การจัดซื้อที่ยั่งยืนสามารถสามารถช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์และธุรกิจได้ และมาตรฐานสากลของไอเอสโอ “ISO 20400 การจัดซื้ออย่างยั่งยืน” เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการจัดซื้อโดยการคำนึงถึงความยั่งยืนอันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ

การจัดซื้อมีบทบาทสำคัญยิ่งในทุกองค์กรไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก องค์กรที่ได้รับการสั่งซื้อสินค้านั้นจะเป็นผู้ที่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการทำงานของลูกค้ารวมทั้งสินค้าที่สั่งซื้อนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้าด้วยเช่นกัน การทำให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์มีวิธีปฏิบัติที่ดีและมีจริยธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับทุกๆ เรื่องนับตั้งแต่เงื่อนไขในการทำงาน การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะทำให้ธุรกิจดีขึ้นเท่านั้น  แต่ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่อยู่รอบข้างด้วย

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนส่งผลต่อการตัดสินใจในการซื้อซึ่งตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรในแบบที่องค์กรให้ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมถึงการทำให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์ของบริษัทมีการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม

ส่วนผลิตภัณฑ์และบริการที่ซื้อนั้นก็จะมีความยั่งยืนและการตัดสินใจซื้อนั้นจะส่งผลดีต่อประเด็นต่างๆ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ISO 20400 : 2017 แนวทางการจัดซื้อที่คำนึงถึงความยั่งยืน (Sustainable procurement – Guidance) เป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกที่เป็นมาตรฐานด้านการจัดซื้อซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาและนำนโยบายและวิธีปฏิบัติด้านการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้งาน

ชาคส์ ชแรมม์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 277 ที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวบอกว่าประโยชน์ของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนนั้นมีผลที่ยาวไกลกว่าที่คิด  ธุรกิจปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่คิดว่าซื้อของจากซัพพลายเออร์แล้วก็แล้วกัน ไม่ต้องมีคำถามอะไรอีก แต่อันที่จริงแล้ว ธุรกิจสามารถได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากจากการที่ได้รู้จักซัพพลายเออร์ การมีความเข้าใจในข้อกำหนดที่ต้องการเป็นอย่างดี เพื่อทำให้มั่นใจในความต้องการอย่างแท้จริงและซัพพลายเออร์ที่ธุรกิจติดต่อด้วยนั้นมีวิธีปฏิบัติที่ดีและมีจริยธรรม

ความเสี่ยงของความไม่รู้และไม่มีการบริหารจัดการตลอดทั้งห่วงโซ่นั้นจะทำให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมาก อย่างโชคดีที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพจะส่งผลให้สต๊อกสินค้าเสียหาย อย่างโชคร้ายที่สุด ก็อาจเกิดความสูญเสียตามมาอย่างมากมาย เช่นที่เคยเกิดขึ้นในโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศบังคลาเทศเมื่อปี 2556 (ค.ศ.2013) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่าพันคนและบาดเจ็บอีกหลายพันคน ดังนั้น การจัดซื้ออย่างยั่งยืนจะช่วยให้ลดความเสี่ยงเหล่านั้นลงได้ด้วยการกระตุ้นให้ผู้ซื้อและซัพพลายเออร์ทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามความต้องการ

ISO 20400 : 2017 ให้แนวทางสำหรับการนำเอาความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนไปใช้กับนโยบาย กลยุทธ์ และกระบวนการการจัดซื้อขององค์กร โดยระบุหลักการสำหรับการจัดซื้ออย่างยั่งยืน เช่น ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส การเคารพต่อสิทธิมนุษย์และพฤติกรรมด้านจริยธรรม

ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 20400 : 2017 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/Ref2178.html
  2. http://www.bbc.com/news/world-asia-22476774

ภาคเกษตรกรรมถูกท้าทายเป็นอย่างมากในการที่จะต้องเลี้ยงดูผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนมากในอนาคต ซึ่งองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทำนายว่าจะมีประชากรโลกเพิ่มขึ้นราว 9.6 พันล้านคนภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) และแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ก็คือ “ฟาร์มอัจฉริยะ” นั่นเอง

ไอเอสโอได้กล่าวถึงเทคนิคการทำฟาร์มด้วยเทคโนโลยีระดับสูงและเทคโนโลยีที่สามาถปรับปรุงการผลิตและผลผลิตโดยที่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรด้วย ซึ่งผู้นำขององค์การสหประชาชาติและบุคลากรที่เป็นมืออาชีพด้านมาตรฐานจากทั่วโลก ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฟาร์มอัจฉริยะ การผลิตโกโก้ การผลิตผลิตภัณฑ์นมที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า เป็นต้น

ดร.ฟรังซัว โคลิเยร์ ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลรับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไอเอสโอในคณะกรรมการวิชาการ ISO/IEC JTC1  (คณะกรรมการวิชาการร่วม)และทำงานด้านนี้มานานนับปีแล้วได้กล่าวว่าตอนนี้ข้อจำกัดของการปฏิวัติสีเขียวได้มาถึงสังคมโลกในศตวรรษที่ 20 แล้ว โลกเราจำเป็นต้องค้นหาหนทางเพื่อทำให้ประชากรโลกมีวิถีชีวิตที่มีความยั่งยืน และแนวทางประการหนึ่งที่จะทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ การผลิตอาหารโดยคำนึงถึงซัพพลายเชนและการดูแลเรื่องการกำจัดของเสียซึ่งต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตัวอย่างของมาตรฐานที่ไอเอสโอกำลังพัฒนาอยู่ในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 23, Tractors and machinery for agriculture and forestry และคณะอนุกรรมการ Subcommittee SC 19, Agricultural electronics และ คณะอนุกรรมการ ISO/IEC JTC1 SC 41, IoT and related technology เป็นต้น

ไอเอสโอถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ซึ่งบริษัทเป็นจำนวนมากได้ช่วยสร้างการเจริญเติบโตให้สูงขึ้น สามารถสร้างความได้เปรียบในการทำการเกษตรด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้รวมทั้ง IoT

นอกจากนี้ สมาชิกของไอเอสโอยังมีศักยภาพเป็นอย่างมากที่จะส่งเสริมประโยชน์ในภาคเกษตรกรรม เช่น ชาร์ลส์ ผู้บริหารของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเคนยา (Kenya Bureau of Standards: KEBS) กล่าวว่าท่ามกลางความพยายามในการสร้างสมดุลต่อบทบาทของเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมนั้น มาตรฐานเป็นสิ่งที่ภาคเกษตรกรรมจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มาตรฐานเหล่านี้จะให้แนวทางเพื่อนำไปใช้เป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เครื่องจักร และกระบวนการที่เกี่ยวข้องในซัพพลายเชน เช่นเดียวกับหนทางสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน

คำถามที่ว่าภาคเกษตรกรรมจะเป็นอย่างไรภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) นั้น “ฟาร์มอัจฉริยะ” จะเป็นหนึ่งในคำตอบที่ช่วยหล่อเลี้ยงประชากรโลกโดยไอเอสโอได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการสร้างปรากฏการณ์ในการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำฟาร์มอัจฉริยะนั่นเอง

ที่มา: https://www.iso.org/news/Ref2182.htm

เรือบางลำทางยุโรปเหนือได้ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) เป็นแหล่งเชื้อเพลิงมานานนับสิบปีแล้ว และมีบันทึกด้านความปลอดภัยที่สูงมาก แต่เมื่อมีการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก  จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานสากลสำหรับปฏิบัติการเกี่ยวกับถังก๊าซธรรมชาติเหลว  ซึ่ง
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวที่ทำให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยและมีความยั่งยืน

ถังก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นถังประเภทที่ต้องมีปฏิบัติการเฉพาะซึ่งก๊าซธรรมชาติเหลวจะถูกถ่ายจากแหล่งหนึ่งไปยังเรือเพื่อทำการบรรจุ จึงเกี่ยวข้องกับผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกันไป นับตั้งแต่เรือที่จอดอยู่ข้างๆ ซัพพลายเออร์ก๊าซธรรมชาติเหลว ท่าเรือ  บุคลากร ไปจนถึงผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ เป็นต้น

ความต้องการสำหรับท่อส่งก๊าซธรรมชาติกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถังก๊าซธรรมชาติที่ใช้งานได้ดีและมีประสิทธิภาพ  จึงเป็นที่ต้องการมากในทางปฏิบัติสำหรับผู้ให้บริการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานจึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำให้ปฏิบัติการส่งก๊าซธรรมชาติมีความปลอดภัย และได้พัฒนามาตรฐานใหม่ คือ ISO 20519 Ships and marine technology – Specification for bunkering of liquefied natural gas fuelled vessels ซึ่งจะช่วยให้เลือกผู้ให้บริการส่งเชื้อเพลิงทางท่อสามารถตอบสนองต่อมาตรฐานของคุณภาพเชื้อเพลิงและความปลอดภัยที่มีการระบุไว้

เมื่อไม่นานมานี้ เรือและท่อส่งเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเริ่มขยายในวงกว้างขึ้น สามารถส่งผ่านในระยะทางที่ไกลขึ้นและอาจจะทำให้ต้องลำเลียงเชื้อเพลิงในปริมาณมากไปยังท่าเรือในประเทศต่างๆ ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการลำเลียงก๊าซธรรมชาติจึงมีจำนวนมากขึ้นไปด้วย และทำให้จำเป็นต้องมีปฏิบัติการด้านความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งต้องมีข้อกำหนดที่สามารถเข้าใจได้ร่วมกันทั้งหมดนับตั้งแต่ผู้ให้บริการก๊าซธรรมชาติไปจนถึงบุคลากรเดินเรือ

ISO 20519 ประกอบด้วยข้อกำหนดซึ่งไม่ครอบคลุมถึงกฎระเบียบของไอจีซี  (Code for the Construction and Equipment of Ships Carrying Liquefied Gases in Bulk: IGC Code) ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่มีมาก่อนหน้านี้ซึ่งใช้เพื่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติอย่างปลอดภัยทางทะเล แต่รวมถึงหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้

สตีฟ โอมอลลีย์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 8 – Ships and Marine Technology คณะอนุกรรมการ SC 11 – Intermodal and short sea shipping และผู้ประสานงานของคณะกรรมการวิชาการ TC 8 ซึ่งได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 20519 สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุประสงค์ด้านการจัดการให้เหมาะสมกับโปรแกรมการจัดการที่มีอยู่เดิมและจัดเตรียมความสอดคล้องที่สามารถทวนสอบได้   ซึ่งมาตรฐานนี้มีความสำคัญเพราะข้อกำหนดที่สอดคล้องกับมาตรฐานไอเอสโอมักจะรวมเข้าไปในสัญญาทางธุรกิจและอาจจะใช้อ้างอิงโดยระเบียบของท้องถิ่น สตีฟยังแสดงความชื่นชมคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 67 – materials, equipment and offshore structures for petroleum, petrochemical and natural gas industries ซึ่งได้เริ่มทำงานในเรื่องนี้และสรรหาผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเข้ามาทำงานในกลุ่มวิชาการ TC 8

กลุ่มการทำงานที่ได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20519 ประกอบผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมด้านการเดินเรือ ผู้ผลิตอุปกรณ์ สมาคมที่เกี่ยวข้อง (เช่น Society for Gas as a Marine Fuel: SGMF) บริษัทที่ทำการค้า หน่วยงานจดทะเบียนสากล และหน่วยงานป้องกันชายฝั่ง เป็นต้น การแบ่งปันความรู้ในเรื่องนี้ มีความสำคัญในการสร้างมาตรฐานที่สามารถปฏิบัติได้จริงและส่งเสริมความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติการส่งผ่านก๊าซธรรมชาติ

การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นท่อส่งเชื้อเพลิงเป็นเรื่องใหม่ ดังนั้น มาตรฐานจึงต้องมีความทันสมัยเพื่อรวมเอาบทเรียนที่มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งไอเอสโอได้สร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อติดตามอุบัติการณ์การขนส่งและช่วยระบุว่าเมื่อไรควรปรับปรุงมาตรฐานให้ทันสมัย

สำหรับมาตรฐาน ISO 20519:2017 ได้พัฒนาขึ้นเนื่องจากการร้องขอขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) สหภาพยุโรป (European Commission: EU) และสมาคมทางทะเลระหว่างประเทศบอลติก (Baltic and International Maritime Council: BIMCO)
ซึ่งเป็นสมาคมการเดินเรือระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ISO 20519:2017 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 8 ซึ่งเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน (Standardization Administration of China: SAC) ร่วมกับสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (Deutsches Institut für Normung: DIN/German Institute for Standardization)

ท่านที่สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2161

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าที่เราซื้อมาจากร้านค้านั้นมีที่มาหรือแหล่งกำเนิดจากไหน?  มาจากกระบวนการผลิตใด? และมีคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนอย่างไร?

การสร้างความมั่นใจให้กับการสอบกลับ (Traceability) มีความสำคัญในการทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดในท้องตลาด

ปัจจุบัน โลกของเรากำลังให้ความสำคัญกับระบบ CoC (Chain of Custody) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านความหมาย การนำเสนอและอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึงระบบ CoC สำหรับความปลอดภัยของอาหาร เกษตรกรรมแบบยั่งยืน หรือความสอดคล้องในการผลิต  ทั้งนี้ ลูกค้าทั่วโลกต่างก็มีความต้องการในเรื่องของการสอบกลับ (Traceability) และความโปร่งใส (Transparency) มากขึ้น ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานตระหนักถึง
ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้  จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 308 – Chain of Custody ซึ่งจะช่วยดูแลมาตรฐานที่เกี่ยวข้องต่างๆ
ให้มีการสอบกลับที่ง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่อยู่ในซัพพลายเชนด้วยการใช้ ”ภาษามาตรฐาน” ของไอเอสโอให้เหมือนกันทั่วโลก

สำหรับห่วงโซ่ของการดูแลนั้น ระบบการสอบกลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง และหากปล่อยให้เนิ่นนานไป ก็จะเกิดความสับสน ซับซ้อน และเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ การสอบกลับและความโปร่งใสยังเป็นหลักประกันสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และสามารถสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับลักษณะของการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพ อันเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ  ซึ่งในหลายกรณี ถือป็นข้อบังคับทางกฎหมายด้วย ดังนั้น ระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่ของการดูแล (Chain-of-Custody: CoC Management System) จึงมีความสำคัญมากสำหรับโครงการด้านการประกันคุณภาพและการตรวจสอบรับรอง

ปัจจุบัน คณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 308 – Chain of Custody ได้สร้างความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานจากองค์กรที่เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน และการก่อสร้าง รวมทั้งโครงการด้านการรับรองและภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย โดยไอเอสโอเปิดรับความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวจากผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก และผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศไทย

 

ที่มา: 

  1. http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2159  
  2. http://www.scdc5.forensic.police.go.th/forum/index.php?topic=220.0

เรื่องของความโปร่งใสขององค์กรจะต้องมีการบริหารจัดการและการควบคุมอย่างไร องค์กรควรมีทิศทางในเรื่องนี้อย่างไร และในด้านความรับผิดชอบเพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในระยะยาวควรดำเนินการอย่างไร สิ่งเหล่านี้ คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอด้านการกำกับดูแลองค์การขึ้นมาใหม่  เพื่อตอบสนองเป้าหมายขององค์การในเรื่องของความโปร่งใส

เดฟ อดัมสัน ผู้แทนของ BSI ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษของไอเอสโอ ผู้พิจารณาข้อเสนอต่างๆ ของการก่อตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 309 – Governance of organizations ได้กล่าวว่าคณะกรรมการนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับองค์การต่างๆ ในอันที่จะบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ในนามของประชาชนที่องค์การเหล่านั้นมีความรับผิดชอบในการให้บริการ ซึ่งหมายความว่าองค์การนั้นมีความชัดเจนในวัตถุประสงค์และคุณค่าขององค์การที่มีความรับผิดชอบในการให้บริการ รวมถึงคุณค่าที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการที่กำลังดำเนินกิจการอยู่

เขาเชื่อว่าทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของคณะกรรมการใหม่ของไอเอสโอ มาตรฐานนี้มีแนวโน้มว่าจะให้หลักการในระดับสูงและทิศทางของการกำหนดระบบการกำกับดูแลองค์การที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถใช้ได้กับองค์การทุกขนาด ตั้งแต่ระดับบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ไปจนถึงธุรกิจที่มีผู้ดำเนินกิจการเพียงคนเดียว

มาตรฐานการกำกับดูแลองค์การซึ่งได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 309 ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ควบคุมกฎ กล่าวคือ จะเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนนโยบายสาธารณะ

คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานให้มีแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการกำกับดูแลองค์การเพื่อให้มีสมรรถนะโดยครอบคลุมในทุกด้าน รวมทั้งทิศทาง การควบคุม และความรับผิดชอบในการดำเนินการ ซึ่งช่วยให้องค์การแสดงความมุ่งมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านหลักฐานและการรายงาน รวมทั้งกระตุ้นให้มีการปกครองดูแลหน่วยงานให้มีการตัดสินใจที่ถูกต้อง มีการส่งเสริมวัตถุประสงค์และคุณค่าขององค์กรและทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรได้

นอกจากการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลองค์การแล้ว คณะกรรมการนี้ยังพิจารณาการทำงานในด้านที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการรับสินบนด้วย ได้แก่ ISO 37001 มาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน (Anti-bribery Management Systems) และ ISO 19600 มาตรฐานระบบการจัดการความสอดคล้อง (Compliance Management Systems) ซึ่งในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าวนั้น มีผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาทำงานพัฒนามาตรฐานร่วมกันและทำให้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องดังกล่าว

คณะกรรการได้มีการประชุมครั้งแรกไปแล้วเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และประเทศต่างๆ รวม 38 ประเทศได้แสดงความสนใจที่จะมีส่วนร่วมในงานดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการกระตุ้นให้บางประเทศ เช่น จีน ไนจีเรีย และมาเลเซีย เป็นต้น ได้ร่วมมีพันธสัญญาในการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำและความเป็นหุ้นส่วนร่วมกันด้วย

ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2158

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรที่หนึ่งกิโลกรัมมีน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัม แล้วเราสามารถวัดกระแสไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำได้อย่างไร ความคงที่ในปริมาณและหน่วยวัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวัดที่แม่นยำและจะทำได้ก็ต่อเมื่อทุกคนใช้ “ภาษา” เดียวกัน และภาษานั้นก็คือ มาตรฐานชุด ISO/IEC 80000 นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการทบทวนมาตรฐาน

มาตรฐานดังกล่าวได้รับการอ้างอิงโดยสำนักงาน ชั่ง ตวง วัด ระหว่างประเทศ (International Bureau of Weights and Measurements: BIPM) ได้ใช้ระบบการชั่ง ตวง วัดระหว่างประเทศเป็นแนวทางที่เรียกกันว่าโบรชัวร์ของเอสไอ ซึ่งสนับสนุนความหมายของปริมาณและหน่วยวัด ประกอบไปด้วย 13 ส่วนที่แตกต่างกัน โดย 11 ส่วนมาจาก ISO และ 2 ส่วนมาจาก IEC ซึ่งบางส่วนอยู่ในขั้นตอนร่างสุดท้ายของการพัฒนามาตรฐาน (สำหรับเอสไอเป็นระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศซึ่งมีที่มาจากประเทศอังกฤษและมีทั้งหมด 7 หน่วย ได้แก่ เมตรสำหรับวัดความยาว กิโลกรัมสำหรับวัดมวล วินาทีสำหรับวัดเวลา แอมแปร์สำหรับวัดกระแสไฟฟ้า เคลวินสำหรับวัดอุณหภูมิ แคนเดลาสำหรับวัดความเข้มของการส่องสว่าง และโมลสำหรับวัดปริมาณของสาร

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2555_189_60_p44-46.pdf )

มาตรฐานชุดดังกล่าวให้นิยามศัพท์ ความหมาย สัญลักษณ์ที่แนะนำให้ใช้ หน่วยและข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ เกี่ยวกับปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม  ซึ่งสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการเขียนเอกสารทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ มาตรฐาน และคู่มือได้

สำหรับมาตรฐานที่ไอเอสโอกำลังทบทวนอยู่นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับเส้นทางด้านตลาดที่เป็นผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมทุกประเภท ทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านการวัดในหลายสาขาที่ต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น การค้าของโลก การผลิต การผลิตด้านพลังงานและสุขภาพ จึงมีความสำคัญที่ไอเอสโอต้องทำการทบทวนมาตรฐานเพื่อให้มั่นใจว่ามีความเกี่ยวข้องกันและมีความแม่นยำให้มากที่สุดและสอดคล้องกับระบบหน่วยวัดสากล

สำหรับผู้ใช้มาตรฐานนี้ก็คือ หน่วยงานด้านวิชาการและมาตรวิทยา นักการศึกษา ผู้เชียนหนังสือด้านเทคนิค  นักแปลภาษา  ผู้พัฒนามาตรฐานและอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ

สำหรับร่างมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาและจะได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในเร็วๆ นี้ มีดังนี้

สำหรับร่างมาตรฐาน ISO 80000-9 เคมีเชิงฟิสิกส์และฟิสิกส์โมเลกุล และ ISO 80000-11 จำนวนคุณลักษณะ (Characteristic numbers) ได้มาถึงร่างมาตรฐานขั้นสุดท้ายแล้วซึ่งหมายความว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถส่งข้อคิดเห็นก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นขั้นสุดท้าย

นอกจากมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น ยังมีมาตรฐานดังต่อไปนี้ด้วย

มาตรฐานชุด ISO/IEC 80000 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ Quantities and units ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (Swedish Standards Institute: SIS) เป็นเลขานุการ  ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store  หรือเว็บไซต์ของไออีซี IEC Store

ระบบหน่วยวัดเป็นระบบที่มีความเป็นมาที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และเมื่อโลกได้เปลี่ยนแปลงไป หน่วยวัดจึงต้องก้าวตามให้ทัน ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเห็นพัฒนาการของระบบหน่วยวัดที่สอดคล้องกับโลกในปัจจุบันมากขึ้น

ที่มา:   

  1. http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2152
  2. http://www.bipm.org/en/publications/si-brochure/download.html

มาตรฐาน ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่องค์กรทั่วโลกให้ความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงสองปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ดังจำนวนผู้ได้รับการรับรองที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 6,765 รายในปี 2557 เป็น 11,985 รายในปี 2558 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 77%  (จากผลสำรวจขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ปี 2558) อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ได้รับการรับรองในมาตรฐานอื่นๆ นับว่ายังมีปริมาณไม่มากนัก เช่น ในปี 2558 มีองค์กรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 จำนวน 1,033,936 ราย มาตรฐาน ISO 14001 จำนวน 319,324 ราย มาตรฐาน ISO 22000 จำนวน 32,061 ราย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในด้านประโยชน์ของการนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 ไปใช้ ในด้านหนึ่ง มาตรฐานช่วยให้เราลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ ซึ่งอาจหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซฯ ที่ปล่อยออกมาจากยานพานหะบนท้องถนนเท่ากับจำนวน 215 ล้านคันภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) และในอีกด้านหนึ่งหมายถึงช่วยในเรื่องธุรกิจขององค์กรต่างๆ ด้วย ซึ่งคาดการณ์ว่าเท่ากับการลดการใช้พลังงานที่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปถึง 600 พันล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน

ดังนั้น หลายประเทศจึงเห็นว่า ISO 50001 เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำหรับอนาคตของการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้มาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งที่ผสมผสานไปกับนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งรัฐบาลที่ดำเนินการในเชิงรุก จะใช้มาตรการทางภาษี การเข้าถึงเงินทุนวิจัย และมาตรการทางภาษีอื่นๆ เพื่อกระตุ้นบริษัทให้มีการนำมาตรฐาน ISO 50001ไปใช้มากขึ้น (ในประเทศไทย ภาครัฐโดยบีโอไอก็มีการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อการอนุรักษ์พลังงานเช่นกัน เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เว้นภาษีเพิ่ม 3 ปีซึ่งจะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม เป็นต้น )

การใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหรือเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ทำให้การควบคุมค่าใช้จ่ายขององค์การอาจทำได้ไม่ง่ายนัก แต่สิ่งที่องค์กรสามารถทำได้เพื่อลดค่าใช้จ่าย คือ การปรับปรุงวิธีการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งประโยชน์ของการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้จะทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายและการบริโภคพลังงานในองค์กรลงได้

โรแลนด์ ริสเซอร์ ประธานของคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 242 ด้านการจัดการพลังงาน กล่าวในมุมมองของผู้พัฒนามาตรฐานว่า ความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของเขา ก็คือ การทำให้มาตรฐานด้านการจัดการพลังงานเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน คือ สามารถนำไปใช้งานได้ง่าย และตรงไปตรงมา นอกจากนี้ ในการที่จะทำให้มาตรฐานมีพัฒนาการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือ ต้องทำให้มั่นใจว่ามีการเพิ่มหัวข้อใหม่ๆ ลงไปที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ออกมามีประสิทธิภาพและคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยหลักที่จะกระตุ้นให้องค์กรนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานของไอเอสโอไปใช้

ในอีกด้านหนึ่ง ริสเซอร์ทำนายว่ามาตรฐาน ISO 50001 ที่กำลังปรับปรุงอยู่นี้ จะเป็นมาตรฐานที่เข้ากันได้ดีกับมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับมาตรฐานทุกมาตรฐานในด้านระบบการจัดการของไอเอสโอ หมายความว่าองค์กรจะใช้เวลาน้อยลงในการโฟกัสไปที่กระบวนการทำงานและการขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือด้านมาตรฐานเพราะมีพื้นฐานของระบบที่คล้ายคลึงกันอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ISO 50001 มีความโดดเด่นกว่ามาตรฐานระบบการจัดการอื่นในแง่ที่ว่าการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั้นมีการโฟกัสไปที่ 2 เรื่องคือ ระบบการจัดการด้วยตัวของมันเอง กับสมรรถนะด้านพลังงาน

ท้ายที่สุด สิ่งที่จะทำให้มาตรฐาน ISO 50001 เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง คือการช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถบรรลุพันธสัญญาที่ให้ไว้ตามข้อตกลงปารีส ในขณะที่มาตรฐานนี้ก็ท้าทายองค์กรให้ค่อยๆ ก้าวไปสู่การประหยัดพลังงานและพัฒนาระบบการจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย

ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2135

การประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 (COP22: Conference of Parties)  ระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ที่เมืองมาราเกซ ประเทศโมรอคโค เป็นการประชุมเจรจาระหว่างผู้นำจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท องค์กร นักลงทุนหรือรัฐบาลทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อที่จะนำข้อตกลงปารีสไปปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ในการประชุม COP21 เมื่อเดือนธันวาคม 2558

ในการที่จะทำให้การปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสบรรลุผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งไอเอสโอได้ได้ร่วมผลักดันโดยพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศใหม่ๆ ขึ้นมาซึ่งขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมอันเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน

เมื่อปีที่แล้ว ผลสำรวจของไอเอสโอรายงานว่าทั่วโลกมีผู้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO50001จำนวน 12,000 ราย และผู้ได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 จำนวนกว่า 300,000 ราย

นอกจากนี้ ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศซึ่งได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยให้องค์กรสามารถรายงานเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เป็นการบังคับของแต่ละประเทศซึ่งทำให้มีส่วนร่วมในการตลาดการค้าคาร์บอนหรือแสดงถึงพันธสัญญาในการความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กรต่างๆ ด้วย

สำหรับมาตรฐาน ISO 14080 Greenhouse gases management and related activities — Framework and principles for methodologies on climate actions เป็นมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาของไอเอสโอ ซึ่งจะทำให้องค์กรมีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศในการนำมาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาและวิธีการที่มีการปรับปรุงแล้วทำให้มีแนวทางในการลดผลกระทบของสภาวะโลกร้อนและนำกิจกรรมต่างๆ ไปปรับใช้และทำให้พัฒนาการเข้าถึงด้านการเงินและทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชากรโลกด้วย เช่น ในหลายประเทศ อาหารที่มีการปรุงโดยใช้เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง (เช่น ไม้ ถ่านหิน เป็นต้น) และใช้เตาปรุงอาหารจะส่งควันพิษออกมาซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ อันมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกอีกด้วย

ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 285, Clean Cookstoves and Clean Cooking Solutions เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับทุกองค์กรนับตั้งแต่หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ SME ไปจนถึงบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว

Abderrahim Taibi ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศโมร็อกโค (Moroccan Standards Institute: IMANOR) กล่าวว่า IMANOR ตระหนักถึงความสำคัญของมาตฐานที่มีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาในการลดผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอัฟริกาซึ่งไม่มีเครื่องมือที่จะปกป้องผลกระทบดังกล่าว ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้แทนของชุมชนมาตรฐานระหว่างประเทศของประเทศโมร็อกโค IMANOR จึงกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องในประเทศในทวีปอัฟริกาใช้โอกาสนี้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาผ่านเวทีการประชุมต่างๆ ในระดับระหว่างประเทศ รวมทั้งในการประชุม COP22 ซึ่งประเทศโมร็อกโกก็ยืนยันถึงความเต็มใจในการส่งเสริมให้ผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมในการพัฒนามาตรฐานเพื่อความยั่งยืน โดยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในโครงการความร่วมมือในภูมิภาค MENA  (Middle East and North Africa) ด้วย

การประชุม COP22 ที่เมืองมาราเกซจะดำเนินการระบุตัวชี้วัดที่ต้องการทำให้เห็นผลสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2030 และเร่งให้ปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการจะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออย่างมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์และการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ

ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2143