การสอบเทียบ เป็นการปฏิบัติประจำวันของห้องปฏิบัติการทดสอบ เช่นเดียวกับการทดสอบและการวิเคราะห์ตัวอย่าง กว่า 60,000 แห่งทั่วโลก แล้วเรา
จะทำให้ลูกค้ามั่นใจในผลของมันได้อย่างไร

เป็นเวลานานหลายปีมาแล้วที่มาตรฐาน ISO/IEC 17025 ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ (General requirements for the competence of testing and calibration laboratories) ได้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงระดับสากลสำหรับการทดสอบและห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะในการส่งมอบผลที่เชื่อถือได้

มาตรฐานสากลนี้ ไอเอสโอและไออีซีได้ร่วมกันตีพิมพ์เผยแพร่ ประกอบด้วยชุดของข้อกำหนดที่สามารถทำให้ห้องปฏิบัติการทดสอบมีการปรับปรุงความสามารถในการดำเนินการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมของห้องปฏิบัติการทดสอบได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่มาตรฐานได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2548 (ค.ศ.2005) ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่จะทบทวนมาตรฐานและรวมเอการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญเข้าไปด้วย  สตีฟ ซิดนีย์ หนึ่งในผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่ทบทวนมาตรฐานอธิบายว่า นับตั้งแต่ ISO/IEC 17025 ฉบับล่าสุดได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2548 เป็นต้นมา เงื่อนไขของตลาดก็ได้เปลี่ยนแปลงไปและจำเป็นต้องมีการปรับปรุงมาตรฐานให้ดีขึ้น

แฮริแบร์ท ชอร์น ผู้ประสานงานกลุ่มงานที่เข้าร่วมในระบบโครงการประเมินความสอดคล้องสำหรับอุปกรณ์และองค์ประกอบอิเล็คทรอเทคนิกส์ (System of Conformity Assessment Schemes for Electrotechnical Equipment and Components) ระบุว่าการทบทวนมาตรฐานมีความจำเป็นเพื่อให้ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค ซึ่งการพัฒนาเชิงเทคนิคและการพัฒนาในเทคนิคด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่อุตสาหกรรมได้ประสบมานับตั้งแต่มาตรฐานฉบับสุดท้าย นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังได้นำเอามาตรฐาน ISO 9001 ฉบับใหม่ล่าสุดเข้าไปพิจารณาร่วมด้วย

มาตรฐานนี้มีนัยสำคัญเป็นอย่างสูงสำหรับชุมชนการประเมินความสอดคล้องของไออีซีเนื่องจากเป็นการร่างเค้าโครงข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการทดสอบในโครงการการประเมินความสอดคล้องทั้งหมดและโปรแกรมที่ทำงานภายในระบบการประเมินความสอดคล้องกันของไออีซี ได้แก่ IEC System of Conformity Assessment Schemes for Electrotechnical Equipment and Components (IECEE),  IECEx ซึ่งเป็นระบบการเตรียมความพร้อมด้วยการพิสูจน์ถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานไออีซีด้วยความสมัครใจ, International Electrotechnical Commission Quality Assessment System for Electronic Components (IECQ) และ IEC system for Certification to Standards Relating to Equipment for Use in Renewable Energy Applications (IECRE)

การทบทวนได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 (ค.ศ.2015) อันเป็นผลมาจากข้อเสนอร่วมระหว่างองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ (International Laboratory Accreditation Cooperation: ILAC) และสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแอฟริกาใต้ (the South African Bureau of Standards: SABS) ซึ่งเป็นสมาชิกของไอเอสโอและเป็นเจ้าภาพในคณะกรรมการแห่งชาติของไออีซี

ขณะนี้ กระบวนการทบทวนมาตรฐานระหว่างประเทศ ได้มาถึงร่างมาตรฐานสุดท้ายแล้วและจะมีการตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไป

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการทบทวนมาตรฐาน ISO/IEC 17025 มี 6 ประการ ดังต่อไปนี้

  1. แนวทางกระบวนการ (process approach) ซึ่งตรงกับแนวทางของมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001, ISO 15189 (คุณภาพของห้องปฏิบัติการทดสอบทางการแพทย์) และ ISO/IEC 17021-1 (ข้อกำหนดสำหรับการตรวจประเมินและหน่วยรับรอง)  มาตรฐานฉบับใหม่เน้นที่ผลของกระบวนการแทนที่จะเน้นในคำอธิบายในรายละเอียดของงานและขั้นตอน
  2. โฟกัสไปที่เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ปัจจุบัน มาตรฐานนี้ยอมรับว่ามีการใข้ระบบคอมพิวเตอร์ บันทึกอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้งผลและรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ ห้องปฏิบัติการยุคใหม่ทำงานกับข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสารเพิ่มขึ้นและกลุ่มงานก็รู้สึกได้ถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาในหัวข้อนี้
  3. มีเรื่องของการคิดบนพื้นฐานของความเสี่ยง และอธิบายไว้อย่างง่ายๆ ด้วยมาตรฐาน ISO 9001 ฉบับใหม่ ปี 2015
  4. มีการใช้คำศัพท์ที่ทันสมัยเพื่อให้ก้าวทันปัจจุบัน บันทึกคุณภาพและคู่มือที่เป็นเอกสารกำลังค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างนี้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของคำศัพท์สากลในด้านมาตรวิทยาที่เรียกว่า VIM ( International Vocabulary of Metrology) และความสอดคล้องกับคำศัพท์ของ ISO/IEC ซึ่งเป็นชุดของคำศัพท์และนิยามศัพท์ทีใช้ร่วมกันสำหรับมาตรฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความสอดคล้อง
  5. มีการรับเอาโครงสร้างใหม่ไปใช้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินความสอดคล้องของไอเอสโอและไออีซีที่มีอยู่แล้ว เช่น ชุดมาตรฐาน ISO/IEC 17000 ด้านการประเมินความสอดคล้อง
  6. ขอบข่าย ซึ่งได้รับการทบทวนให้ครอบคลุมกิจกรรมของห้องปฏิบัติการทั้งหมดรวมทั้งการทดสอบ การสอบเทียบ และการสุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับผลการทดสอบและการสอบเทียบ

การใช้มาตรฐาน ISO/IEC 17025 เป็นการอำนวยความสะดวกความร่วมมือระหว่างห้องปฏิบัติการทดสอบและหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์และช่วยให้มาตรฐานและขั้นตอนการดำเนินงานมีความสอดคล้องกลมกลืนกันอย่างที่วอร์เรน เมอร์เคล ผู้ประสานงานอีกคนหนึ่งของกลุ่มงานได้กล่าวไว้ว่า มาตรฐานนี้ส่งผลกระทบถึงห้องปฏิบัติการทดสอบในหลายด้าน  มาตรฐานจำเป็นต้องถึงเกณฑ์ของความสามารถในด้านบุคลากร การสอบเทียบ และการบำรุงรักษาอุปกรณ์รวมถึงกระบวนการทั้งหมดที่ใช้ในการสร้างข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการที่คิดและทำงานในแบบที่ทำให้มั่นใจว่ากระบวนการนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมและข้อมูลนั้นเชื่อถือได้  และผลนั้นยังทำให้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางระหว่างประเทศต่างๆ ด้วย

มาตรฐาน ISO/IEC 17025 ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่างไอเอสโอและไออีซีในคณะกรรมการการประเมินความสอดคล้องที่เรียกว่า CASCO
(Committee on conformity assessment) และมาตรฐานนี้จะใช้แทนฉบับเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งคาดว่ามาตรฐานฉบับที่พัฒนานี้จะแล้วเสร็จ
ภายในปลายปีนี้

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2212.html

น้ำสะอาดมีความหมายสำหรับทุกชีวิตและเป็นหนึ่งในทรัพยากรอันมีค่าที่สุด แต่ 40% ของประชากรโลกก็มีน้ำใช้ไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน มนุษย์เรายังทำตัวเป็นศัตรูที่ร้ายที่สุดของตัวเองโดยได้ทำให้น้ำเสียที่เราสร้างขึ้นมา กลับเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศน์เกินกว่า 80% ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้ทำการบำบัดและไม่มีการนำมาใช้ซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ทั่วโลกต่างก็ตระหนักเป็นอย่างดีถึงเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติรวมถึงเรื่องของน้ำ ซึ่งรัฐบาลและภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับแรงกดดันในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างจำกัด แต่การจะทำเช่นนี้ได้ ประการแรก ก็จะต้องสามารถทำการวัดการใช้น้ำได้เสียก่อน

ไอเอสโอได้ร่วมกับศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Trade Center: ITC) ทำการพัฒนาคู่มือไอเอสโอขึ้นมาใหม่ คือ  ISO 14046 Environmental Management – Water footprint – A practical guide for SMEs เพื่อช่วยให้องค์กรทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs มีความเข้าใจในมาตรฐานได้ดีขึ้นและได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวางมากขึ้น

ผู้เขียนร่วมคือ เซบาสเตียน ฮัมเบิร์ทกล่าวว่า วอเตอร์ฟุตพริ้นท์เป็นรูปแบบใหม่ของการประเมินเชิงสัมพัทธ์ที่มีการเปรียบเทียบกับวิธีอื่น เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์และมีหลายวิธีซึ่งมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป และการที่ได้ร่วมพัฒนามาตรฐานกับผู้เชี่ยวชาญกว่า 60 ประเทศรวมทั้งองค์กรเอ็นจีโออีก 20 แห่งจากทั่วโลกนั้น ทำให้ได้มาตรฐาน ISO 14046 มาเป็นกรอบการดำเนินงานที่ใช้ในการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นผลมาจากการใช้น้ำนั่นเอง

คู่มือดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรมีการเตรียมตัวสำหรับการดำเนินการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์โดยใช้มาตรฐาน ISO 14046 ซึ่งเป็นคู่มือเชิงปฏิบัติที่ไม่เพียงแต่ให้หลักการที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถตีความได้ดีขี้นตลอดจนทำให้สามารถมองหาทางเลือกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยกว่าได้ด้วย

นอกจากนี้ ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานที่ช่วยดูแลและปกป้องสิ่งแวดล้อมอีกหลายมาตรฐานซึ่งองค์กรทุกประเภทและทุกขนาดสามารถนำไปใช้ได้ เช่น

ISO 6107 Water Quality, ISO 10381 Soil Quality, ISO 4226 Air quality – General aspects – Units of measurement, ISO 14001 Environmental management systems – Requirements with guidance for use,

ISO 14005 Environmental management systems – Guidelines for the phased implementation of an environmental management system, including the use of environmental performance evaluation, ISO 14065 – Greenhouse gases – Requirements for greenhouse gas validation and verification bodies for use in accreditation or other forms of recognition, ISO 50001 – Energy Management, ISO 14001 – Environmental Management และ ISO 14006 – Environmental management systems – Guidelines for incorporating ecodesign เป็นต้น

ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 14046 Environmental management – Water footprint. A practical guide for SMEs และมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1. https://www.iso.org/news/ref2209.html
2.
https://www.iso.org/iso-14001-environmental-management.html

ปัจจุบัน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาในห้องเรียนตามระบบอีกต่อไป การเรียนรู้ได้ก้าวไปไกลกว่าการฝึกอบรมและการศึกษาอย่างเป็นทางการ
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ในโลกปัจจุบัน จึงได้พัฒนามาตรฐานสำหรับผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีบริการด้านการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างการยอมรับและความเชื่อถือในด้านการเรียนรู้และการศึกษาทั่วโลกอีกด้วย

ISO 29993 Learning services outside formal education – Service requirements เป็นข้อกำหนดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงในด้านความโปร่งใสและความเชื่อถือในตลาดการศึกษาด้วยการจัดเตรียมข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับระดับคุณภาพบริการด้านการเรียนรู้ที่เห็นพ้องต้องกันในระดับระหว่างประเทศ

ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 29993 เป็นข้อกำหนดสำหรับบริการด้านการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาอย่างเป็นทางการ รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น การศึกษาด้านวิชาชีพ อาชีวศึกษา การฝึกอบรมภายในบริษัท และการฝึกอบรมโดยผู้ให้บริการการฝึกอบรม (Learning Service Provider: LSP) เป็นต้น  ซึ่งมีทั้งการเรียนรู้แบบตัวต่อตัว การเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆ และการเรียนรู้ที่ผสมผสานทั้งสองแบบดังกล่าวเข้าด้วยกัน

แดเนียล กราฟ ประธานคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC  232 ที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าว ซึ่งมีเลขานุการคือ สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (DIN) กล่าวว่ามาตรฐาน ISO 29993 ทำให้ผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาคุณภาพและมีการจัดเตรียมมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับระหว่างประเทศซึ่งทำให้มาตรฐานในประเทศทั้งภาคเอกชนและภาครัฐรวมไปถึงโรงเรียนในท้องถิ่นมีความสอดคล้องและเป็นไปในทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้เรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่คาดหวังด้วย

คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC  232 ยังได้พัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านภาษาและมาตรฐานบริการฝึกอบรมที่ไม่เป็นทางการอีกด้วย ได้แก่ ISO 29990: 2010 – Learning services for non-formal education and training — Basic requirements for service providers และ ISO 29991: 2014 – Language learning services outside formal education — Requirements

ISO 29993 ยอมรับถึงความสำคัญของผู้เรียนรู้ที่ควรจะได้รับทางเลือกที่ได้รับการบอกกล่าวให้ทราบด้วยข้อมูลของผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่มีความชัดเจนรวมไปถึงสิ่งที่คาดหวังจากการเรียนรู้  ตลอดจนทำให้รู้จักผู้ให้บริการมากขึ้นด้วย

ISO 29993: 2017 ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์สำหรับโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยที่ให้บริการทางการศึกษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรด้านการศึกษาและการเรียนรู้ที่ต้องการใช้มาตรฐานเป็นเครื่องมือในการประเมินตนเองและสะท้อนให้เห็นภาพขององค์กรของตนด้วย

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1.  https://www.iso.org/news/ref2210.html

2. https://www.iso.org/standard/70357.html  

ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ค่อนข้างคุ้นเคยกับไฟล์ PDF ซึ่งเป็นที่นิยมในการทำ e-Document  ซึ่ง Adobe Acrobat เป็นกลุ่มของโปรแกรมประยุกต์หรือซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นและบริการเว็บที่ได้รับการพัฒนาโดยระบบ Adobe ที่สามารถจัดการไฟล์ต่างๆ ได้ในรูปแบบที่เรียกว่า PDF กลุ่มของโปรแกรมประกอบด้วย Acrobat Reader, Acrobat และ Acrobat.com

รูปแบบไฟล์ PDF นี้ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของการมีมาตรฐานเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่าข้อกำหนดของ PDF ไม่มีการเผยแพร่จากการผลิตเทคโนโลยีในปี 2536 (ค.ศ.1993) แล้ว PDF ก็คงเป็นเพียงแค่หนึ่งในรูปแบบเอกสารธรรมดาหลายๆ แบบที่มีอยู่ทั่วไป  แต่การตัดสินใจสร้างข้อกำหนด PDF ของ Adobe นั้น ทำให้ PDF มีความพิเศษและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมให้กับนักพัฒนา

Adobe’s PDF version 1.7 ได้มีการนำมาพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO 32000 เมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) (ISO 32000 -Document management -Portable document format) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สมาชิกของกลุ่มงานของคณะทำงานวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 171/SC 2/WG 8 ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่รับผิดชอบด้านมาตรฐานก็ได้เริ่มพัฒนาข้อกำหนดซึ่งเพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่ข้อกำหนดสำหรับรูปแบบ PDF 2.0 ไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

คุณค่าของ PDF ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันคือ ทุกวันนี้ ทั่วโลกต่างใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ PDF ซึ่งเป็นมาตรฐานโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งไฟล์ PDF ควรเป็นสิ่งที่สามารถทำงานร่วมกันได้สำหรับทุกคน ผู้ใช้งานขั้นสุดท้ายควรจะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันไม่ว่าจะใช้ซอฟต์แวร์อะไร ดังนั้น คุณลักษณะหลักของไฟล์ PDF ซึ่งทำงานในลักษณะเดียวกันเสมอนี้ จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ประสบความสำเร็จ

สำหรับพื้นฐานการใช้งาน PDF 2.0 ยังคงเหมือนเดิม แต่คุณค่าสำหรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้น เช่น การแก้ไขข้อผิดพลาด การทำให้คุณลักษณะหรือฟีเจอร์มีความทันสมัย มีการอัพเดตมาตรฐานอ้างอิง เป็นต้น ซึ่งข้อกำหนดจำนวน 14%  (ของ 972 หน้า) ได้มีการทบทวนและเขียนใหม่ทั้งหมด

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็ทำให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ดีโดยมีการใช้งานร่วมกันได้ดีขึ้น โดยสรุป PDF 2.0 ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและช่วยนักพัฒนาประหยัดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงการซัพพอร์ท PDF ในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม  PDF 2.0 รวมทั้งฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดได้ปรับปรุงข้อกำหนดที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นในหลายเรื่อง  เช่น เอกสารที่ไม่ได้ใส่รหัส สามารถทำเป็นไฟล์ที่ปลอดภัยเพื่อที่จะจัดส่งกันภายในในรูปแบบของเอกสารจดหมายนำส่ง (Cover Letter) ที่สามารถอ่านได้, มีการสนับสนุนใหม่ให้ มีฟีเจอร์ที่ให้พื้นที่และรูปแบบไฟล์ทรีดี (Product Representation Compact: PRC) และมีคำอธิบายประกอบได้เป็นจำนวนมาก, ไฟล์ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับการแนะนำด้วย PDF/A-3 ในครั้งแรก แต่ปัจจุบัน ขยายไปเป็นเอกสาร PDF 2.0  ที่มีความสามารถในการรวมเอาข้อมูลขนาดมหาศาล (สามารถอ่านได้) ที่แนบไปกับ PDF และผู้ใช้งานสามารถรวมเอาแหล่งหรือข้อมูลและรูปแบบไฟล์อื่นๆ ไปเป็นส่วนหนึ่งของเอกสาร PDF ได้ เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 32000-2, Document management – Portable document format – Part 2: PDF 2.0 เป็นข้อกำหนดแรกที่มีการพัฒนาทั้งหมดภายใต้กระบวนการและแนวทางของไอเอสโอ ทำให้มีความชัดเจนขึ้นและใช้งานได้ดีขึ้น

ISO 32000-2 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 171 Document management applications คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 2, Document file formats, EDMS systems and authenticity of information ซึ่งมีเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (American National Standards Institute: ANSI)

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้ที่ห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2199.html

บทความเรื่อง องค์กรยุคใหม่ ใส่ใจ ISO 26000 ตอนที่ 1 ได้กล่าวว่าหลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้นและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางซึ่งไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคมอีกด้วย  แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงมาตรฐานฉบับอื่นที่เกี่ยวข้อง เรามาฟังความเป็นมาของมาตรฐาน ISO 26000 กันก่อน

เมื่อปี 2548 (ค.ศ.2005) กลุ่มงานของไอเสอโอได้ร่วมกันเป็นผู้นำในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม และใช้เวลา 5 ปีในการพัฒนาและประชุมระหว่างประเทศจำนวน 8 ครั้ง นับตั้งแต่ประเทศออสเตรเลียไปจนถึงประเทศชิลีและประเทศไทย มีการพิจารณาข้อคิดเห็นมากกว่า 25,000 เรื่องที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 450 คนซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศต่างๆ จำนวน 99 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลกกว่า 40 แห่งรวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นผู้แทนจาก Global Reporting Initiative องค์กรผู้บริโภคสากลและข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ

การสร้างมาตรฐาน ISO 26000 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าประทับใจมากที่สุดประการหนึ่งของการสร้างความเห็นพ้องต้องกันให้เกิดขึ้นด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เต็มใจให้เวลา ข้อคิดเห็นและทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเพื่อช่วยกันพิจารณา เจรจา อภิปรายและพัฒนามาตรฐานจนกระทั่งสามารถนำมาใช้งานได้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน การตัดสินใจทั้งหมดเกิดขึ้นจากความยินยอมร่วมกันของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและให้ความสำคัญไปกับการมีส่วนร่วมอย่างสมดุลของประเทศต่างๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งผู้แทนจากสหภาพยุโรปซึ่งเข้าร่วมประชุมด้วย

หลังจากที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ สหภาพยุโรปก็ได้ประกาศเรื่องการสื่อสาร CSR แบบใหม่ซึ่งระบุว่า CSR เป็นความรับผิดชอบของธุรกิจในเรื่องผลกระทบต่อสังคม ซึ่งคล้ายคลึงกับนิยามในมาตรฐาน ISO 26000 และใช้ในการกำหนดแนวทางและหลักการในการสร้างกลยุทธ์ด้วย

7 ปีต่อมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ช่วยให้องค์กรนับพันทำการปรับปรุงกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งบริษัทต่าง ๆ เช่น  NEC Corporation ซึ่งได้วางนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้  คุณฮิโตชิ ซูซูกิ อดีตผู้จัดการทั่วไปด้าน CSR ของ NEC และปัจจุบันเป็นประธาน Think Tank IISE ของ NEC ที่ทำการวิจัยในประเด็นความสามารถในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน ได้กล่าวว่า เมื่อได้เข้าไปจัดการในเรื่องซัพพลายเชนและมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาตรฐาน ISO 26000 จึงเกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นไปอีก

กล่าวคือ มาตรฐานดังกล่าวทำให้บริษัทรู้จักซัพพลายเออร์ดีขึ้น สามารถเห็นว่าพวกเขาทำงานอย่างไรและทำให้สามารถระบุว่าควรปรับปรุงในจุดไหนและอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการทำงานที่มีเงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยด้วย ดังนั้น จึงได้สร้างมาตรการเชิงป้องกันและทำงานร่วมกันซึ่งทำให้เห็นถึงวิธีที่บริษัทและซัพพลายเออร์จะสามารถนำวิธีการบริหารจัดการเหล่านั้นไปปรับใช้งาน

มาร์คแอนด์สเปนเซอร์เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้บุกเบิกที่มีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนด้วยการนำแผน A ไปใช้เมื่อปี 2550 (ค.ศ.2007) เพื่อช่วยปกป้องโลกด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ ลดของเสียและช่วยเหลือชุมชน แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ ดังนั้น เมื่อปี 2556 (ค.ศ.2013) บริษัทจึงหันมาใช้ ISO 26000 เป็นแนวทางในการส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่เป็นธรรมตลอดทั้งซัพพลายเชน

มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ใน 70 ประเทศที่มีการจ้างงานทั่วโลกถึงสองล้านคนซึ่งอยู่ในโรงงานสองหมื่นโรงและในฟาร์มอีกสองหมื่นแห่ง ดังนั้น โครงการต่างๆ จึงมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร้านค้าปลีกของบริษัทซึ่งมีบางแห่งก็เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าในประเทศอินเย ศรีลังกา และบังคลาเทศ ซึ่งได้รับการเชื้อเชิญให้นำหลักการของ ISO 26000 ในด้านความรับผิดชอบของสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปรวมอยู่ในกลยุทธ์ของธุรกิจ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน  2558 (ค.ศ.2015) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับเอาเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 หัวข้อขององค์การสหประชาติไปดำเนินการเป็น “วาระการพัฒนา 2030” ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจในการยุติความหิวโหย การปกป้องโลก และการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับทุกคนในโลกนี้ และแรงบันดาลใจนี้ก็สะท้อนอยู่ในมาตรฐาน ISO 2600 ซึ่งมีหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและมีส่วนร่วมโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวด้วย

ในช่วง 7 ปีที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้เกิดขึ้นมานั้น ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรฐานนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐานอื่นๆ อีกหลายมาตรฐาน เช่น ISO 37001 มาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในองค์กร มาตรฐาน ISO 20400 แนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนซึ่งใช้มาตรฐาน ISO 26000 มาอ้างอิงอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับระหว่างประเทศ IWA 26 ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรรวมเอาหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ากับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ ของไอเอสโอ

ในช่วงไม่ถึง 20 ปีที่ผ่านมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ให้แนวคิดที่มีการคิดร่วมกันมากขึ้นอย่างเช่นเอกสาร ISO Guide 82 – Guidelines for addressing sustainability in standards ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยใช้ให้ผู้เขียนมาตรฐานสามารถเน้นในประเด็นด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนอันเป็นการยกระดับความตระหนักในเรื่องนี้เพื่อให้มีการนำไปใช้งานในมาตรฐานไอเอสโออย่างเป็นระบบและมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบข่ายของมาตรฐานที่ทำการพัฒนา

มาตรฐาน ISO 26000 จึงเป็นมาตรฐานที่ธุรกิจและองค์กรควรนำไปใช้ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเท่านั้น  แต่ยังเป็นมาตรฐานที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่มีความโปร่งใสอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2204.html

NEC Corporation เป็นบริษัทที่นำเอามาตรฐาน ISO 26000 ไปใช้อย่างสมัครใจ ซึ่งได้ช่วยให้องค์กรนับพันสามารถปฏิบัติงานด้วยการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบ

นับตั้งแต่เมื่อมีการตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐานฉบับนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว  มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกรับ ISO 26000 ไปใช้เป็นมาตรฐานระดับประเทศมากกว่า 80 ประเทศ และในภาษาต่างๆ 22 ภาษา และยังมีการนำไปใช้อ้างอิงในตำราของสถานศึกษากว่า 3,000 ฉบับ รวมทั้งหนังสือและเอกสารต่างๆ ก็นำไปใช้อ้างอิงด้วย องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้ก็มีทั้งองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมทั้งบริษัทที่มีชื่อเสียง อย่างเปโทรบราส สายการบินฝรั่งเศส บริติชเทเลคอม โนโวนอร์ดิสค์ และมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ เป็นต้น

หลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ว่าเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความก้าวหน้าในทุกๆ ด้านของความรับผิดชอบทางสังคม ซึ่งนับเป็นฐานรากของกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบทางสังคมด้วย

ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งไอเอสโอในปี 2490 (ค.ศ.1947) ผู้ผลิตนับเป็นผู้ใช้มาตรฐานของไอเอสโอเป็นส่วนใหญ่ และนั่นก็คืองานหลักของไอเอสโอ แต่ในช่วงเวลาต่อมา ไอเอสโอเริ่มให้ความสนใจกับความต้องการของผู้บริโภค หลักๆ ก็คือผู้บริโภคเป็นเสียงสะท้อนความต้องการในเรื่องข้อกำหนดซึ่งไอเอสโอจำเป็นต้องนำมาพิจารณาด้วย ดังนั้น ไอเอสโอจึงแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภค (ISO Committee on Consumer Policy: COPOLCO) ในปี 2521 (ค.ศ.1978) เพื่อกระตุ้นส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้กับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในกระบวนการด้านการมาตรฐาน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประสบการณ์ของผู้บริโภคจึงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการมาตรฐาน และแม้ว่าการจัดลำดับความสำคัญของคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอจะยังคงมีพื้นฐานอยู่ในเรื่องของผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค เช่น จักรยาน หรือน้ำยาล้างจาน แต่พอถึงช่วงปี 1990 – 1999 ไอเอสโอยังได้ขยายมุมมองออกไปยังประเด็นในเชิงสังคมมากขึ้น เช่น การบริการ ความสามารถในการเข้าถึง และความปลอดภัย ซึ่งในช่วงนั้น มาตรฐานและแนวทางในด้านมุมมองต่างๆ อย่างเช่น สังคมผู้สูงวัยก็เริ่มมีเข้ามามากขึ้น พร้อมกับเอกสารเช่น ประกาศนโยบายของ ISO/IEC ที่มุ่งเน้นความจำเป็นของผู้สูงวัยและบุคคลที่ไร้ความสามารถลงไปในงานด้านการมาตรฐาน ซึ่งมีการเผยแพร่ในปี 2544 (ค.ศ.2001)

ดานา คิสซิงเจอร์-มาเทรย์ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ กล่าวว่า COPOLCO จะคอยฟังอยู่เสมอว่าผู้บริโภคต้องการอะไรและอะไรที่จำเป็นสำหรับงานมาตรฐาน การปฏิรูปของไอเอสโอในเรื่องมาตรฐานที่เน้นในด้านสังคม เป็นความคาดหวังในวงกว้างของสังคมที่ต้องนำมาพิจารณา และมีการขยายขอบข่ายไปมากกว่าข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) สำหรับผลิตภัณฑ์และองค์ประกอบ และยังประจวบเหมาะพอดีกับช่วงเวลานั้นซึ่งผู้บริโภคเองก็มีอิทธิพลต่อข้อกำหนดของตลาดด้วย

ดังนั้น ในปี 2545 (2002) คณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ จึงแนะนำให้พัฒนามาตรฐานเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ก่อนที่จะมีคณะกรรมการบริหารทางวิชาการของไอเอสโอ (ISO Technical Management Board: TMB) เกิดขึ้น ซึ่งหน้าที่สำคัญที่ได้ก็ปรากฏชัดเจนอยู่ในประกาศครั้งแรกของคณะกรรมการฯ ที่ว่ามาตรฐานควรช่วยให้องค์กรเน้นในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมๆ กับการเคารพในเรื่องของความแตกต่างทางกฎหมาย สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งเงื่อนไขในการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย

ในช่วงนั้น คำว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยมาก และความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ให้กับองค์กรที่สามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านความยั่งยืน และเมื่อมีการนำข้อเสนอเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมมาพิจารณาในสมาชิกของไอเอสโอ ก็มีข้อโต้แย้งว่าทำไมจึงให้ความสำคัญแค่ในระดับองค์กร ดังนั้น คำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร” จึงกลายเป็นคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (social responsibility)

สำหรับความสำเร็จของมาตรฐาน ISO 26000 ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องและไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาซึ่งส่งเสริมเรื่องความรับผิดชอบทางสังคมด้วย จะเป็นมาตรฐานอะไรบ้างนั้น โปรดติดตามต่อในครั้งหน้าซึ่งเป็นตอนจบค่ะ

 ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2204.html

ถ้าเราจะมองหาแหล่งกำเนิดในเมืองที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นจำนวนมาก อาคารระฟ้าที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในเมืองนั่นเองที่เป็นแหล่งกำเนิดที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึงหนึ่งในสามของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมดและนับเป็นครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก

จากข้อมูลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) พบว่าการใช้พลังงานในอาคารจำเป็นจะต้องลดลงถึง 50% หากเราต้องการลดค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิลงให้ได้ 2 องศาภายในปี 2050  ปัจจุบัน โลกของเรามีแนวทางการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เป็นไปตามเป้าหมายนี้ด้วยการทำให้อาคารสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยนำชุดมาตรฐาน ISO 52000 ไปใช้งาน

มาตรฐาน ISO 52000-1 Energy performance of buildings – Overarching EPB assessment – Part 1: General framework and procedures ถือเป็นเอกสารตัวแรกที่ช่วยนำทางไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับมาตรฐานในตระกูล ISO 52000 นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานในอาคารนับตั้งแต่ระบบการทำความร้อน การทำความเย็น การระบายอากาศ และการควบคุมอัจฉริยะ ไปจนถึงการใช้พลังงาน หรืออุปกรณ์การผลิตต่างๆ มาตรฐานชุดนี้จะช่วยให้สถาปนิก วิศวกร และผู้ควบคุมกฎเข้าถึงประสิทธิภาพด้านพลังงานของอาคารที่มีอยู่แล้วหรืออาคารใหม่โดยมองเป็นภาพรวมซึ่งจะไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายและยังสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในอาคารไม่ให้เพิ่มขึ้นได้ด้วย

Dick van Dijk และศาสตราจารย์ Essam E. Khalil ผู้ประสานงานร่วมของคณะกรรมการร่วมของไอเอสโอด้านประสิทธิภาพพลังงานด้านอาคาร (Energy Performance of Buildings (EPB) กล่าวว่าชุดมาตรฐาน ISO 52000 จะช่วยให้เข้าถึงประสิทธิภาพพลังงานโดยรวมของอาคาร ซึ่งหมายความว่าการรวมเอาเทคโนโลยีใดก็ตามเข้าด้วยกันสามารถนำมาใช้เพื่อเข้าถึงระดับของประสิทธิภาพพลังงานโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดตามที่ตั้งใจได้

ISO 52000 ประกอบด้วยวิธีการที่รัดกุมในการประเมินประสิทธิภาพด้านพลังงานซึ่งเป็นพลังงานปฐมภูมิที่ใช้ในการทำความร้อน ความเย็น ระบบแสงไฟ การระบายอากาศ รวมทั้งการใช้น้ำร้อนภายในอาคาร ซึ่งจะช่วยเร่งให้มีความก้าวหน้าในการใช้วัสดุ เทคโนโลยี และแนวทางการออกแบบอาคาร การก่อสร้าง และการจัดการ

สำหรับการก่อสร้างที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น สิ่งสำคัญประการแรก คือ การออกแบบที่มีคุณภาพสูงและฝีมือแรงงาน อาคารที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในการก่อสร้างอาคาร ร่วมกับระบบอาคารทางเทคนิคที่มีคุณภาพสูงและเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้

หัวใจของเรื่องดังกล่าวคือแนวทางเชิงระบบที่ประเมินประสิทธิภาพด้านพลังงานซึ่งต้องนำมาพิจารณาร่วมกันระหว่างปฏิสัมพันธ์ในระบบ ผู้ใช้งาน และสภาพอากาศภายนอกที่มีการผันแปรอยู่เสมอ

แนวทางเชิงระบบมีความสำคัญสำหรับนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีและการนำไปใช้ ประเทศที่ใช้แนวทางนี้มาหลายปี เช่น เนเธอร์แลนด์ มีประสบการณ์ในการนำพลังงานไปใช้ในสเกลใหญ่ๆ และทำให้เกิดการประหยัดได้จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความหลากหลาย รวมถึงแนวคิดของการใช้ฉนวนกันความร้อน หน้าต่าง กระจก ความร้อน ความเย็น แสง การระบายอากาศ หรือระบบน้ำร้อนภายในอาคาร การควบคุมอาคารด้วยระบบอัตโนมัติ  และแหล่งพลังงานหมุนเวียน

มาตรฐาน EPB สามารถนำมาใช้เสริมร่วมกับชุดมาตรฐานที่ประกอบด้วยวิธีการคำนวณความร้อน ความเย็น สมรรถนะขององค์ประกอบอาคาร รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น ตัวชี้วัดสมรรถนะด้านพลังงาน การจัดอันดับและใบรับรอง นอกจากนี้ ในอนาคต มาตรฐานนี้จะพิจารณาขยายองค์ประกอบเพิ่มเติมสำหรับแนวทางเชิงองค์รวมสำหรับอาคารประหยัดพลังงานด้วย

มาตรฐานชุด ISO 52000 ได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ 2 คณะ ร่วมกับ คณะกรรมการยุโรปด้านการมาตรฐาน (European Committee for Standardization: CEN)  ดังนี้ 1) คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอISO/TC 163, Thermal performance and energy use in the built environment ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (SIS) เป็นเลขานุการ 2) คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 205, Building environment design ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (ANSI) เป็นเลขานุการ และ 3) CEN/TC 371, Energy Performance of Buildings project group, and CEN/TC 89, Thermal performance of buildings and building components

ชุดมาตรฐาน 52000 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของ ISO  ISO Store.

ที่มา: https://www.iso.org/standard/65601.html

พลังงานเป็นหนึ่งในเรื่องที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับการเผชิญหน้าสำหรับชุมชนในระดับนานาชาติ  ซึ่ง MASCI Innoversity ได้เคยนำเสนอไว้ในบทความเรื่อง “ทั่วโลกส่งเสริมพลังงานสะอาดด้วย ISO 50001”  เมื่อปีที่แล้ว

การทบทวนมาตรฐาน ISO 50001 – Energy management systems นับว่ามีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเรื่องของการใช้พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาด ซึ่งในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2560 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

การประชุมดังกล่าวมีการพูดคุยและอภิปรายเกี่ยวกับการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพและความร่วมมือในโครงการพลังงานสะอาดต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีอีเว้นท์ต่างๆ รวมถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับระหว่างประเทศในเรื่องการปรับปรุงการบริโภคสีเขียวซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ของมาตรฐาน ISO 50001 ด้วย

ในงานประชุมดังกล่าว นักพัฒนามาตรฐานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรฐาน ISO 50001 ได้มาประชุมประจำปีในนามของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301- Energy management and energy savings  และผลลัพธ์ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การทบทวนมาตรฐาน ISO 50001 หลังจากที่มีการใช้งานไปแล้ว 6 ปี เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกธุรกิจและทุกองค์กรทั่วโลก

ความก้าวหน้าและความเห็นพ้องต้องกันของมาตรฐานที่ได้ทบทวนดังกล่าวทำให้ขณะนี้ มาตรฐาน ISO 50001ได้มาถึงขั้นร่างมาตรฐานแล้ว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า และจะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ในราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2560 ซึ่งทางไอเอสโอได้ระบุว่าหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงหลักของมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับปี 2018 คือ การรวมเอาโครงสร้างระดับสุง หรือ High-Level Structure: HLS เข้าไปซึ่งจะทำให้มีแนวทางของการทำให้เกิดความเข้ากันได้กับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ เมื่อมีการนำไปใช้ร่วมกัน และยังมีการปรับปรุงอื่นๆ ในมาตรฐานฉบับปรับปรุงใหม่นี้ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าแนวคิดมีความกี่ยวข้องกับสมรรถนะด้านพลังงานมีความชัดเจนสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กด้วย

สำหรับมาตรฐาน ISO 50001: 2011 (ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ.2554) เป็นมาตรฐานที่ทำให้องค์กรสามารถจัดกับพลังงานโดยมีแนวทางที่รัดกุมในการปรับปรุงสมรรถนะด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องรวมทั้งความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้สร้างคุณค่าทั้งในเชิงของวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและปฏิบัติการด้านพลังงานสะอาด ซึ่งมีองค์กรเกือบ 12,000 องค์กรทั่วโลกที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานนี้นับถึงปลายปี 2558 และมีสถิติสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้านั้นถึง 77%

นอกจากนี้ ยังมีผลการคำนวณแบบ CEM  ที่แสดงให้เห็นว่าการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ในภาคส่วนอุตสาหกรรมและในเชิงพาณิชย์จะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการประหยัดพลังงานได้มากถึง 62 เอกซาจูลส์ (สามารถคำนวณเป็นจูลส์ได้จากเว็บไซต์ http://www.convertunits.com/from/exajoule/to/joule) ภายในปี 2030 (2573) ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 600 พันล้านเหรียญสหรัฐและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 6,500 เมตริกตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการย้ายเอายานพาหนะโดยสารบนท้องถนนจำนวน 215 ล้านคันออกไปจากท้องถนน

ในการประชุม CEM 8 ยังมีการมอบรางวัลด้านความเป็นเลิศในด้านการจัดการพลังงานเพื่อเป็นเกียรติให้กับบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ซึ่งเป็นโครงการของกลุ่มงานการจัดการพลังงานจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาดซึ่งมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301 ด้วย

ISO 50001 จึงนับว่าเป็นเครื่องมือหลักเพื่อปฏิบัติการลดภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการหยิบยกเรื่องนี้ผ่านการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาดซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

และอีกไม่นานต่อจากนี้ เราก็จะได้พบกับมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับปรับปรุงใหม่ที่มีความเหมาะสมและสะดวกสำหรับผู้ไปใช้งานมากยิ่งขึ้น

ที่มา:

1. https://www.iso.org/news/ref2193.html
2. http://www.cleanenergyministerial.org/Events/CEM8  

เพื่อให้มาตรฐานมีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานทั่วโลก ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน จึงทำการทบทวนมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ มาตรฐาน ISO 22000 ก็เช่นกัน ปัจจุบัน ไอเอสโอได้ทบทวนมาถึงขั้นร่างมาตรฐานแล้ว

มาตรฐานที่ทำการทบทวนใหม่จะรวมเอาโครงสร้างหลักอันใหม่เข้าไปพร้อมกับองค์ประกอบหลักเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของอาหารในทุกๆ ขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร

การทบทวนมาตรฐาน ISO 22000 มุ่งไปสู่การรวบรวมประเด็นใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารเพื่อให้เหมาะสมกับภาคส่วนอาหารในปัจจุบัน ซึ่งมีกระบวนการที่รัดกุมและกลุ่มงานที่ทำการทบทวนมาตรฐานก็ได้ค้นพบแนวคิดที่ขยายวงกว้างออกไปอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญได้มาประชุมร่วมกัน 3 ครั้งและได้รับข้อคิดเห็นจำนวน 1,800 ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกซึ่งเป็นผู้แทนขององค์กรที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน

ปัจจุบัน หน้าที่หลักของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็คือการแปลแนวคิดที่ได้มีการปรับปรุงแล้วในมาตรฐานและทำการสื่อสารให้กับผู้ใช้งานอย่างชัดเจนและตรงประเด็นซึ่งทำให้สามารถเข้าใจมาตรฐาน ISO 22000 ได้ง่ายขึ้นและทำให้ทุกองค์กรมีการนำไปใช้ได้ในทุกแง่มุมของห่วงโซ่อาหาร

มาตรฐาน ISO 22000 ที่มีการทบทวนใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยซึ่งทำให้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้นและชัดเจนขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญที่มีโครงสร้างเป็นธรรมชาติมากขึ้น  สิ่งที่สำคัญได้แก่

ไอเอสโอคาดว่ามาตรฐาน ISO 22000 ที่อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุงนี้จะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ภายในเดือนมิถุนายน 2561

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2192.html

ความยืดหยุ่นหรือความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไอเอสโอตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 22316 ขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รออยู่เบื้องหน้า

ISO 22316: 2017 – Security and resilience – Organizational resilience – Principles and attributes เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางการทำงานสำหรับองค์กรเพื่อช่วยให้องค์กรพิสูจน์ได้ว่าจะมีความสามารถในการปรับตัวและอยู่รอดในอนาคต ประกอบด้วยหลักการสำคัญในรายละเอียด คุณลักษณะ และกิจกรรมที่สนับสนุนองค์กรให้เกิดความยืดหยุ่น

เจมส์ คราสต์ ผู้ประสานงานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292  กลุ่มงาน WG 2 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าว ระบุว่าการปรับปรุงให้องค์กรให้มีความยืดหยุ่น จะทำให้มั่นใจได้ว่าองค์กรจะไม่เพียงแต่สามารถสร้างความคาดหวังในการตอบสนองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังสามารถประสานการสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นอีกด้วย

มาตรฐานนี้ให้มุมมองที่กว้างขวางที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กร แต่หลายองค์กรมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป ดังนั้น มาตรฐานนี้จึงเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญในการช่วยให้องค์กรพัฒนาวัฒนธรรมที่สนับสนุนให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งมีการอธิบายคุณลักษณะขององค์กรที่ให้หลักการในการนำไปปรับใช้ กิจกรรมที่ให้แนวทางในการใช้งาน การประเมินผล รวมทั้งการสนับสนุนคุณลักษณะที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นด้วย

นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างรูปแบบของการบริหารความเสี่ยงซึ่งมีคุณค่าร่วมและความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องบริบท ซึ่งผู้นำจะต้องร่วมสร้างพลังให้เกิดขึ้นด้วย  เพราะความยืดหยุ่นขององค์กรนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนใครและเกิดจากปัจจัยทั้งในเชิงกลยุทธ์และในเชิงปฏิบัติการขององค์กร

จะเห็นได้ว่าไม่มีแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กรได้ แต่ความยืดหยุ่นขององค์กรเกิดขึ้นได้จากหลักการบริหารจัดการของตนเองที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากคุณลักษณะ กิจกรรม และการมีส่วนร่วมที่เกิดจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมทั้งวิธีที่จะจัดการกับความไม่แน่นอนและการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร

มาตรฐานดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 2 – Continuity and organizational resilience ของคณะทำงานวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience ซึ่งเลขานุการที่ดูแลรับผิดชอบ คือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (Sweden Standards Institute: SIS) ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1. https://www.iso.org/news/Ref2189.htm
2.
https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:22316:ed-1:v1:en