วันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติแล้ว ยังเป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) อีกด้วย
“วันดินโลก” มีที่มาจากการประชุมวิทยาศาสตร์ทางดินของโลก ครั้งที่ 17 ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2545 (ค.ศ.2002) ซึ่งมีนักปฐพีวิทยานานาชาติมาร่วมประชุมกัน ภายในงานดังกล่าวมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรดิน รวมถึงการจัดตั้งโครงการพระราชดำริในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ
นิทรรศการดังกล่าว ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักและประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยในวิทยาศาสตร์ทางดิน และทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนโดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน และผลสำเร็จจากการทรงงานบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่องของพระองค์ เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในประเทศและระดับระหว่างประเทศ
การประชุมในครั้งนั้น จึงมีการหารือการจัดตั้งวันดินโลก โดยที่ประชุมคณะกรรมการสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences: IUSS) มีมติให้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์ และรณรงค์ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน ซึ่งที่ประชุมองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ก็ได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้การรับรองวันดินโลกอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2556 (ค.ศ.2013) และในปีเดียวกันนั้นเอง FAO ได้ขอให้ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 68 ในเดือนกันยายน รับเอาวันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันดินโลกซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่ฯ ได้ตอบรับและยืนยันโดยเริ่มต้นวันดินโลกอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 (ค.ศ.2014)
“รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” (Keep Soil Alive, Protect Soil Biodiversity) เป็นหัวข้อหลักของการรณรงค์ “วันดินโลก” ในปี 2563 ซึ่งทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับดินและการจัดการทรัพยากรดินเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับประเทศไทย หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการจัดงานวันดินโลก โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานวันดินโลก ร่วมกับ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำ สมาคมดินโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และหน่วยงานภาคีภาครัฐ เอกชน องค์กรต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของนิเวศวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพในดินซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งหมดในระบบนิเวศ
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้สานต่อเจตนารมณ์ในพระราชปณิธาน น้อมนำพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการใช้ที่ดิน การพัฒนาดิน น้ำ พืช และอาชีพของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนา ในเรื่องทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อมความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่ง “ดิน” ถือเป็นหลักการองค์ความรู้มิติที่ 2 แห่ง “ศาสตร์ของพระราชา” ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ที่มา :
สิ่งประดิษฐ์มากมายในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ได้คิดค้นขึ้นมาจากความรู้ ตรรกะของสมองและจิตใจ การทดลอง และความอุตสาหะ จนกระทั่งกลายเป็นนวัตกรรมในแต่ละยุคสมัย
มนุษยชาติคงไม่สามารถก้าวข้ามผ่านอารยธรรมนับพันปีเข้าสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นนี้ได้ หากโลกนี้ไม่มีผู้สร้างนวัตกรรมอย่างรหัสมอร์ส ระบบไปรษณีย์ แท่นพิมพ์ หลอดไฟ โทรทัศน์ มาจนถึงระบบอินเทอร์เน็ต เฟสบุ๊ค เอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ คริปโทเคอร์เรนซี และอื่น ๆ อีกมากมาย
ปัจจุบัน คนทั้งโลกสามารถเชื่อมโยงถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ตและข้อมูลมหาศาล ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือของ bankmycell ระบุว่ามีผู้คนถึง 3.5 พันล้านคนที่ปัจจุบันใช้สมาร์ทโฟน, บริษัท แอปเปิล ซึ่งสตีฟ จอบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งได้ปรับเปลี่ยนบริษัทให้กลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านโทรคมนาคมด้วยไอโฟน และยังคงเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการมากที่สุดในปัจจุบันด้วย
ไม่ว่าจะเป็นสตีฟ จ็อบส์, บิลล์ เกตส์, เจฟ เบซอส, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรืออีลอน มัสก์ ต่างมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ และมุ่งมั่นสร้างสิ่งที่คิดไว้ให้เกิดขึ้นให้ได้อย่างสุดกำลัง ไม่มีใครเคยคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะทำได้ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ทำได้จริง ๆ เพราะความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน กว่าที่สตีฟ จอบส์จะประสบความสำเร็จ เขาใช้เวลาถึง 18 ปีก่อนที่บริษัท สเปซเอ๊กซ์ของอีลอน มัสก์ จะประสบความสำเร็จในการส่งนักบินขึ้นสู่อวกาศในปี 2563 (ค.ศ.2020) ด้วยความฝันว่าสักวันหนึ่ง เขาจะพามนุษย์ไปตั้งถิ่นฐานอยู่นอกโลก
อุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังก้าวสู่ดิจิตอล
นวัตกรรมได้ผลักดันมนุษยชาติให้ก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบและใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น ไอโอที การสื่อสารระหว่างเครื่องจักร เป็นต้น เพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้เองจากการเก็บข้อมูลในระบบการผลิต
จากหนังสือ The Future Is Faster Than You Think โดยปีเตอร์ เอช ดิอาแมนดิส และสตีฟ คอตเลอร์ ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนทั้งสองคนเชื่อว่าการบรรจบกันของเทคโนโลยีนี้ทำให้เกิดความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ เราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่เทคโนโลยีใหม่นี้ก็นำไปสู่นวัตกรรมด้านสุขภาพและการดูแลสุขภาพอย่างหนึ่งด้วย ตัวอย่างเช่น ปีเตอร์ เอช ดิอามานดิส และสตีฟ คอตเลอร์ ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับนักบินอวกาศคนหนึ่งในสถานีอวกาศนานาชาติในเมื่อปี 2556 (ค.ศ.2018) ที่สามารถรักษานิ้วที่หักได้โดยใช้เฝือกที่ทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติ
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น ใคร ๆ ก็คิดว่าสุดยอดแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์เรายังไม่ได้นำมาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมให้โลกได้รู้ว่ายังมีสิ่งที่สุดยอดไปกว่านั้นอีก สตีฟจ็อบส์และอีลอนมัสก์เป็นเหมือนรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ที่เปล่งประกาย ดึงดูดผู้คนให้เข้าหา ธุรกิจอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เริ่มต้นจากธุรกิจขนาดเล็กก่อน โลกของเรามีสตาร์ทอัพจำนวนมากมายกำลังดำเนินธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมอยู่อย่างเงียบ ๆ หรือรู้จักกันเฉพาะในแวดวงของตัวเอง แต่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จโดยก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง มีหลายบริษัทได้นำระบบการจัดการนวัตกรรมไปใช้เพื่อเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของตนเองให้ประสบความสำเร็จแล้ว
อันที่จริงแล้ว ธุรกิจหรืองค์กรทุกประเภทสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลด้วยการพิจารณาถึงกิจกรรมและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องแล้วจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 56002 ที่ทุกองค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพื่อให้เกิดนวัตกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบและใช้เวลาไม่นานนักเนื่องจากมาตรฐานนี้ครอบคลุมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม ตั้งแต่หลักการและระบบบริหารจัดการนวัตกรรม การจัดการกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยง การจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงความสัมพันธ์ของมาตรฐาน ISO 56002 กับมาตรฐานอื่นที่ธุรกิจองค์กรใช้อยู่แล้ว โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักการ PDCA
สำหรับบทความในครั้งต่อไป จะกล่าวถึงตัวอย่างของบริษัทที่ได้นำมาตรฐาน ISO 56002 ไปใช้จนประสบความสำเร็จ โปรดติดตามค่ะ
ที่มา: https://www.iso.org/news/isofocus_142-1.html
บทความเรื่อง “สานฝันนวัตกรให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ด้วย ISO 56002 ตอนที่ 1” ได้กล่าวถึงนวัตกรรมที่คนแต่ละยุคสมัยได้สร้างสรรค์ขึ้นมาและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ จนกระทั่งนำพาโลกของเราเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคดิจิทัล ซึ่งนวัตกรทั่วโลกยังมีโอกาสที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาใหม่ได้อีกมากมาย และเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดขึ้นได้ก็คือ มาตรฐาน ISO 56002 นั่นเอง
สำหรับบทความในตอนนี้จะกล่าวถึงการรับมือของธุรกิจอุตสาหกรรมต่อสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการนำมาตรฐาน ISO 56002 ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร โดยมีตัวอย่างของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐานนี้ไปใช้ดังต่อไปนี้
โยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน รองหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตรวจประเมินด้านระบบการจัดการ และเป็นคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation Management ซึ่งมีประสบการณ์ด้านระบบการจัดการและการจัดการนวัตกรรมมาถึง 20 ปี โดยในช่วงแรกได้ทำงานอยู่ในแวดวงธุรกิจอาหาร และต่อมาได้เข้าสู่วงการเทเลคอมซึ่งทำให้เขามีประสบการณ์สูงขึ้นเป็นเวลายาวนานนับตั้งแต่เริ่มมีเทคโนโลยี 2G, 3G, 4G มาจนถึงปัจจุบัน ได้เข้าสู่ยุค 5G
เมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จ
โซนี่โมบายล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซนี่ คอร์ปอเรชั่น บริษัทผู้ผลิตหม้อหุงข้าวไฟฟ้ารายแรกของโลกเมื่อปี 2501 (ค.ศ.1958) ได้ให้ความสนใจในเรื่องของนวัตกรรมในด้านวิศวกรรมศาสตร์และออกแบบเสียง วิดีโอ เกม และการสื่อสารเพื่อให้บริษัทยังคงมีผลิตภัณฑ์ล้ำยุคออกมาจำหน่ายอยู่เสมอ โซนี่เชื่อมั่นว่า “นวัตกรรม” เป็นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในระยะยาว และสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในที่สุด
โยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมมีความสำคัญต่อองค์กรทุกองค์กร รวมทั้งองค์กรที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์และองค์กรสาธารณะด้วยซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแนะนำและปรับสมดุลให้เหมาะสมกับกับภารกิจปัจจุบันและความต้องการขององค์กรตลอดจนความต้องการในอนาคตและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น สิ่งนี้ใช้ได้กับโรงพยาบาลเทศบาลในระดับเมืองตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชน
นอกจากนี้ นวัตกรรมยังมีความสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติด้วยตัวอย่างเช่น SDG 9 เรื่องนวัตกรรมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Innovation and Infrastructure)
เขายอมรับว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เขากล่าวว่าสิ่งนี้จะทำให้เห็นการทำงานร่วมกันมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความต้องการของสังคมทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งมีโอกาสทางธุรกิจในการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและจัดหาเทคโนโลยีสะอาด
ความเป็นผู้นำที่มุ่งมั่น
โยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน กล่าวว่า ระหว่างปี 2557 (ค.ศ.2014) ถึงปี 2563 (ค.ศ.2020) มาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้โซนี่ในระดับต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ และในทวีปต่าง ๆ ด้วย
มาตรฐานที่เกิดขึ้นใหม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกของการรู้อนาคตไว้ล่วงหน้า รวมทั้งแนวคิดและข้อแนะนำที่มาจากแรงบันดาลใจและได้ทดลองซ้ำ ๆ มาเป็นเวลาหลายปีก่อนที่มาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานและปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ดีที่สุดตามโครงสร้างใหม่ที่เกิดขึ้น
สำหรับเรื่องของนวัตกรรม ผู้นำต้องมีส่วนร่วมและมุ่งมั่นในแนวคิดใหม่ ๆ ต้องค้นหาโอกาสใหม่โดยมีกระบวนการ ร่วมกับการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลเพื่อลงทุนได้อย่างเหมาะสม สามารถปรับเปลี่ยนงบประมาณดำเนินการและวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ มีการปรับปรุงวิธีการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่ายเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่มีอยู่แล้วเพื่อหาตลาดใหม่ และเป็นไปตามข้อกำหนดของลูกค้ารวมทั้งกฎระเบียบภายในองค์กร
เขายังชี้ให้เห็นจุดขายใหม่สำหรับ ISO 56002 ซึ่งเป็นการประกาศความร่วมมือระดับโลกระหว่างโซนี่และ สำนักงานบริการโครงการแห่งสหประชาชาติ (UNOPS) ในการแสวงหานวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายทางสังคม และการปรับปรุงความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ โซนี่ยังได้จัดทำ Sony Startup Acceleration Program ในระดับองค์กรที่โตเกียวและยุโรปซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบการจัดการนวัตกรรมสำหรับความร่วมมือของโซนี่กับ UNOPS เพื่อทำงานร่วมกันในระดับองค์กรเพื่อแสวงหานวัตกรรมที่ยั่งยืน
การลงทุนในนวัตกรรม
ธุรกิจและองค์กรขนาดใหญ่มักเริ่มจากเล็ก ๆ โซนี่ก็เช่นกัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โซนี่เป็นเพียงแค่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าในกรุงโตเกียว ส่วน ADOX เป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กในบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา แม้บริษัทจะมีขนาดใหญ่ แต่มีพนักงานประมาณ 60 คน การที่จะลงทุนเพิ่มเพื่อนวัตกรรมของบริษัทเหล่านี้ จึงต้องมีแนวทางและเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามต่อไปในครั้งหน้าซึ่งเป็นตอนจบค่ะ
ที่มา: https://www.iso.org/news/isofocus_142-1.html
บทความเรื่อง “สานฝันนวัตกรให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ด้วย ISO 56002 ตอนที่ 1” และ “สานฝันนวัตกรให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ด้วย ISO 56002 ตอนที่ 2” ได้กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรรมและ ISO 56002 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้ และธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่มักเริ่มจากเล็ก ๆ มีตัวอย่างของบริษัทระดับโลกจำนวนมากที่เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นโซนี่โมบายล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซนี่ คอร์ปอเรชั่น หรือ ADOX บริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กในประเทศอาร์เจนตินา เป็นต้น ซึ่งหากธุรกิจขนาดเล็กต้องการลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรม ก็จำเป็นต้องมีแนวทางและเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะได้กล่าวถึงดังต่อไปนี้
กอนซาโล วิเก-รา ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบงานวางแผนกลยุทธ์ ได้กล่าวถึง ADOX ซึ่งเป็นธุรกิจของบิดาว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นด้านสังคมและมีความคล่องตัวในการทำงานโดยมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เขากล่าวว่า ADOX ได้ทำธุรกิจในอาร์เจนตินามาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว และได้ลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ผู้คนในประเทศอาร์เจนตินามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บริษัทได้เปิดโรงงานต้นแบบที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตอุปกรณ์และเวชภัณฑ์โดยปฏิบัติตามมาตรฐานสากลสูงสุดและสรรหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และยังสนับสนุนการใช้มาตรฐานสากลในอุตสาหกรรม ทำให้ได้รับการรับรองจากสำนักงานบริหารแห่งชาติด้านยา อาหารและอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งมีชื่อว่า ANMAT (National Administration of Drugs, Food and Medical Devices) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีหอการค้าอุตสาหกรรมด้านโลหะวิทยาซึ่งมีชื่อว่า ADIMRA Centros Tecnológicos (Technological Center of the Metallurgical Industries Chamber)
การลงทุนพัฒนาด้านนวัตกรรมของ ADOX ทำให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ให้บริการด้วยคุณภาพและราคาที่เหมาะสม มีการให้บริการฝึกอบรมลูกค้าในการใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องและใช้อะไหล่ในราคาที่คุ้มค่าด้วยการประกันคุณภาพสูงสุด เป็นต้น
กรอบการสร้างนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ
ADOX ยังได้เปรียบเทียบงานที่ทำอยู่กับมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานการจัดการนวัตกรรม ISO 56002 ทำให้ สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ สามารถพัฒนาทีมพิเศษและตัวชี้วัดซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ADOX ได้แนะนำว่าความคิดริเริ่มดี ๆ มากมายเกิดขึ้นในองค์กร แต่หากองค์กรไม่จัดเตรียมโครงสร้างที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติตามได้อย่างบรรลุเป้าหมาย ก็จะพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะพัฒนาองค์กรและบุคลากร อันที่จริงแล้ว มาตรฐาน ISO 56002 สามารถนำไปใช้และขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แม้แต่ระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมแบบเดิม กล่าวคือ สามารถสนับสนุนโครงการความร่วมมือระหว่างบริษัท ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ด้วยซึ่งการใช้ ISO 56002 เป็นกรอบงานที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการดำเนินโครงการร่วมกันกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร
จากรายงานที่เผยแพร่โดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เมื่อปี 2558 (ค.ศ.2015) เรื่อง “นวัตกรรมการทำงานร่วมกัน: การเปลี่ยนแปลงธุรกิจการขับเคลื่อนการเติบโต” มาร์ค เอสโปซิโต ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ Harvard University Extension School และ Grenoble École de Management ได้กล่าวไว้ว่า “นวัตกรรมทำให้การทำงานด้วยกันมีจุดร่วม และยังเป็นกลไกขององค์กรที่ทันสมัย คล่องตัว สามารถสร้างขีดความสามารถใหม่ซึ่งสามารถบุกเบิกแนวคิดใหม่ ๆ รวมทั้งทดสอบขีดจำกัดของตลาด จึงถือได้ว่านวัตกรรมเป็นเพื่อนแท้ของการเติบโต
กอนซาโล วิเก-รา ถือว่าการจัดการนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในยุคดิจิตอลเช่นนี้ โดยทั่วไป ธรรมชาติของงานมักมีวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเทคโนโลยี และในการทำงานจะต้องมีการจัดการอย่างซับซ้อนขึ้นกับกลุ่มคนที่มีความสามารถสูง แต่เมื่อคนคุ้นเคยกับการทำงานในโครงการที่แตกต่างกัน เราจะเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน และก้าวไปพร้อมกับความเข้าใจที่ลึกซึ้งและกว้างขวางขึ้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อันเป็นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องซึ่งเปรียบเสมือนวงล้อที่หมุนไปข้างหน้าเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้น
ส่วนโยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน รองหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตรวจประเมินด้านระบบการจัดการ และคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation Management กล่าวว่าไม่ว่าเราจะตัดสินใจใช้นวัตกรรมเพราะอะไร (เช่น ต้องการสร้างวัฒนธรรมของความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มโอกาสในการอยู่รอด หรือต้องการสร้างแรงบันดาลใจ) แต่หากเราศึกษาเจาะลึกข้อกำหนดที่อยู่ในมาตรฐาน ISO 56002 แล้วนำไปใช้งานเพื่อก้าวไปสู่การจัดการนวัตกรรมในระดับที่เหมาะสมกับองค์กรของเรา ในไม่ช้า ก็จะเห็นว่านวัตกรรมที่องค์กรและนวัตกรช่วยกันสร้างขึ้นมาตามความฝันหรือเป้าหมาย จะช่วยสร้างความสามารถให้เพิ่มขึ้นได้ และนวัตกรรมนั้นก็จะมีส่วนสำคัญในการสร้างแหล่งรายได้เพิ่มขึ้น และก้าวไปสู่อนาคตที่สดใสขึ้นกว่าเดิม
ที่มา : https://www.iso.org/news/isofocus_142-1.html
เมื่อพูดถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน ในเบื้องต้นจำเป็นจะต้องรู้ว่าใครเป็นใครและใครคือเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงเพื่อให้มั่นใจในเรื่องของความโปร่งใสและความมั่นคงปลอดภัย ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า “รหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมาย (Legal Entity identifier: LEI)” เพื่อการทำธุรกรรมอย่างปลอดภัย ซึ่งปัจจุบัน ไอเอสโอได้ปรับปรุงมาตรฐานบริการทางการเงินด้านรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายแล้ว
โลกของเราได้ผ่านความท้าทายระดับโลกสำหรับวิกฤตทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบธุรกรรมในระบบการเงินเมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) มาแล้ว การมีวิธีระบุรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายได้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขออนุญาตผู้ควบคุมกฎในระดับสากลเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการยืนยันตัวตนจากหลายแหล่งด้วยกัน
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กลุ่มประเทศ G20 ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 (ค.ศ.1999) เพื่อเป็นกรอบการหารืออย่างไม่เป็นทางการเพื่อสนองตอบต่อวิกฤตทางการเงิน ประกอบด้วยผู้แทนสหภาพยุโรปและอีก 19 ประเทศ จึงได้สร้างรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงไปยังข้อมูลที่สำคัญเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินรวมไปถึงโครงสร้างที่แสดงความเป็นเจ้าของด้วย
วิธีในการสร้างรหัสเช่นนี้มีการระบุไว้ในมาตรฐาน ISO 17442 ซึ่งเพิ่งมีการปรับปรุงไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่เดิมเป็นมาตรฐาน ISO 17442 เพียงฉบับเดียว ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงเป็นมาตรฐาน 2 ฉบับได้แก่
เดวิด บรอดเวย์ ผู้ประสานงานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าพวกเขาได้ทำการทบทวนมาตรฐานนี้เพื่อสนับสนุนให้เกิดความชัดเจนและสะท้อนถึงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปและบทเรียนที่ได้รับนับตั้งแต่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในครั้งแรก
นับตั้งแต่ ISO 17442 ได้มีการนำไปประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรก ก็มีการคำนึงถึงนโยบายของชุมชนผู้ควบคุมกฎด้วย ดังนั้น จึงมีความสำคัญที่มาตรฐานจะต้องสะท้อนถึงสิ่งนี้ด้วย
การปรับปรุงมาตรฐานนั้นรวมถึงลักษณะเฉพาะที่เพิ่มเติมเข้ามาและการทบทวนที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในเรื่องสาขานิติบุคคลในระดับสากลรวมทั้งบันทึกข้อมูลรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องบริษัทแม่และสถานะของนิติบุคคลด้วย
มาตรฐาน ISO 17442-1 และ ISO 17442-2 ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 4 ซึ่งปฏิบัติงานภายใต้คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 68, Financial services คณะอนุกรรมการ SC 8, Reference data for financial services ซึ่งมีเลขานุการคือ SNV ซึ่งเป็นสถาบันาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
เรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานไม่เพียงแต่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญต่อสมรรถนะในการการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 45001 ระบบการจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (OH&S) ขึ้นมาเป็นฉบับแรกและฉบับเดียวของโลกซึ่งเป็นผลมาจากแนวปฏิบัติที่ดีซึ่งทั่วโลกตกลงร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้จัดทำคู่มือฉบับใหม่เพื่อช่วยให้องค์กรขนาดเล็กสามารถนำไปใช้งานและได้รับประโยชน์สูงสุดด้วย
องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้กล่าวไว้ว่า งานที่ดีคืองานที่ปลอดภัยซึ่งอาจมีคนไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกๆ ปี โลกของเรามีคนเสียชีวิตถึง 2.78 ล้านคนจากโรคภัยหรืออุบัติเหตุจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายร้อยล้านคนที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพและอุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรง ทำให้เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เป็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก
มาตรฐาน ISO 45001, Occupational health and safety management systems – Requirements with guidance for use มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดสถิติในเรื่องโรคภัยหรืออุบัติเหตุจากการทำงานโดยมีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาจัดทำกรอบร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงในสถานที่ทำงาน เสริมสร้างสุขภาพ เพิ่มความปลอดภัย และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในที่ทำงาน
สำหรับคู่มือฉบับใหม่เป็นการเผยแพร่ร่วมกันระหว่างไอเอสโอและยูนิโดหรือองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) ซึ่งให้แนวทางเพิ่มเติมโดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กรวมทั้ง SMEs ในการนำ ISO 45001 ไปประยุกต์ใช้
คู่มือฉบับใหม่ ISO 45001:2018 – Occupational health and safety management systems – A practical guide for small organizations จัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ให้ภาพรวมข้อกำหนดของ ISO 45001 และแนวทางที่องค์กรขนาดเล็กสามารถจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยได้ โดยคำนึงถึงความท้าทายและความต้องการเฉพาะของพวกเขา
ประโยชน์ที่จะได้รับจากระบบนี้มีหลายประการ รวมถึงการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ดีและการบาดเจ็บจากการทำงาน การปกป้องผู้ที่ทำงานให้กับองค์กร การมีวัฒนธรรมของบริษัทในเชิงบวกมากชึ้น และการทำให้มีชื่อเสียงที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชน
ผู้สนใจคู่มือ ISO 45001: 2018 – Occupational health and safety management systems – A practical guide for small organizations สามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2552.html
ชุมชนต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่สภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งไปจนถึงน้ำท่วมใหญ่ รวมทั้งปริมาณน้ำทะเลที่สูงขึ้นไปจนถึงสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว สิ่งเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ แต่ไอเอสโอมีแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนสามารถนำไปใช้ในการเตรียมตัวสำหรับภัยคุกคามและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้
แนวทางใหม่ดังกล่าว เรียกว่า ข้อกำหนดทางวิชาการของไอเอสโอ ISO/TS 14092: 2020 Adaptation to climate change – Requirements and guidance on adaptation planning for local governments and communities ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเริ่มลงมือสร้างสังคมที่ปลอดภัย และมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถรองรับและปรับตัวได้เมื่อเกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
จากผลสำรวจของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ได้มีรายงานความเสี่ยงโลกประจำปี 2563 (ค.ศ.2020) ซี่งระบุว่าความเสี่ยงที่โลกกำลังเผชิญขณะนี้มีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศรวม 5 เรื่องด้วยกันได้แก่ เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่ ภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง หายนะร้ายแรงของธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ และความล้มเหลวที่จะหยุดยั้งสภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจรู้สึกวิตกกังวล
มาตรฐาน ISO/TS 14092 ยอมรับว่าผลกระทบซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาคและมีผลกระทบโดยตรงต่อรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงบริการสาธารณะต่างๆ ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยของรัฐบาล ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของท้องถิ่นและรัฐบาล ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยมีพื้นฐานอยู่บนเรื่องของผลกระทบต่อระบบนิเวศ สังคม และเศรษฐกิจ และการประเมินความเสี่ยง นอกจากนี้ มาตรฐาน ISO/TS 14092 ยังสนับสนุนการกำหนดลำดับความสำคัญเพื่อจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าวที่หยั่งรากลึกด้วย
ซาร่า เจน สนุค ประธานคณะกรรมการกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่า การเตรียมการสำหรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการวางแผนสำหรับการปรับตัวระดับรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ กระบวนการที่แสดงใน ISO/TS 14092 ในแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้แผนการปรับตัวในท้องถิ่นมีความเหมาะสมกับเงื่อนไขในแต่ละกรณีของสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแผนการปรับตัวอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินการที่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ข้อกำหนดของไอเอสโอใหม่นี้ ยังอธิบายถึงวิธีการพัฒนาแผนการปรับตัวที่สามารถทำได้ในระดับรัฐบาลท้องถิ่นและในระดับชุมชน โดยสรุปสาเหตุและวิธีการสร้างโครงสร้างการกำกับดูแลที่เหมาะสม (ซึ่งมีโครงสร้างที่ดีและการร่วมมือกัน) และองค์ประกอบของการวางแผนการปรับตัวและกระบวนการนำไปประยุกต์ใช้ โดยรายละเอียดเหล่านี้รวมถึงการจัดตั้งทีมอำนวยความสะดวก การประเมินความเสี่ยง และการพัฒนาแผนงานที่มีประสิทธิภาพ การติดตามความคืบหน้าของการนำไปประยุกต์ใช้และการประเมินความสำเร็จโดยมีเป้าหมายในการปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง
ISO/TS 14092 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการ SC 7 การจัดการก๊าซเรือนกระจกและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยมีเลขานุการคือ SCC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
มาตรฐาน ISO 46001: 2019 เป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และช่วยให้องค์กรมั่นใจในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวทางสากลด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วยโครงสร้างระดับสูง (High Level Structure : HLS) 10 หัวข้อ ตามที่จะได้กล่าวถึงในบทความนี้ต่อไป
สำหรับโครงสร้างระดับสูงนั้น ไอเอสโอได้กำหนดขึ้นมาใช้กับมาตรฐานระบบการจัดการเพื่อให้สามารถนำไปใช้ร่วมกัน (integration) ได้ในระบบต่างๆ เช่น ระบบคุณภาพ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร เป็นต้น รวมทั้งระบบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งการมีโครงสร้างร่วมกันในระบบการจัดการเช่นนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการนำระบบการจัดการประเภทต่างๆ มาใช้ร่วมกันแล้ว ยังช่วยให้องค์กรมีความเข้าใจถึงวงจรการบริหารงานคุณภาพ หรือ PDCA มากขึ้นด้วย ได้แก่ วางแผน (Plan), ปฏิบัติ (Do), ตรวจสอบ (Check) และดำเนินการให้เหมาะสม (Act)
เนื้อหาหลัก (Core text) คือ ส่วนสำคัญที่อยู่ภายในแต่ละหัวข้อของ HLS ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกัน (Identical context) ในทุกๆ มาตรฐาน โดยเนื้อหาในส่วนแรกได้กล่าวถึงการกำหนด ขอบข่าย (Scope) ของการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ทุกประเภท ที่ต้องการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะมีการอ้างอิง (Normative references) ถึงมาตรฐานฉบับอื่นๆ ที่นำมาช่วยในการสนับสนุน เพื่อให้เกิดความง่ายในการประยุกต์ใช้มาตรฐานในแต่ละองค์กร นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึง คำศัพท์และบทนิยาม (Terms and definitions) ที่จำเพาะสำหรับการทำความเข้าใจมาตรฐาน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของมาตรฐานแต่ละฉบับ ในการประยุกต์ใช้มาตรฐานนี้ องค์กรควรทำความเข้าใจใน บริบทขององค์กร (Context of the organization) และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นต่างๆ ได้ถูกนำมาพิจารณา โดยระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กรจะมีทิศทางและถูกผลักดันให้เกิดประสิทธิผลมากหรือน้อยแค่เพียงใดขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและ ความเป็นผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารระดับสูง และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การวางแผน (Planning) ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนงาน ตัวชี้วัด เป้าหมายในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ การดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้นั้น ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรส่วน สนับสนุน (Support) ที่เหมาะสม ทั้งทรัพยากรบุคคลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุน ในส่วนสุดท้ายของมาตรฐานได้อธิบายถึงข้อกำหนดใน การดำเนินการ (Operation) และการควบคุมกระบวนการต่างๆ ตามแผนงานที่วางไว้ และการประเมินสมรรถนะ (Performance Evaluation) ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Improvement) ซึ่งเป็นไปตามวงวจร PDCA ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น
จะเห็นได้ว่ามาตรฐาน ISO46001: 2019 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงภาพรวมในการบริหารจัดการน้ำ เน้นมุมมองการจัดการเชิงระบบภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์กรควรพิจารณาขยายขอบเขตความรับผิดชอบ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมการลดผลกระทบจากการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยใช้แนวทางการประเมินรอยเท้าน้ำ (Water Footprint) หรือนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซี่งเป็นกรอบแนวทางการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการจัดการน้ำแบบหมุนเวียน (Circular water management) ดังกรณีตัวอย่างของบริษัท Procter & Gamble (P&G) ประเทศอียิปต์ ที่ได้นำน้ำสบู่ที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) แทนการใช้น้ำจืด ในกระบวนการผลิตผงซักฟอก วิธีการนี้ส่งผลให้ลดปริมาณการใช้น้ำจืดลงเกือบ 40% ทั้งช่วยลดภาระการบำบัดน้ำสบู่ก่อนปล่อยออกจากโรงงาน
บริษัทในเครือ L’Oréal เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่นำเทคโนโลยีเมมเบรนมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียในโรงงานเครื่องสำอางก่อนปล่อยออกจากโรงงาน ซึ่งเป็นการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อนำไปสู่มาตรฐานคุณภาพของกลุ่มองค์กร โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดจะมีการนำกลับมาใช้ใหม่ในการทำความสะอาดเครื่องจักร สามารถลดการใช้น้ำจืดมากถึง 60%
จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ให้แนวทางสำหรับองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SDGs 6 เรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล (clean water and sanitation) ซึ่งหากภาคอุตสาหกรรมได้นำแนวทางดังกล่าวนี้มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ย่อมเป็นการสนับสนุนการทิศทางการพัฒนาของประเทศให้สามารถก้าวข้ามผ่านระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โอกาสทางการผลิตแบบใหม่หรือการสร้างนวัตกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน ควบคู่กับการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ที่มา :
“หางโจว” เมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง หนึ่งในเมืองที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากของประเทศจีน ได้พัฒนามาตรฐานอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาหรือ COVID-19 และปัจจุบันเมืองหางโจวเพิ่งฟื้นตัวจากโรคระบาดนี้
ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ซ่ง หมิงชุง ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 321, Transaction assurance in E-Commerce ทีมที่มหาวิทยาลัยจื่อเหลียงได้พัฒนาโค้ดหรือรหัสสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนขึ้นมาโดยใช้คิวอาร์โค้ดเพื่อระบุความเสี่ยงของการแพร่กระจายการติดเชื้อของคนเพื่อทำการกักตัว
จากการสนับสนุนของกลุ่มอาลีบาบาซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ทำให้เมืองมีประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลและวิธีปฏิบัติที่สั่งสมกันมาในเรื่องของการสร้างแหล่งข้อมูล Big Data อันเปรียบเสมือนมันสมองของเมืองซึ่งได้นำไปใช้ป้องกันและควบคุมโรคระบาดไวรัส COVID-19 และผลลัพธ์ที่ได้คือมาตรฐานรหัสสุขภาพใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า “แนวทางการบริหารจัดการและบริการของรหัสสุขภาพของเมืองหางโจว — DB 3301/T 0305-2020” (Guide to the management and service of Hangzhou health code — DB 3301/T 0305-2020) ซึ่งมาจากการรวมเอา Big Data เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกันเพื่อนำมาใช้ในการแยกแยะความเสี่ยง โดยสร้างและออกแบบคิวอาร์โค้ดให้เหมาะกับแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะทางสุขภาพภายใต้สถานการณ์เฉพาะต่างๆ
แอปพลิเคชันนี้ออกแบบรหัสคิวอาร์โค้ดให้มี 3 สี เหมือนกับไฟจราจร คือ แดง เหลือง และเขียว ซึ่งเชื่อมโยงกับความหมายของสถานะที่มีอันตรายสูง กลาง และต่ำตามลำดับ ตัวอย่างเช่น รหัสสีแดงเป็นการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องสงสัยและจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน รหัสสีเหลืองเป็นการยืนยันว่าเป็นคนที่มีการสัมผัสกับผู้ป่วยที่ต้องสงสัยซึ่งจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 7 วัน หลังจากครบกำหนดแล้วจึงจะได้รับรหัสสีเขียว แนวทางนี้เรียกว่า “แผนที่เดียว คิวอาร์โค้ดเดียว และดัชนีเดียว” (one map, one QR code, and one index) ทำให้การควบคุมดูแลโรคระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล
มาตรฐานรหัสสุขภาพเป็นการให้แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ครอบคลุมไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันช่วงที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ช่วงเวลาหลังจากการฟื้นตัวของโรคระบาดด้วย
มาตรฐานนี้แบ่งออกเป็น 7 ส่วน ครอบคลุมการใช้งานรหัสสุขภาพ การบริหารจัดการฉุกเฉิน บริการและการใช้งานประจำวันของแอปพลิเคชัน รวมทั้งความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และมุมมองด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคคล
ปัจจุบัน ทั่วทั้งประเทศจีนมีการสแกนและแสดงรหัสสุขภาพไปแล้วมากกว่า 2.5 พันล้านครั้งครอบคลุมประชากรเกือบ 900 ล้านคน ดังนั้น แอปพลิเคชันนี้จึงมีการเข้าเยี่ยมชมไปแล้วมากกว่า 9 พันล้านครั้งและได้รับการยอมรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งได้ไปเยี่ยมชมเมืองหางโจวเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้มาแล้ว
มาตรฐานรหัสสุขภาพดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการสนับสนุนเพียงอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่การที่เมืองหังโจวสามารถฟื้นตัวจากโรคระบาด มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ซึ่ง World Economic Forum ได้สรุปบทเรียนสำคัญที่ได้จากเมืองหางโจวไว้ดังต่อไปนี้ ความเร็วและความแม่นยำของข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการระบุและการติดตามสายพันธุ์ไวรัส การตัดสินใจในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลอย่างถูกต้อง เทคโนโลยีข้อมูลและ Big Data มีความสำคัญเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดโรคระบาดซ้ำ การประเมินความพร้อมของทรัพยากรทางการแพทย์และระบบที่ตอบสนอง การนำมาตรการเชิงป้องกันไปใช้ในชุมชนและสถานที่ต่างๆ และการให้ข้อมูลแก่สาธารณชน
COVID-19 ทำให้ทั่วโลกได้เรียนรู้ในเรื่องการป้องกันและควบคุมโรคระบาดร้ายแรงไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมด้วย
ที่มา :
ปัจจุบัน มีมาตรฐานการบริหารจัดการที่ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้แต่ละองค์กรนำมาใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กร พร้อมรับมือกับสถานการณ์การลดลงของปริมาณน้ำและการขาดแคลนน้ำ โดยมาตรฐานต่าง ๆ ประกอบด้วยคำศัพท์ แนวคิด และหลักการ ซึ่งแต่ละองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะการประกอบกิจการของตน
การใช้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมในบริบทการจัดการน้ำ ลักษณะการใช้น้ำมีศัพท์ที่น่ารู้ 2 คำ ได้แก่ ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) และการใช้น้ำ (Water consumption)
ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการหรือการดำเนินงานขององค์กรทั้งหมด รวมถึงน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำหมุนเวียน ซึ่งมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรหรือลิตร
โดยทั่วไปแล้ว ในการรายงานปริมาณน้ำที่ใช้มักจะมีการรายงานเป็นต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ลูกบาศก์เมตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์, ลิตร/คน หรือ ลูกบาศก์เมตร/ห้องพัก โดยจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป
สำหรับคำว่า การใช้น้ำ (Water consumption) ที่หากอ้างถึงปริมาณการใช้แล้วอาจมีน้อยกว่าปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) เนื่องจากน้ำบางส่วนอาจติดไปกับผลิตภัณฑ์หรือระเหยไปในบรรยากาศ ทำให้ไม่สามารถคืนสู่แหล่งน้ำดั้งเดิมหรือนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว การใช้น้ำตลอดทั้งกระบวนการผลิตหรือการบริการขององค์กรนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้หรือปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) ต้องมีค่าเท่ากับปริมาณน้ำไหลออก (Outflow) เสมอ ซึ่งประเมินได้โดยการทำสมดุลน้ำ (Water balance) ใช้ในกรณีต้องการคำนวณหาปริมาณน้ำที่องค์กรใช้จริง และนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจวางแผนการปรับปรุง พัฒนาสมรรถนะของการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อไป
นอกจากนี้ แนวคิดวัฏจักรชีวิต (Life cycle) ซึ่งเป็นที่นิยมในวงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ในบริบทของการประเมินผลกระทบจากการใช้น้ำ เรียกว่าการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) ของผลิตภัณฑ์ ทำได้โดยการวิเคราะห์หาปริมาณการใช้น้ำเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เริ่มตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนผลิต การส่งมอบผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้บริโภค จนกระทั่งการกำจัดซากหลังการใช้งาน โดยนิยมวัดในหน่วยของปริมาณน้ำที่ใช้ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Functional Unit) ตัวอย่างเช่น ลิตร/ผลิตภัณฑ์ 1 หน่วย
สำหรับในแง่มุมของการวัดประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำขององค์กร มีตัวชี้วัด 2 ประเภทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (Business activity indicator) ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น การกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้น้ำของแต่ละกิจการ เช่น กิจการ ประเภทอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นปริมาตรหรือมวลของผลิตภัณฑ์ กิจการประเภทสำนักงาน โรงพยาบาล ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นจำนวนพนักงานหรือจำนวนคนที่ใช้บริการ และกิจการประเภทธุรกิจโรงแรม อาจกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจเป็นจำนวนห้องที่มีผู้เข้าพัก เป็นต้น ตัวชี้วัดอีกประเภทสำหรับอ้างถึงปริมาณน้ำสุทธิใช้ในกิจกรรมการดำเนินธุรกิจ แต่ไม่รวมปริมาณน้ำที่มีการรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ ศัพท์ใช้คำว่า ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water efficiency indicator) ซึ่งจะแสดงถึงปริมาณน้ำที่ใช้จริงต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (BAI: Business activity indicator) ตัวอย่างเช่น โรงงานแห่งหนึ่งมีประสิทธิภาพการใช้น้ำเท่ากับ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ แสดงว่าโรงงานแห่งนี้ได้กำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ คือ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ หากองค์กรมีการนำน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต มาผ่านการบำบัดให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เราเรียกน้ำนั้นว่า น้ำหมุนเวียน (Reclaimed water)
ดังนั้น ทุกองค์กรที่ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ควรแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency performance) ขององค์กร โดยการใช้น้ำปริมาณลดลง หรือการใช้ประโยชน์จากน้ำที่องค์กรดึงมาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด
การนำเสนอนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เป็นเพียงหนึ่งในชุดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ ได้มีความเข้าใจในการตีความเนื้อหาเบื้องต้นด้านการจัดการน้ำได้อย่างถูกต้อง
สำหรับท่านที่สนใจแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โปรดติดตามบทความในวารสารออนไลน์ MASCI Innoversity ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาที่ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผน และนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำไปปฏิบัติภายในองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อไป
ที่มา :