ของเล่นสำหรับเด็กมีอยู่มากมายและเป็นไปได้ว่าอาจจะมีอันตรายแอบแฝงมากับความสนุก เด็กๆ อาจจะเล่นของเล่นตามปกติแต่ก็มีโอกาสเป็นอันตรายได้  ไม่ว่าจะเป็นขอบหรือชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีความคมอยู่ในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าของเล่นนั้นไม่ได้รับการออกแบบและผลิตมาอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ปัจจุบัน เด็กๆ ได้รับความปลอดภัยและรอดพ้นจากอันตรายจากการเล่นของเล่นมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการมีมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยสำหรับของเล่นเด็กนั่นเอง ปัจจุบัน ไอเอสโอได้ทำการปรับปรุงมาตรฐานของเล่นเด็กเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยมาตรฐานฉบับใหม่จะมีความปลอดภัยและเหมาะสมมากขึ้นกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ISO 8124-1, Safety of toys – Part 1: Safety aspects related to mechanical and physical properties เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดและวิธีทดสอบของเล่นสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 14 ปี และครอบคลุมช่วงอายุการใช้งาน มาตรฐานนี้ระบุหลักเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับลักษณะโครงสร้างของของเล่น เช่น รูปร่าง ขนาด และเค้าโครง เป็นต้น รวมทั้งคำเตือนและคู่มือการใช้งานที่เหมาะสมด้วย

คริสเตียน เว็ทเทอร์เบิร์ก ประธานคณะกรรมการที่พัฒนามาตรฐานชุดดังกล่าวระบุว่ามาตรฐานจำนวน 150 หน้าครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และมีบทบาทสำคัญในการสร้างผลกระทบด้านความปลอดภัยของของเล่นสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น มาตรฐานใหม่ที่ทำการปรับปรุงนี้จึงต้องมีความทันสมัยและคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันด้วย

สำหรับมาตรฐานฉบับล่าสุดครอบคลุมความหมายที่ได้ทำการปรับปรุงให้ทันสมัยและข้อกำหนดที่มีการแจ้งเตือนซึ่งได้ทำการทบทวนและเกี่ยวข้องกับวัสดุและชิ้นส่วน เช่น สายและแผ่นของชิ้นส่วนต่างๆ รวมไปถึงของใหม่ๆ อย่างโยโย่บอลด้วย

ISO 8124-1 เป็นหนึ่งในมาตรฐานที่มีรายละเอียดมากที่สุดและมีความยาวมากที่สุด ส่วนมาตรฐานอื่นในชุดเดียวกันนี้รวมอยู่ในส่วนที่ 2 ในเรื่องของการเผาไหม้ได้และส่วนที่ 4 ในเรื่องของการแกว่งและของเล่นที่มีกิจกรรมที่คล้ายกัน

ISO 8124 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 181, Safety of toys ซึ่งมีเลขานุการคือ DS สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเดนมาร์ก

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ https://www.iso.org/standard/74477.html

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2279.html   

ธุรกิจที่มีอยู่ทั่วโลกมีอายุเฉลี่ยน้อยลง  แต่ก็มีธุรกิจจำนวนมากที่มีอายุนับร้อยปี การที่ธุรกิจจะยืนหยัดและอยู่รอดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปนั้นจะทำได้อย่างไร ไอเอสโอมีเคล็ดลับมาบอกกล่าวให้ทราบดังต่อไปนี้

จากการทำนายอายุขององค์กร  พบว่าภายในปี 2570 (ค.ศ.2027) มีบริษัทที่ติดอันดับ 500 บริษัทของ S&P (Standard & Poor’s 500 Index)  จะยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ได้เพียง 12 ปีเท่านั้น เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนธุรกิจอุตสาหกรรมที่ดิสรัพท์จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทั่วไป ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคตจึงมีความสำคัญมาก

มาตรฐาน ISO 9004 – การบริหารคุณภาพ – คุณภาพขององค์กร – แนวทางเพื่อบรรลุความสำเร็จที่มีการดูแลรักษา(Quality management – Quality of an organization – Guidance to achieve sustained success) เป็นมาตรฐานที่เปิดเผยความลับและกลยุทธ์ของการดำเนินธุรกิจทั่วโลกให้ได้ยาวนานที่สุดเพื่อช่วยให้องค์กรมีการเตรียมความพร้อมรับความท้าทายดังกล่าวข้างต้น และขณะเดียวกัน ก็ช่วยทำให้การดำเนินธุรกิจมีสมรรถนะมากที่สุด

ชาร์ลส์ คอรรี เลขานุการของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานนี้กล่าวว่ามาตรฐานนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้องค์กรอยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้องค์กรบรรลุถึงความสำเร็จที่จะยังคงมีต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

บ่อยครั้งที่ธุรกิจล้มเหลวเพราะไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด การแข่งขันหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรฐาน ISO 9004 มีการดึงเอากลยุทธ์ วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและประสบการณ์ของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทั่วโลกมาเพื่อจัดเตรียมแนวทางให้กับธุรกิจทุกธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นธุรกิจประเภทไหนหรือมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใด มาตรฐานนี้รวมถึงวิธีการคาดการณ์ความท้าทายในอนาคตและวิธีการบรรลุถึงสมรรถนะระดับสูงได้ตลอดเวลาที่ดำเนินธุรกิจ

มาตรฐาน ISO  9004 ฉบับใหม่นี้เป็นมาตรฐานที่ทำการทบทวนจากมาตรฐานฉบับปี 2009 ซึ่งปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรพัฒนาสมรรถนะโดยรวมด้วยการปลดปล่อยศักยภาพของระบบการบริหารคุณภาพให้ออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งที่ไกลกว่ามาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพด้วยการเน้นในหัวข้อต่างๆ เช่น การกระจายงานตามกลยุทธ์และการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน  การดำเนินงานตามนโยบายและวัตถุประสงค์ขององค์กรซึ่งมีมุมมองในบริบทขององค์กรที่กว้างขึ้นโดยพิจารณาถึงวิสัยทัศน์ พันธุกิจ คุณค่าและวัฒนธรรมองค์กร

มาตรฐาน ISO 9004 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 176 การบริหารงานคุณภาพและการประกันคุณภาพ (Quality management and quality assurance) คณะอนุกรรมการที่ 2 ระบบคุณภาพ (Subcommittee SC 2, Quality Systems) ซึ่งมี BSI สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ เป็นเลขานุการ

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ https://www.iso.org/standard/70397.html

 

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2275.html

วันอนุรักษ์น้ำโลก (World Water Day) ตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี  เนื่องในโอกาสนี้ องค์การสหประชาชาติจึงได้รณรงค์ให้วันอนุรักษ์น้ำโลกให้ความสำคัญกับหัวข้อ ธรรมชาติเพื่อน้ำ (Nature for Water) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสำรวจแนวทางแก้ไขปัญหาความท้าทายในเรื่องน้ำที่โลกของเรากำลังเผชิญในศตวรรษที่ 21

ระบบนิเวศน์ที่เสียหายได้ส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำที่มีอยู่สำหรับการบริโภคของมนุษย์ ปัจจุบัน มีประชากรโลกถึง 2.1 พันล้านคนต้องมีชีวิตอยู่โดยไม่มีน้ำที่สะอาดปลอดภัยซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ การศึกษา และชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายที่ 6 ขององค์การสหประชาชาติเกิดขึ้นด้วยความมั่นใจว่าคนทุกคนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงน้ำที่ปลอดภัยได้ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) รวมทั้งมีเป้าหมายในการปกป้องสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติและลดปัญหามลภาวะ

น้ำนับว่าเป็นพลังงานชีวิตของมนุษย์ ขณะเดียวกันน้ำก็ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามด้วย  วันอนุรักษ์น้ำโลกเป็นการเตือนให้เรานึกถึงความสำคัญของทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกซึ่งก็คือ “น้ำ” นั่นเอง

ความแห้งแล้ง น้ำท่วม และมลพิษทางน้ำทำให้เกิดแรงกดดันต่อการใช้น้ำทั่วโลก มีการคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นถึง 55% ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) วันอนุรักษ์น้ำโลกจึงต้องการให้โลกใส่ใจในการแก้ไขปัญหานี้

ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำไปแล้วมากกว่า 1,200 มาตรฐาน ทำให้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความท้าทายในเรื่องน้ำเป็นจำนวนมากและมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมเป้าหมายที่ 6 ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในเรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาลเพื่อคนทั่วโลก

ตัวอย่างเช่น การใช้น้ำ สามารถส่งมอบทรัพยากรน้ำที่จำเป็นไปยังระบบนิเวศโดยไม่จำเป็นต้องมีการบำบัดหรือการใช้ซ้ำ เกี่ยวกับประเด็นนี้ ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานจำนวนหนึ่งขึ้นมาเพื่อให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมาตรฐานสากลในเรื่องน้ำเสีย  ซึ่ง ISO 24516 ได้ให้แนวทางสำหรับการบริหารจัดการเครือข่ายน้ำเสียในขณะที่มาตรฐาน ISO 16075 ให้แนวทางการบริหารจัดการน้ำเสียในโครงการชลประทาน และในอนาคตอันใกล้ จะมีมาตรฐาน ISO 24526 ซึ่งจะกำหนดข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับวิธีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้  คณะกรรมการโครงการใหม่ของไอเอสโอได้มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนามาตรฐานสำหรับฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ปัจจุบัน ไอเอสโอมีการพัฒนามาตรฐานเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีและแนวทางการแก้ไขปัญหาใหม่ เช่น มาตรฐาน ISO 30500 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งจะช่วยปรับปรุงสภาพการสุขาภิบาลสำหรับคนทั่วโลกอีกราว 1.8 พันล้านคนที่ต้องใช้น้ำที่ปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมต่างๆ

ดูเล โกเน่ รองผู้อำนวยการด้านน้ำ สุขาภิบาลและสุขอนามัยแห่งมูลนิธิเกตส์ กล่าวว่าเขาได้ทำงานด้านเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้มีห้องน้ำที่สะอาดและไม่ต้องพึ่งพิงกับระบบท่อน้ำทิ้ง และในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการ ISO/PC 305 เขาได้ทำงานเพื่อสร้างแนวทางการสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่นี้เช่นกัน

การสุขาภิบาลแบบแยกส่วนเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่จำเป็นต้องใช้แนวทางที่นวัตกรมีการลงทุนในทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในปัจจุบันยังคงมีค่าใช้จ่ายสูง เราจึงจำเป็นต้องทำให้ราคาถูกลงด้วยการใช้ในปริมาณสูง

แนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ทุกวันนี้ยังมีราคาสูง แต่เราสามารถทำให้ราคาต่ำลงได้ด้วยการขยายจำนวนการใช้งาน ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานสากลจึงช่วยกำหนดข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของประชากรขนาดใหญ่ และเมื่อใดที่มีการนำมาตรฐานไปใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็จะทำให้อุตสาหกรรมนี้สามารถแข่งขันได้ด้วยการส่งมอบนวัตกรรมและบริการที่ดีที่สุดในราคาที่คนส่วนใหญ่สามารถซื้อหามาได้

ผู้สนใจมาตรฐานสากลเรื่องน้ำ สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ : https://www.iso.org/publication/PUB100293.html
วารสารไอเอสโอโฟกัสในหัวข้อน้ำและการสุขาภิบาล : https://www.iso.org/isofocus_126.html

 

ที่มา : 1. https://www.iso.org/news/ref2276.html

         2. http://worldwaterday.org/

สุขภาพและความปลอดภัยนับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ สำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิต วารสารไอเอสโอโฟกัสได้พูดคุย
กับไมค์ เดนิสัน จากองค์กรผู้ผลิตที่มีชื่อว่า EEF (The Manufacturers’ Organization) ซึ่งเป็นสมาคมการค้าที่เป็นตัวแทนของบริษัท 20,000 บริษัท
ในภาคส่วนการผลิตและวิศวกรรมศาสตร์ ไมค์ เดนิสันได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐาน ISO 45001 ซึ่งมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
จะมีผลกระทบต่อภาคการผลิตและจะช่วยทำให้มั่นใจในเรื่องของการทำงานที่มีอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ดี และเขาได้ให้สัมภาษณ์กับวารสารไอเอสโอโฟกัส ดังต่อไปนี้

คำถาม : สิ่งที่เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสุขภาพโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตคืออะไร และมาตรฐาน ISO 45001 ช่วยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร

ไมค์ เดนิสัน : การผลิตมีความเสี่ยงหลายด้าน ในขณะที่มีความเสี่ยงแบบเดิมๆ อย่างขับเคลื่อนของยานพาหนะ การจัดการโดยใช้คน และอื่นๆ แล้วก็ยังมีหลายพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่นเครื่องจักรและประเด็นด้านการยศาสตร์ (ergonomic) อื่นๆ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำซ้ำๆ และส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน

ในการระบุอันตรายด้านนี้ ISO 45001 ขอให้ธุรกิจมองไปที่อันตรายที่เกิดขึ้นจากการออกแบบบริเวณที่ทำงาน กระบวนการ การติดตั้ง เครื่องจักร/อุปกรณ์ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และองค์กรที่ทำงาน รวมทั้งการรับเอาความต้องการและความสามารถของผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องไปใช้งาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เมื่อรวม
เข้ากับข้อกำหนดในการประเมินวิธีการจัดการ ปัจจัยด้านสังคม (รวมทั้งจำนวนงาน ชั่วโมงการทำงาน อันตรายที่จะเกิดขึ้น การล่วงละเมิด และการกลั่นแกล้ง) ความเป็นผู้นำ รวมทั้งวัฒนธรรมในองค์กรแล้วธุรกิจก็ควรจะให้เข้าไปดูแลจัดการให้ครอบคลุมด้วย

กิจกรรมการบำรุงรักษาในด้านการผลิตบ่อยครั้งทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากในหลายธุรกิจ การผลิตเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดแรงกดดันในการเร่งทำงานโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยและทำให้เกิดความเสี่ยงในการผลิตและบ่อยครั้งก็เกี่ยวข้องกับการใช้ผู้รับเหมาช่วงด้วย

สำหรับการนำมาตรฐาน 45001 ไปใช้   ธุรกิจจำเป็นจะต้องระบุอันตรายที่เกิดจากกิจกรรมและสถานการณ์ที่ไม่ได้ทำเป็นปกติ และในข้อกำหนดเกี่ยวกับ
การจัดซื้อ (ซึ่งรวมถึงผู้รับจ้างช่วง) ก็ควรจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ในทิศทางที่ถูกต้องด้วย

นอกจากนี้ ข้อกำหนดในด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ตามกำหนดเวลาอย่างเหมาะสม เนื่องจากการผลิตสมัยใหม่ได้สร้าง
สิ่งใหม่ๆ และก้าวไปสู่ในเรื่องของนวัตกรรม เช่น หุ่นยนต์และนาโนเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการใหม่ๆ เพื่อดูแลในเรื่องความเสี่ยงด้วย

คำถาม : ทำไมการตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐาน ISO 45001 จึงมีความสำคัญ

ไมค์ เดนิสัน : มาตรฐาน ISO 45001 เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกใช้เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย และเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันเป็นมาตรฐานแรกของโลกในการใช้สำหรับการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ปัจจุบัน เพื่อให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน จึงมีการยอมรับในระดับสากลสำหรับธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในแง่ของการบริหารความเสี่ยง ซึ่งมีศักยภาพมากที่จะปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานและช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจมีการเติบโต มีความสามารถ
ในการแข่งขัน  รวมทั้งมีความยั่งยืนมากขึ้น

สำหรับระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย  ทั่วโลกต่างเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายประการ และแต่ละปี มีผู้ปฏิบัติงานมากกว่าสองล้านคนต้องสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคที่เกิดจากการทำงาน  มาตรฐาน ISO 45001 จึงเป็นมาตรฐานที่มีบทบาทในการลดสถิติอุบัติเหตุดังกล่าว เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่นำเอาเรื่องของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไปใช้เป็นแกนหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ  และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับสวัสดิภาพในการทำงาน

มาตรฐานใหม่ยังช่วยจุดประกายสนทนาที่โฟกัสไปยังผลกระทบของธุรกิจ ความเสี่ยงของธุรกิจ และการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและคุณธรรม  และด้วย
การเปรียบเทียบในระดับสากล มาตรฐานนี้มีแนวโน้มที่จะใช้ในธุรกิจที่มีการกระตุ้นให้ก้าวไปสู่ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมากขึ้น

คำถาม : มาตรฐานนี้มีความหมายกับธุรกิจและผู้จัดการด้าน Health Safety Climate and Environment อย่างไร

ไมค์ เดนิสัน : ที่ EEF มีการใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกันในการจัดการด้านนี้ซึ่งข้อกำหนดมีความสอดคล้องกับหลักการของมาตรฐานไอเอสโอ เช่น ISO 9001 ISO 14001 ISO 14001

การตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐาน ISO 45001 ทำให้มีข้อกำหนดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่สอดคล้องกันกับมาตรฐานหลัก เช่น ISO 9001  ISO 14001  ISO 27001 ซึ่งทั้งหมดมีการทบทวนให้เข้ากับกับแนวทางการบริหารแบบใหม่

มาตรฐานยุคใหม่มีการทำให้ง่ายขึ้นโดยมีวิธีการจัดการกับธุรกิจและความเสี่ยง มาตรฐานทั้งหมดใช้กรอบการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Annex SLซึ่งจัดเตรียมโครงสร้างร่วมที่อำนวยความสะดวกการรวมระบบการบริหารจัดการหลายระบบเข้าไปไว้ในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัท
เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผล

มาตรฐานระบบการบริหารจัดการใช้วงจร P-D-C-A ที่ผู้จัดการ HSCE และธุรกิจส่วนใหญ่จะมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีผู้นำจาก
ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งรวมถึงการแสดงความเป็นเจ้าของและการแสดงความมีพันธสัญญาในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย  มาตรฐาน ISO 45001
มีการเน้นในเรื่องกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยและวิธีที่มาตรฐานเชื่อมโยงกับกลยุทธ์และบริบทด้วย

มาตรฐาน ISO 45001จะทำให้มั่นใจว่าบริษัทยอมรับและให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงานและการให้คำปรึกษากับผู้ปฏิบัติงานในการปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานด้วยการมีส่วนร่วมที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงาน

สำหรับคำถามที่ว่าการรับเอามาตรฐานนี้ไปใช้งานจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างไรบ้างนั้น มาติดตามคำตอบในบทความ
ตอนที่ 2 ในครั้งหน้าค่ะ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2269.htm  

ดูเหมือนปี 2561 เพิ่งจะเริ่มต้นมาได้ไม่นานนัก แต่ว่าปีนี้เป็นปีที่มีเรื่องที่มีความสำคัญมากสำหรับความมั่นคงด้านข้อมูลข่าวสารเลยทีเดียว

มีการหยิบยกประเด็นคำถามขึ้นมาเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของไมโครโปรเซสเซอร์และโครงการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น กฎระเบียบของข้อมูลทั่วไปของสหภาพยุโรปซึ่งมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ทำให้มาตรฐาน ISO/IEC 27000 ฉบับใหม่ได้เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม

ISO/IEC 27000: 2018 เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมภาพรวมของการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management Systems: ISMS) นิยามศัพท์และความหมายที่ใช้ร่วมกันในมาตรฐานในกลุ่ม ISMS ISO/IEC 27001 ซึ่งมีการออกแบบมาเพื่อให้นำไปปรับใช้กับองค์กร
ทุกประเภทและทุกขนาด นับตั้งแต่ธุรกิจข้ามชาติ ไปจนถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจขนาดเล็ก รวมไปถึงองค์กรทั้งภาครัฐและองค์กรเอ็นจีโอด้วย ซึ่งมาตรฐานฉบับใหม่ได้มีการประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ยังมีมาตรฐานในกลุ่ม 27000 อีกมากกว่า 12 ฉบับ ส่วนมาตรฐาน ISMS ISO/IEC 27001: 2018 ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เข้าใจถึงวิธีการที่มาตรฐานสามารถทำให้เข้ากันได้ ไม่ว่าจะเป็นขอบข่าย บทบาท หน้าที่ และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

ชุมชนที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 27001 จะพบว่ามาตรฐานนี้เป็นประโยชน์ เนื่องจากได้นำเอาคำศัพท์ที่จำเป็นที่มีการใช้ในมาตรฐานอื่นๆ ในกลุ่ม ISO/IEC 27000 เข้ามาใช้งาน

ISO/IEC 27000:2018 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/IEC JTC 1, Information technology คณะอนุกรรมการ SC 27, IT security techniques ซึ่งมีเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (German Institute for Standardization หรือ Deutsches Institut für Normung: DIN)

ผู้ที่สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2266.html

ประชากรโลกกำลังก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งปัจจุบันมีประชากรมากกว่า 21% ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ดังนั้น รัฐบาล ชุมชน และธุรกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมสูงวัย ปัจจุบัน ไอเอสโอได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสังคมสูงวัยแล้ว

จากรายงานประชากรสูงวัยขององค์การสหประชาชาติเมื่อปีที่แล้ว ระบุว่าจำนวนประชากรทั่วโลกที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่า มีจำนวนมากกว่า 2 เท่า
ของปี 2523 (ค.ศ.1980) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีกครั้งภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) ซึ่งคาดว่าจะมีประชากรเกือบ 2.1 พันล้านคน

การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ของสังคมนำมาซึ่งแรงกดดันและความท้าทายหลายเรื่องนับตั้งแต่การดูแลสุขภาพไปจนถึงรถบัสที่ใช้ในท้องถิ่น แต่
ในด้านโอกาสก็ยังมีอีกมากมายเช่นกัน เมื่อเร็วๆ นี้ ไอเอสโอได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 314 – Ageing Society โดยมีเป้าหมายในการพัฒนามาตรฐานและแนวทางการแก้ไขปัญหาในสาขาต่างๆ อย่างกว้างขวาง เพื่อที่จะต่อสู้กับความท้าทายรวมทั้งโอกาสที่เกิดขึ้นมาจากประชากรสูงวัย

เลขานุการคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 314 Nele Zgavc จากสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสมาชิกของไอเอสโอ กล่าวถึง
การดูแลภาวะสมองเสื่อมเชิงป้องกัน แรงงานสูงวัย เทคโนโลยีและการเข้าถึงเทคโนโลยีว่าเป็นเพียงหนึ่งในสาขาด้านการมาตรฐานที่คณะกรรมการวิชาการเสนอให้มีการดำเนินงานเท่านั้น แต่อันที่จริง สังคมสูงวัยมีนัยสำคัญอยู่ทั่วโลก รัฐบาลและผู้ให้บริการจำเป็นต้องนำเอาความต้องการของประชากรสูงวัยไปพิจารณาในฐานะที่เป็นวัยที่ยังคงสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวมด้วย

มาตรฐานสากลจึงมีความจำเป็นต้องสนับสนุนเรื่องนี้เพื่อยกระดับคุณภาพบริการให้สูงขึ้นและประสานโอกาสต่างๆ ที่สังคมสูงวัยมีส่วนทำให้เกิดขึ้น

ISO/TC 314 จึงเป็นผลการทำงานในด้านนี้ของไอเอสโอรวมทั้งการพัฒนาข้อตกลงที่เรียกว่า International Workshop Agreement IWA 18, Framework for integrated community-based life-long health and care services in aged societies ซึ่งนำไปสู่การสร้างกลุ่มที่ปรึกษา
เชิงกลยุทธ์ของไอเอสโอ (ISO Strategic Advisory Group: SAG) ในเรื่องสังคมสูงวัย

การยอมรับอย่างกว้างขวางในเรื่องนี้ SAG ได้ยืนยันถึงความต้องการและการตัดสินใจกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์และขอบข่ายของการมาตรฐานในอนาคต
ในเรื่องนี้แล้ว

ปัจจุบัน คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 314 Ageing Societies ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ 30 ประเทศ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องในคณะ SAG และในการพัฒนาของ IWA 18 ด้วย

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2261.html

องค์การสหประชาชาติมีแผนปฏิบัติการระดับสากลระหว่างปี 2561 – 2571 (ค.ศ.2018 – 2028) ที่มีชื่อว่า “น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Water for Sustainable Development) ซึ่งเน้นไปที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีการจัดการที่ผสมผสานเรื่องของทรัพยากรให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

สำหรับไอเอสโอ ได้พัฒนามาตรฐานที่สามารถใช้ได้ทั่วโลกเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำ การบริหารจัดการที่ดีในการบริการเกี่ยวกับน้ำและการลดมลพิษ
ใน 4 เรื่องหลัก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนดังกล่าวเป็นอย่างมาก ดังต่อไปนี้

  1. การสูญเสียน้ำและน้ำดื่ม มีข้อมูลประมาณการว่าในแต่ละวันมีน้ำจำนวน 45,000 ล้านลิตรเกิดการสูญเสียไปในประเทศกำลังพัฒนา นับเป็นมูลค่า
    ทางเศรษฐกิจมากกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ดังนั้น หากเพียงแค่ประหยัดน้ำลงครึ่งหนึ่งได้ ก็จะช่วยให้มีน้ำเพียงพอสำหรับคนจำนวน
    90 ล้านคนสำหรับมาตรฐานที่จะช่วยในเรื่องนี้ได้ก็คือ มาตรฐาน ISO 24528 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ISO/WD 24528 Water Loss in Urban Supply Systems-guideline of preliminary phase of Water Loss reduction and Management project)

    ปัจจุบันมีคนจำนวน 5.2 พันล้านคนที่บริโภคน้ำดื่มที่มีการจัดการอย่างปลอดภัย (เช่นบริการที่ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เข้าถึงได้เมื่อจำเป็นและปราศจาก
    การปนเปื้อน) ซึ่งมาตรฐานที่ช่วยส่งเสริมการเข้าถึงบริการน้ำดื่มได้ก็คือ ISO 24512 (Activities relating to drinking water and wastewater services – Guideline for the management of drinking water utilities and for the assessment of drinking water services)

    นอกจากนี้ มีข้อมูลว่าคนจำนวน 1.8 พันล้านคนที่บริโภคน้ำดื่มที่ปนเปื้อนซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยได้ ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน
    ISO 30500 – Non-sewered sanitation systems ขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขปัญหานี้ในระบบการสุขาภิบาลที่ไม่เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้ง

  1. การชลประทานและการใช้ประโยชน์จากน้ำ เกษตรกรรมทั่วโลกต้องพึ่งพิงการสูบน้ำประมาณ 70% และมาตรฐาน ISO 16075-1- Guidelines for treated wastewater use for irrigation projects เป็นมาตรฐานที่กำหนดแนวทางพื้นฐานสำหรับการใช้น้ำเสียซ้ำในโครงการชลประทานนอกจากนี้ มีข้อมูลว่าคนจำนวน 24 – 700 ล้านคนจะเข้าไปอยู่ในภูมิภาคที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งบางพื้นที่ภายในปี 2030 อันเนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมาตรฐานที่จะช่วยในเรื่องนี้ก็คือ ISO 14055-1 ซึ่งจะช่วยกำหนดวิธีปฏิบัติที่ดีสำหรับ
    การแก้ไขการเสื่อมลงของดินและความแห้งแล้ง
  1. วอเตอร์ฟุตพริ้นท์และมลพิษจากอุตสาหกรรม ความต้องการน้ำทั่วโลก (ในแง่ของการสูบน้ำขึ้นมาใช้) มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 55% ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) ส่วนใหญ่อันเนื่องมาจากการผลิต ซึ่งมาตรฐาน ISO 14046 เป็นมาตรฐานที่จะช่วยให้บริษัทมีการติดตามในเรื่องวอเตอร์ฟุตพริ้นท์สำหรับกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมก็มีผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำซึ่งมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่สิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องนี้ มาตรฐาน ISO 22524 – Pilot plan for industrial wastewater treatment facilities in the objective of reuse ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
    เป็นโครงการนำร่องสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียของอุตสาหกรรมซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ
  1. น้ำเสียและการสุขาภิบาล ทั่วโลกมีน้ำเสียที่กลับเข้ามาในระบบนิเวศโดยไม่มีการบำบัดหรือนำมาใช้ซ้ำถึง 80% ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน
    ISO 24521 – Activities relating to drinking water and wastewater services – Guideline for the management of basic on-site domestic wastewater service ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการสำหรับบบริการน้ำเสียภายในประเทศที่ใช้ได้ในไซต์งานขั้นพื้นฐาน

ไอเอสโอได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนามาตรฐานเพื่อให้คนทั่วโลกสามารถใช้ทรัพยากรน้ำอันมีค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน
ให้แผนปฏิบัติการระดับสากลในเรื่อง“น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ขององค์การสหประชาชาติประสบความสำเร็จต่อไปด้วย

ที่มา: https://www.iso.org/isofocus_126.html

เป็นที่ทราบกันดีว่าการรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติตามฤดูกาลจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่หากพูดถึงส่วนผสมของอาหารที่เป็นธรรมชาติ อาหารแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นอาหาร “ธรรมชาติ” ขณะนี้ ไอเอสโอมีข้อกำหนดทางเทคนิคใหม่ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มพูดภาษาเดียวกัน

แม้ว่าความสนใจของผู้บริโภคมากมายจะมุ่งไปหาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น “ธรรมชาติ” แต่สิ่งที่เป็นส่วนผสมของอาหารธรรมชาตินั้น เป็นที่ถกเถียงกันมานานแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการที่มีชื่อว่า Codex Alimentarius Commission ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก Codex ทุกประเทศรวมทั้งประเทศที่เป็นสมาชิกของ FAO หรือ WHO ได้มีความพยายามในการจัดทำข้อกำหนดด้านกระบวนการอาหารและส่วนผสมอาหารธรรมชาติ แต่ก็ยังไม่ออกมาเป็นรูปร่างจนกระทั่งปัจจุบัน ไอเอสโอได้กำหนดข้อกำหนดทางเทคนิค ISO/TS 19657: 2017 นิยามและเกณฑ์ทางวิชาการสำหรับส่วนผสมอาหารที่เป็นธรรมชาติ (Definitions and technical criteria for food ingredients to be considered as natural) ขึ้นมา

วัตถุประสงค์ของเอกสารนี้ก็คือ เพื่อจัดเตรียมเกณฑ์ที่จำเป็นสำหรับส่วนผสมของอาหารที่เป็นธรรมชาติซึ่งอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐสามารถนำไปใช้อ้างอิงเมื่อทั่วโลกทำการค้าเสรี

ในบางภูมิภาคของโลก การขาดเกณฑ์ในลักษณะนี้ได้นำไปสู่การฟ้องร้องมากมาย มาตรฐานใหม่ ISO/TS 19657 จึงเสนอเกณฑ์สำหรับการสื่อสารสำหรับประเภทธุรกิจกับธุรกิจเกี่ยวกับส่วนผสมของอาหารธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้มีการปฏิบัติทางธุรกิจที่เป็นธรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แต่เอกสารนี้ไม่ได้นำไปใช้กับการสื่อสารผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค เช่น ฉลากบรรจุภัณฑ์

โดมินิค แทย์มานส์ ผู้ประสานงานกลุ่มที่พัฒนาข้อกำหนดทางวิชาการ อธิบายว่าข้อกำหนดทางวิชาการประกอบด้วยแนวทางพื้นฐานที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มพูดภาษาเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวข้อที่อาจจะดูซับซ้อน จึงให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพมีแนวทางพื้นฐานร่วมกันเพื่อก้าวสู่การกำหนดมาตรฐานที่เป็นแนวทางเดียวกันต่อไป

ISO/TS 19657: 2017 เน้นความต้องการของบริษัทอาหารและเครื่องดื่ม และผู้ผลิตส่วนผสมของอาหารทุกบริษัท โดยไม่จำเป็นว่าจะเป็นบริษัทขนาดใดและมีความซับซ้อนเพียงใด ซึ่งเอกสารมาตรฐานนี้จะทำให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นธรรมสำหรับธุรกิจทุกประเภท

มาตรฐาน ISO/TS 19657:2017 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34, Food products ภายใต้กลุ่ม 18 ส่วนผสมอาหารธรรมชาติ ซึ่งผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

 
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2254.html

ธุรกิจที่ยังคงสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้ได้ตามที่ลูกค้าคาดหวัง จำเป็นจะต้องมีการจัดการข้อมูลสารสนเทศที่มีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาลได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องคำนึงถึงเพื่อผู้บริโภคและบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยสารสนเทศซึ่งอาจถูกคุกคามด้วยโจรไซเบอร์อัจฉริยะ

ความเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากภัยทางไซเบอร์นั้นมีนับตั้งแต่เรื่องทั่วไปอย่างการแฉภาพที่ทำให้ดาราหรือคนดังต้องรู้สึกอับอายไปจนถึงการสูญเสีย
บันทึกข้อมูลทางการแพทย์ และการคุกคามเพื่อเรียกค่าไถ่ซึ่งโจมตีองค์กรยักษ์ใหญ่ต่างๆ

ในเมื่อข้อมูลขององค์กรประกอบไปด้วยข้อมูลสารสนเทศส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการแพทย์หรือการเงิน บริษัทจึงจำเป็นต้องมีข้อบังคับทั้งในเชิงกฎหมายและจริยธรรมเพื่อให้ข้อมูลปลอดภัยจากอาชญากรรมทางไซเบอร์   ดังนั้น มาตรฐานชุด ISO/IEC 27000  จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจัดการกับความมั่นคงปลอดภัยของทรัพย์สิน เช่น ข้อมูลทางการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูลลูกจ้างหรือข้อมูลที่องค์กรได้ดำเนินไปเพื่อลูกจ้างและ
ได้รับการรับรองจากบุคคลที่สาม เป็นต้น

ISO/IEC 27001 เป็นมาตรฐานที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในกลุ่มมาตรฐานที่เป็นข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ (Information Security Management System: ISMS) ซึ่งองค์กรต่างๆ สามารถขอรับการรับรองได้ตามความสมัครใจ

สำหรับคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจประเมินบริษัท มาตรฐานดังกล่าวอาจเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน การเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจประเมิน
จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวและใส่ใจในรายละเอียด  ซึ่งมาตรฐาน ISO/IEC 27007 Information technology —Security techniques — Guidelines for information security management systems จะช่วยในเรื่องการตรวจประเมินให้มีความแม่นยำ และยังช่วยให้ทั้งผู้ตรวจประเมินและผู้ได้รับการตรวจประเมินมีแนวทางการเตรียมตัวที่ชัดเจน

มาตรฐานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) และได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 27001: 2013

มาตรฐานนี้เป็นการจัดเตรียมแนวทางการตรวจประเมินระบบการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ซึ่งเป็นปฏิบัติการตรวจประเมินระบบ
ที่มีความสอดคล้องกับ ISO/IEC 27001และความสามารถและการประเมินของผู้ตรวจประเมินระบบ ISMS

นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังเป็นการเตรียมแนวทางสำหรับการตรวจประเมินข้อกำหนดทั้งหมดที่ระบุใน ISO/IEC 27001 ซึ่งตั้งใจใช้ร่วมกับแนวทางที่อยู่
ในมาตรฐาน ISO 19011: 2011 และเป็นไปตามโครงสร้างมาตรฐานของไอเอสโอ

มาตรฐาน ISO/IEC 27007 เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจทุกธุรกิจและได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานทุกประเภทรวมทั้งองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก
ผู้สนใจสามารถศึกษามาตรฐานนี้ได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ https://www.iso.org/standard/67398.html

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2232.html  

เมืองอัจฉริยะเป็นสิ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  และเนื่องจากพื้นที่ในเมืองคาดว่าจะมีประชากรเพิ่มมากขึ้นถึง 70% ภายในปี 2050

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “มาตรฐาน” จะเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น  (Standards make cities smarter) หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ร่วมกับไออีซีหรือคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์ และไอทียู หรือสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ กำหนดให้เป็นวาระสำคัญในการเฉลิมฉลองวันมาตรฐานโลกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2560 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้
MASCI Innoversity ได้นำเสนอไว้ในบทความเรื่อง “14 ตุลาคม วันมาตรฐานโลก”

สิ่งที่เมืองสมัยใหม่ต้องทำให้สำเร็จเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมือง ได้แก่ น้ำใช้ที่เพียงพอ การเข้าถึงน้ำ
ที่สะอาดทั่วโลก ความสามารถในการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ และความรู้สึกของความมั่นคงและปลอดภัย

การสร้างเมืองอัจฉริยะ ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย ทุกๆ เมืองมีศูนย์กลางที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและต้องการการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองแบบองค์รวม มาตรฐานสากลเป็นสิ่งที่จะช่วยได้เนื่องจากประกอบด้วยความรู้ของผู้เชี่ยวชาญและวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่เมืองสามารถใช้ในการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหา
ที่ออกแบบมาสำหรับแต่ละเมืองที่มีการปรับให้เข้ากับความต้องการที่เฉพาะเจาะจง

มาตรฐานสากลมีความสำคัญในการทำให้เชื่อมั่นในคุณภาพและสมรรถนะ หากปราศจากมาตรฐาน เทคโนโลยีที่แตกต่างกันจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ มาตรฐานเป็นการอำนวยความสะดวกให้สามารถเปรียบเทียบบริการและผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันได้ ซึ่งสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรม
เมื่อมาตรฐานมีการทำงานกับระบบร่วมกัน จะทำให้เกิดการผสมผสานของโครงสร้างและแนวทางการแก้ไขปัญหาจากซัพพลายเออร์ที่แตกต่างกัน

หากไม่มีมาตรฐานระหว่างประเทศ เมืองจะมีความยากลำบากในการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยและสร้างบริการที่สะดวกสบาย มาตรฐานจึงเป็นพื้นฐานสำหรับการเข้าถึงด้านไฟฟ้าและอุปกรณ์อีกหลายอย่างรวมทั้งระบบที่ใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐานสากลเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสารสามารถทำการเก็บรวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ข้อมูล และดูแลความมั่นคงปลอดภัยด้านข้อมูลได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมแนวทางที่สำคัญในทุกแง่มุมสำหรับชีวิตในเมือง  เช่น อาคารที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งอัจฉริยะ การบริหารจัดการของเสียที่มีการปรับปรุง
ให้ดีขึ้น และชุมชนที่มีความยั่งยืน เป็นต้น

มาตรฐานสากลยังสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะแบบผสมผสานและทำให้มีความสะดวกสบายราบรื่นมากขึ้น ด้วยมาตรฐานสากลนี้เอง จะทำให้เราสามารถสร้างเมืองที่มีความเป็นอัจฉริยะมากยิ่งขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

วันมาตรฐานโลกจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อตกลงทางเทคนิควิชาการแบบสมัครใจซึ่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกได้นำไปประโยชน์ต่อไป

ที่มา:  https://www.iso.org/news/ref2231.html