงผลประโยชน์บางส่วนที่ได้รับจากการนำมาตรฐานไอเอสโอไปใช้เท่านั้น ยังมีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกมากมายสำหรับผู้บริโภค

ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐานสากลและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปแล้วมากกว่า 22,000 ฉบับซึ่งเป็นแนวทางและกรอบการทำงานที่ได้พัฒนาขึ้นมาจากฉันทามติ และได้รับการยอมรับทั่วโลกจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นรากฐานที่มั่นคงซึ่งทำให้นวัตกรรมสามารถเติบโตได้ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาล อุตสาหกรรม และผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการบรรลุผลสำเร็จของ SDG ทั้ง 17 ข้อด้วย

เราสามารถตรวจสอบว่ามาตรฐานแต่ละฉบับมีส่วนในการบรรลุเป้าหมาย SDGs ข้อใดจากเว็บไซต์ของไอเอสโอในหน้าหลักของมาตรฐานไอเอสโอแต่ละฉบับ เช่น มาตรฐาน  ISO 13485, Medical devices — Quality management systems — Requirements for regulatory purposes มีส่วนสำคัญในการบรรลุ SDGs ข้อ 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) และข้อ 10 ลดความไม่เท่าเทียมกันหรือความเหลื่อมล้ำ (Reduced Inequalities) เป็นต้น

การที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนั้นหมายถึงความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทุกประเทศได้ดำเนินการอย่างสอดคล้องตามลำดับความสำคัญในการพัฒนาประเทศโดยมีมาตรฐานไอเอสโอเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย SDGs ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ต่อไป

ที่มา:

  1. https://thailand.un.org/th/sdgs
  2. https://www.iso.org/sdgs.html

ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นที่ทราบกันดีว่าการนำมาตรฐานไปใช้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อองค์กรในหลายด้าน  และไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ “มาตรฐาน” มีส่วนสำคัญเสมอในการสร้างความก้าวหน้าทางธุรกิจและการดำเนินงานในองค์กรต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยชน์ที่มองเห็นได้โดยตรงในด้านเศรษฐกิจซึ่งการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กรมีส่วนทำให้เกิดมูลค่าอยู่ระหว่าง 0.15% ถึง 5% ของรายได้จากการขายต่อปี (กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีหรือ EBIT)

การนำมาตรฐานไปใช้ทำให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น ปรับปรุงกระบวนการภายในบริษัท  ลดของเสียและต้นทุนภายใน เพิ่มประสิทธิภาพของการวิจัยและพัฒนา สร้างสรรค์กระบวนการทางธุรกิจและนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม ทำให้ลดความเสี่ยงต่าง ๆ ลง ช่วยให้มีการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ เป็นต้น

องค์กรทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วถึงประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมของมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น

การปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรฐานจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าร่วมในการค้าระหว่างประเทศ ในทางกลับกัน ก็เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กร

ปัจจุบัน เราจะพบเห็นสินค้าและบริการที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาจากประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากโลกใบนี้  ทุกส่วนของชีวิตเราในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ แบ่งการดำเนินงานของตนจากทั่วโลก ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์และการผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบและการตลาด การสร้างห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ มีผลิตภัณฑ์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ถือว่า “ผลิตในโลก” มากกว่า “ผลิตในสหราชอาณาจักร” หรือ “ผลิตในฝรั่งเศส” เท่านั้น

โลกาภิวัตน์ได้เชื่อมโยงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทั่วโลกเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่ขายในแคนาดาสามารถออกแบบในฝรั่งเศสโดยใช้ชิ้นส่วนจากออสเตรเลีย กางเกงที่ขายในสหราชอาณาจักรทำจากผ้าฝ้ายแอฟริกาใต้โดยคนงานในโรงงานในประเทศไทย  ในโลกที่มีรูปแบบทางการค้าเปลี่ยนไป การผลิตมีการแยกส่วนและกระจัดกระจายมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยถูกผลิตขึ้นในหลายประเทศ ในหลายบริษัท ก่อนที่จะมารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายสำหรับผู้บริโภค ซึ่งเป็นรูปแบบการค้าที่มักเรียกกันว่าห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้มาตรฐานสากลมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การปฏิบัติตามมาตรฐานจะทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่ามีความมั่นใจว่าปัจจัยการผลิตสามารถเข้ากันได้ (Compatible) และมีความปลอดภัย

“มาตรฐาน” มีอยู่อย่างแพร่หลาย  การอธิบายถึงประโยชน์ของมาตรฐานมักจะทำได้ดีที่สุดโดยการชี้ไปที่ปัญหาที่เกิดจากการไม่มีมาตรฐานเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ปลั๊กที่ไม่พอดี กระดาษติดในเครื่องพิมพ์ แล็ปท็อปที่มีพอร์ตประเภทต่างๆ สำหรับแฟลชไดรฟ์ บัตรเครดิตที่มีขนาดต่างกัน เป็นต้น  ปัจจุบัน การค้าโลกได้ขยายความสำคัญของประเด็นเหล่านี้ออกไป เพราะการให้สิทธิทางภาษีจะไม่ช่วยอะไรได้หากสินค้าที่ซื้อขายนั้นไม่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์อื่น  หรือหากขาดความมั่นใจว่าสินค้านั้นปลอดภัยหรือมีคุณภาพเพียงพอ

เมื่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในจุดเดียวสามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก การพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้จึงส่งผลอย่างมากต่อมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่แท้จริงกำลังเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้งานมาตรฐานสากลของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ กำลังดึงดูดการค้าโลกเข้ามา  ทำให้มาตรฐานสากลเป็นส่วนสำคัญของการค้าระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในที่สุด

ที่มา:
https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISOfocus%20(2013-NOW)/en/2017/ISOfocus_123/ISOfocus_123_EN.pdf

“เศรษฐกิจหมุนเวียน” ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีแรงขับเคลื่อนเป็นอย่างมากในด้านกฎระเบียบใหม่ และมีความเชื่อมโยงระหว่างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับการนำทรัพยากรมาใช้ โดยเศรษฐกิจหมุนเวียนได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในการประชุม COP27 และแม้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังทำลายสถิติที่ไม่พึงประสงค์จากการปล่อยมลพิษ และการบริโภค  แต่ในที่สุดความเกี่ยวข้องของเศรษฐกิจหมุนเวียนก็เริ่มสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา และเห็นได้ชัดว่าเป็นโอกาสที่ระบบหมุนเวียนจะกลายเป็นกระแสหลักและเป็นเรื่องที่สามารถจับต้องได้หรือทำได้อย่างเป็นรูปธรรม

“เศรษฐกิจหมุนเวียน” เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีมาตรฐานและการประเมินความสอดคล้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา กระบวนการของเศรษฐกิจหมุนเวียนครอบคลุมข้อกำหนดที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ รวมถึงความยั่งยืนของห่วงโซ่มูลค่าโลกในแง่มุมต่างๆ เช่น การค้า ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบขององค์กร แรงงาน สุขภาพ และสิทธิมนุษยชน เป็นต้น โดยมีวิธีการประเมินความสอดคล้องที่จะทำให้มั่นใจในด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ ความสามารถในการซ่อมแซม ความทนทาน และความสามารถในการอัปเกรด เป็นต้น

มาตรฐานความยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน กำลังได้รับการพัฒนาในระดับประเทศและระดับโลกโดยองค์กรต่างๆ รวมถึงไอเอสโอผ่านคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 323, Circular Economy ซึ่งดำเนินการเพื่อมาตรฐานการออกแบบเชิงนิเวศที่คำนึงถึงการบริโภควัสดุที่ยั่งยืน พลังงานและทรัพยากรอื่นๆ ในทุกขั้นตอนของผลิตภัณฑ์ กระบวนการพัฒนา

หลักการเหล่านั้นจะพิจารณาปัจจัยแวดล้อม เช่น การใช้ทรัพยากรและพลังงาน การปล่อยมลพิษต่ออากาศ น้ำ และดิน ตลอดจนมลพิษที่เกิดขึ้นจากเสียง การสั่นสะเทือน รังสี สนามแม่เหล็กไฟฟ้า และผลกระทบทางกายภาพอื่นๆ  จุดเน้นอื่นๆ ได้แก่ ของเสียที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิตและการรีไซเคิล (เช่น การใช้ซ้ำและการนำวัสดุและ/หรือพลังงานกลับมาใช้ใหม่)

นอกจากนี้ ในการพัฒนามาตรฐานยังมีชุดข้อกำหนดด้านการออกแบบสำหรับความทนทานของผลิตภัณฑ์ การนำกลับมาใช้ใหม่ ความสามารถในการอัปเกรดและความสามารถในการซ่อมแซม และสำหรับความสามารถในการรีไซเคิลของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น จอแสดงผลอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องทำความเย็นเชิงพาณิชย์ เครื่องซักผ้า และเครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น

ตอนนี้ เรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจทางกฎหมายที่กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายทั่วโลก ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กร และสถาบันต่าง ๆ จะต้องต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นระบบและการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แข็งแกร่งขึ้น  อุตสาหกรรมทั่วโลกจึงกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น  การเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยให้บริษัทและองค์กรต่างๆ สามารถปลดล็อกผลิตภาพ นวัตกรรม ความยั่งยืน และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนได้จนกระทั่งสามารถแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญในที่สุด

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/publication/PUB100471.html
  2. https://www.bain.com/insights/circular-transformation-of-industries-unlocking-new-value-in-a-resource-constrained-world/

การดูแลรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์เป็นสิ่งที่ไม่ควรวางใจเป็นอย่างยิ่งเพราะหากปล่อยให้เกิดช่องว่างเมื่อใด อาจนำองค์กรไปสู่ความเสียหายอย่างมหาศาล  การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถช่วยปกป้องข้อมูลจากการจารกรรมและความเสียหายด้านข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นซึ่งรวมถึงข้อมูลอันละเอียดอ่อน ข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้ (Personally Identifiable Information: PII) ข้อมูลสุขภาพที่ได้รับการคุ้มครอง (Protected Health Information: PHI) ข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูล และระบบข้อมูลของทุกภาคส่วน

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสร้างความยืดหยุ่นบนโลกไซเบอร์ได้อย่างไร

ปัจจุบัน องค์กรไม่สามารถพึ่งพาโซลูชันความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่พร้อมใช้งานอย่างซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสหรือไฟร์วอลล์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป อาชญากรไซเบอร์ฉลาดขึ้นและมีกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการป้องกันทางไซเบอร์ทั่วไป ดังนั้น การสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยด้านไซเบอร์จะต้องครอบคลุมการรักษาความปลอดภัยทุกด้านบนโลกไซเบอร์

ถ้าเช่นนั้น เรามาดูกันว่าบริษัทชั้นนำด้านไอทีอย่าง Microsoft, Apple, Google, Intel และ IBM มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง  คำตอบคือ ทุกบริษัทต่างก็นำมาตรฐาน ISO/IEC 27001 ไปใช้งานเช่นเดียวกับบริษัททั่วโลกที่ติดอันดับ Fortune500  ซึ่งมาตรฐาน ISO/IEC 27001 ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถนำไปใช้จัดการระบบข้อมูลความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิผล และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวบนโลกไซเบอร์ได้อย่างมั่นใจ

ในการที่จะปกป้องทรัพย์สินข้อมูลที่สำคัญขององค์กรจากภัยคุกคามทางดิจิทัลและปิดช่องว่างต่างๆ องค์กรจำเป็นต้องปรับใช้ความคิดที่ยืดหยุ่นทางไซเบอร์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นส่วนสำคัญ และไม่เพียงแต่กับระบบทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทีม วัฒนธรรมองค์กร และการปฏิบัติงานประจำวันด้วย ในความเป็นจริง ผู้นำธุรกิจในปัจจุบันตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์มากกว่าปีก่อนๆ เป็นอย่างมาก จากรายงาน Global Security Outlook 2023 ของ World Economic Forum (WEF) พบว่า 91% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าเหตุการณ์ทางไซเบอร์ที่ขยายวงกว้างและเป็นหายนะนั้นอย่างน้อยก็น่าจะเกิดขึ้นบ้างในอีก 2 ปีข้างหน้า

บริษัทต่างๆ ทั่วโลกได้ตอบสนองต่อแรงกดดันของภัยคุกคามทางดิจิทัลโดยการนำ ISO/IEC 27001 ไปใช้ มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่รู้จักกันดีที่สุดในโลกสำหรับระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management Systems: ISMS) ซึ่งเป็นเอกสารชุดนโยบาย ขั้นตอน กระบวนการ และระบบที่จัดการความเสี่ยงของข้อมูลสูญหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ การเจาะข้อมูล การรั่วไหลของข้อมูล หรือการโจรกรรม ดังนั้น องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับใช้กรอบความคิดที่ยืดหยุ่นต่อโลกไซเบอร์

ความยืดหยุ่นบนโลกไซเบอร์คืออะไร
ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์คือความสามารถขององค์กรในการดำเนินการเมื่อเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์หรือเหตุการณ์ทางไซเบอร์อื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีมาตรการทางเทคนิคและองค์กรที่จำเป็นเพื่อตรวจจับ ตอบสนอง และกู้คืนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้นเพื่อปรับปรุงความยืดหยุ่นในอนาคต

อันเดรียส วูล์ฟ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านไอทีของ ISO/IEC กล่าวว่าความยืดหยุ่นทางไซเบอร์คือสิ่งที่เข้ามาแทนที่เมื่อมาตรการป้องกันความปลอดภัยหยุดชะงัก ซึ่งในเศรษฐกิจดิจิทัล ความสามารถในการก้าวข้ามการหยุดชะงักทางไซเบอร์จะสร้างความแตกต่างให้กับองค์กรชั้นนำที่สามารถเปลี่ยนความเปราะบางให้กลายเป็นความแข็งแกร่ง และมีความมั่นใจในการรับมือกับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี

อันเดรียส วูล์ฟ และทีมงานได้ร่วมรับผิดชอบในการพัฒนามาตรฐาน ISO/IEC 27001 ฉบับใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2565 (ค.ศ.2022) ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกและปรับปรุงความน่าเชื่อถือทางดิจิทัล ซึ่งเป็นประโยชน์กับองค์กรโดยสนับสนุนให้สามารถรักษาความปลอดภัยของข้อมูลทุกรูปแบบ พัฒนากรอบการทำงานที่มีการจัดการจากส่วนกลาง ลดการใช้จ่ายในเทคโนโลยีการป้องกันที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งปกป้องความสมบูรณ์ ความลับ และความพร้อมใช้งานของข้อมูล

มาตรฐานไอเอสโอและความปลอดภัยทางไซเบอร์

ความยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงการทำงานภายในองค์กรเท่านั้น แต่จะต้องนำไปใช้กับพันธมิตรบุคคลที่สามทั้งหมดและตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) จึงได้จัดพิมพ์ The Cyber Resilience Index (CRI): Advancing Organizational Cyber Resilience เพื่อให้มีการนำไปใช้เป็นกรอบอ้างอิงให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนและมีความโปร่งใสเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ตลอดทั้งอุตสาหกรรม เพื่อนร่วมงาน และห่วงโซ่อุปทาน

CRI ช่วยให้ผู้นำทางไซเบอร์ทั้งภาครัฐและเอกชนมีกรอบแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดร่วมกันสำหรับความยืดหยุ่นทางไซเบอร์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นกลไกในการวัดประสิทธิภาพขององค์กร และเป็นภาษาที่ชัดเจนในการสื่อสารคุณค่า  และภายใต้หลักการของ CRI นั้น มีแนวทางปฏิบัติที่ตามมาและแนวทางปฏิบัติย่อยสำหรับความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ที่ดีขององค์กรซึ่งก็คือการใช้กรอบความปลอดภัยซึ่งเป็นที่ยอมรับและเป็นมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 27001 นั่นเอง

ที่มา:

  1. https://www.upguard.com/blog/cybersecurity-important
  2. https://www.iso.org/contents/news/2023/02/how-to-build-cyber-resilience.html

บทสรุปจากการประชุมประจำปี 2566 ของสภาเศรษฐกิจโลกเมื่อต้นเดือนมกราคม (WEF Annual Meeting 2023/Davos 2023) ทำให้คนทั่วโลกตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปิดประเทศของจีน หรือสงครามในยูเครน ซึ่งการเปิดประเด็นเหล่านี้ได้นำไปสู่การอภิปรายเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยด้วย

นอกเหนือจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าเรายังอาจจะประสบกับภัยอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ อัคคีภัย ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน หรือการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นต้น ภัยเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภัยคุกคามที่เราคาดไม่ถึง และส่งผลต่อให้การดำเนินธุรกิจต้องหยุดชะงัก ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อเกิดภัยเหล่านั้นก็คือการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่สม่ำเสมอและแข็งแกร่งนั่นเอง

การหยุดชะงักของธุรกิจคือประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารส่วนใหญ่กังวล แต่หากบริหารจัดการได้ดี  ก็จะเป็นประโยชน์และเกิดโอกาสอีกมากมาย แต่ถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ขึ้น  การมีแผนงานและความสามารถด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี  ซึ่งมาตรฐานสากล ISO 22301 เป็นมาตรฐานฉบับแรกของโลกที่องค์กรสามารถนำไปใช้เพื่อดำเนินการและรักษาแนความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ISO 22301, Security and resilience — Business continuity management systems — Requirements เป็นมาตรฐานสากลระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ใช้ในการดำเนินการและการรักษาแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้องค์กรมีการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อบุคลากร ผลิตภัณฑ์ และผลกำไรขององค์กร

เมื่อกล่าวถึงมาตรฐาน ISO 22301 สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ ความมั่นคงปลอดภัยและความยืดหยุ่นขององค์กรที่ทำให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าองค์กรมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ตระหนักถึงจุดที่เปราะบาง และมีแผนรับมือหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น นอกจากนี้ การกลับไปสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วจากการหยุดชะงักทางธุรกิจนั้น ก็จำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร  มีแผนรับมือที่ปฏิบัติตามได้ง่าย และทำให้พนักงานรู้บทบาทของตนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของมาตรฐาน ISO 22301 องค์กรจะต้องมีการพิจารณาจากมุมมองทางธุรกิจ ซึ่งได้แก่  การสนับสนุนวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์  การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  การปกป้องและเพิ่มพูนชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ และการสนับสนุนความยืดหยุ่นขององค์กร  ส่วนการพิจารณาจากมุมมองทางการเงิน มีการพิจารณาในเรื่องการลดความเสี่ยงทางกฎหมายและการเงิน และการลดต้นทุนทางตรงและทางอ้อมของการหยุดชะงัก ส่วนการพิจารณาจากมุมมองกระบวนการภายใน มีการพิจารณาในเรื่องการปรับปรุงขีดความสามารถให้คงประสิทธิภาพระหว่างการหยุดชะงัก  การแสดงให้เห็นถึงการควบคุมเชิงรุกของความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  และการแก้ไขจุดที่ยังเป็นปัญหา เป็นต้น

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 22301 ขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ ทำสิ่งเหล่านั้นได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า ซัพพลายเออร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ว่าพวกเขาไม่เพียงแค่เตรียมพร้อมสำหรับการหยุดชะงักของธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเตรียมพร้อมรับมืออนาคตด้วย

ISO 22301 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience โดยมีเลขานุการคือ SIS ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน

ที่มา:   

  1. https://www.weforum.org/agenda/2023/01/davos-2023-new-investment-narrative/
  2. https://www.iso.org/news/Ref2189.htm

ในการจัดการกับภาวะโลกร้อน  องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในหลายประเทศได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) การบรรลุเป้าหมายนี้หมายถึงการไม่ปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นไปในชั้นบรรยากาศอีก ซึ่งสามารถทำได้ทั้งลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือชดเชยด้วยการกำจัดก๊าซเรือนกระจกเท่ากับจำนวนที่ปล่อยออกไป

เพื่อสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ซึ่งจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงหายนะจากสภาพภูมิอากาศได้ ไอเอสโอจึงได้จัดทำแนวทาง Net Zero หรือข้อตกลงหลักเกณฑ์สุทธิเป็นศูนย์ (IWA 42, Net zero guidelines) เพื่อเป็นเครื่องมือหรือแนวทางที่ผู้มีส่วนได้เสียสามารถนำไปใช้จัดการกับอุปสรรคสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงเหลือน้อยที่สุดและสมดุล

IWA 42 เป็นเครื่องมือสำหรับผู้กำหนดนโยบายและทุกคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศเพื่อให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์สำหรับธุรกิจ กลุ่ม หรือประเทศของตนเอง ซึ่งได้รับการเปิดตัวในการประชุม COP27 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา

ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำ IWA 42 ไปใช้ในการประสาน ทำความเข้าใจ และวางแผนสำหรับสุทธิเป็นศูนย์ทั้งในระดับรัฐบาล ภูมิภาค เมือง และองค์กร เพื่อสนับสนุนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของโลกให้บรรลุตามเป้าหมาย

แนะนำแนวทางของ IWA 42

IWA 42 ได้มีการกำหนดแนวทางทั่วไปดังต่อไปนี้

ข้อตกลง IWA ดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นมาผ่านกระบวนการแบบเปิด (Open process) ของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,200 คนจากประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและได้รับฉันทามติในวงกว้างในการกำหนดแนวทางปฏิบัติสุทธิเป็นศูนย์ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงร่วมกันที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง

IWA คืออะไร คืออะไร?

เอกสาร IWA ของไอเอสโอเป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการมีส่วนร่วมโดยตรงของผู้เชี่ยวชาญในวงกว้าง

IWA เป็นข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศของไอเอสโอที่สามารถนำไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีการจัดทำขึ้นผ่านกลไกการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการไอเอสโอ แต่เป็นไปตามขั้นตอนที่รับรองว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั่วโลกมีโอกาสเข้าร่วมและได้รับการอนุมัติจาก ฉันทามติระหว่างผู้เข้าร่วมแต่ละคนในการประชุมเชิงปฏิบัติการ

หลังจากเผยแพร่ข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศไปแล้วเป็นเวลา 3 ปี เอกสารข้อตกลงนี้จะได้รับการทบทวน และสามารถดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นข้อกำหนดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นข้อกำหนดทางเทคนิค หรือมาตรฐานสากล ตามความต้องการของตลาด ข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศสามารถคงอยู่ได้สูงสุดถึง 6 ปี หลังจากนั้นจะถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนเป็นเอกสารไอเอสโอฉบับอื่นต่อไป

การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะเป็นจริงได้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาคมโลกด้วยการสนับสนุนทุกวิถีทางรวมทั้งนำเครื่องมืออย่าง IWA 42 และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

ที่มา:

  1. https://www.bbc.com/thai/international-59150935
  2. https://www.iso.org/netzero

วารสาร MASCIInnoversity ได้นำเสนอบทความ เรื่อง “สำเร็จอย่างยั่งยืนด้วยมาตรฐานการจัดการนวัตกรรม” ซึ่งได้นำเสนอมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการนวัตกรรมหลายฉบับรวมทั้ง ISO 56002 ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำเร็จได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากองค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ และปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนก็คือความสามารถขององค์กรในการสร้างนวัตกรรมนั่นเอง

ความสามารถด้านนวัตกรรมขององค์กรนั้นรวมถึงความสามารถในการเข้าใจและตอบสนองต่อเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปของบริบท แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และใช้ประโยชน์จากความรู้และความคิดสร้างสรรค์ของคนภายในองค์กร และร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ซึ่งองค์กรจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นเมื่อกิจกรรมที่จำเป็นทั้งหมดและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกันได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ

มาตรฐาน ISO 56002, Innovation management – Innovation management system – Guidance เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางปฏิบัติเพื่อให้องค์กรทุกประเภทสามารถนำไปประยุกต์เป็นแนวทางในการจัดทำ รักษา และพัฒนาแนวปฏิบัติในการจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาและก้าวไปสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมจนกระทั่งประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ และรูปแบบธุรกิจใหม่

มาตรฐาน ISO 56002 มีหลักการที่เป็นสาระสำคัญจำนวน 8 ประการ ได้แก่

  1. การสร้างคุณค่า (realization of value)
  2. ผู้นำที่มุ่งสู่อนาคต (future-focused leaders)
  3. ทิศทางกลยุทธ์ (strategic direction)
  4. วัฒนธรรม (culture)
  5. การใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึก (exploiting insights)
  6. การจัดการความไม่แน่นอน (managing uncertainty)
  7. การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (adaptability)
  8. การมุ่งเน้นระบบ (systems approach)

สำหรับข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 56002 ในสาระสำคัญ 7 ข้อ ได้แก่

  1. บริบทองค์กร ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกองค์กร
  2. บทบาทของผู้นำ ซึ่งต้องกำหนดวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมขององค์กร และแสดงให้เห็นถึงภาวะความเป็นผู้นำในระบบการจัดการนวัตกรรมผ่านการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ด้านนวัตกรรม และสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิผล
  3. การวางแผน ซึ่งต้องพิจารณาถึงบริบทขององค์กร และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และระบุความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรม
  4. การสนับสนุน ซึ่งองค์กรต้องจัดสรรทรัพยากรในด้านบุคลากร เวลา องค์ความรู้ การเงิน และโครงสร้างพื้นที่ที่เพียงพอและเหมาะสมต่อระบบการจัดการนวัตกรรม
  5. การปฏิบัติการ ซึ่งองค์กรต้องมีแผนการดำเนินการและการควบคุมสำหรับการริเริ่มกระบวนการ โครงสร้าง และการสนับสนุนความต้องการที่มีการระบุโอกาสเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
  6. การประเมินสมรรถนะ ซึ่งต้องกำหนดตัวชี้วัด วิธีการสำหรับการตรวจติดตามและเกณฑ์ในการตรวจวัด มีการตรวจประเมินภายในและการทบทวนของฝ่ายบริหาร และ
  7. การปรับปรุง ซึ่งต้องชี้เบี่ยงความเบี่ยงเบน ความไม่สอดคล้องที่เกิดขึ้น  กำหนดวิธีการและทำการแก้ไขเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของระบบการบริหารจัดการนวัตกรรม

มาตรฐานการจัดการนวัตกรรม ISO 56002 สามารถช่วยให้บริษัทและองค์กรดำเนินการนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ทำให้องค์กรสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความเป็นพลวัตในโลกธุรกิจเกิดขึ้นอยู่เสมอ การที่องค์กรมีเครื่องทุ่นแรงในการจัดการนวัตกรรมอย่างมาตรฐาน ISO 56002 จะทำให้สามารถปรับตัวได้เร็ว  พร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ รวมทั้งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วย

ที่มา:

  1. https://intelligence.masci.or.th/certified/iso-560022019/
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:56002:ed-1:v1:en