ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเช่นเดียวกับเรื่องของอาชีวอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่เกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19 เช่นในปัจจุบัน

ตอนนี้ โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป ความท้าทายหลักคือการทำให้ธุรกิจลอยตัวอยู่ได้ท่ามกลางความถดถอยทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการจัดการให้มีความปลอดภัยในการทำงานสำหรับคนที่ยังสามารถทำงานอยู่ได้และคนที่เตรียมพร้อมที่จะกลับมาทำงานอีกครั้ง

เนื่องในโอกาสวันความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยสากลซึ่งตรงกับวันที่ 28 เมษายนของทุกปี จึงขอกล่าวถึงเรื่องที่ไอเอสโอได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน กล่าวคือไอเอสโอเป็นองค์กรอีกแห่งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความพยายามและแนวทางในการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการการจัดการให้มีความปลอดภัยในการทำงานทั้งในภาวะปกติและในภาวะที่เกิดวิกฤตโรคระบาดไวรัสโคโรนาอยู่ในขณะนี้

สำหรับปีนี้หัวข้อในการรณรงค์วันความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยสากล คือ “หยุดยั้งโรคระบาด: ความปลอดภัยและสุขภาพสามารถช่วยชีวิตเราได้” ซึ่งช่วยให้เราจดจำถึงความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งองค์กรทั่วโลกต่างต้องเผชิญในเวลานี้และช่วยยกระดับความตระหนักถึงความสำคัญของบริการด้านสุขภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยด้วย

ISO 45001, Occupational health and safety management systems – Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานสากลการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพียงมาตรฐานเดียวและมาตรฐานแรกที่ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ดี ซึ่งให้แนวทางที่เป็นประโยชน์และกรอบการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับงาน ปกป้องสุขภาพและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน

อย่างไรก็ตาม สุขภาพในที่ทำงานไม่ได้จำกัดเพียงแค่ความปลอดภัยทางกายภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเท่านั้น ความเครียดและความกลัวยังนำไปสู่ผลกระทบอื่นได้อีกด้วย ผู้ปฏิบัติงานทั่วโลกจึงอาจได้รับผลกระทบของความไม่แน่นอนที่มากกว่ารวมทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตลงได้

ไอเอสโอตระหนักถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงได้พัฒนามาตรฐานอีกฉบับหนึ่งขึ้นมาเพื่อเสริมมาตรฐาน ISO 45001 ให้ครอบคลุมในเรื่องจิตวิทยาด้วย ซึ่งก็คือ มาตรฐาน ISO 45003, Occupational health and safety management – Psychological health and safety in the workplace – Guidelines ซึ่งจะให้แนวทางในเรื่องข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 45001 ที่เกี่ยวกับการจัดการด้านสุขภาพจิตและความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

มาตรฐานนี้เน้นในเรื่องที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต รวมทั้งการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิผล แรงกดดันที่มีมากเกินไป ความเป็นผู้นำที่ไม่ดี และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งไอเอสโอคาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จภายในปี 2564 (ค.ศ.2021)

มาตรฐาน ISO 45001 และมาตรฐาน ISO 45003 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational health and safety management โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้ที่ห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2504.html

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 7 เมษายนของทุกปี เป็นวันอนามัยโลก (World Health Day) เพื่อรณรงค์ให้พลเมืองโลกและภาคีเครือข่ายตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพ และได้รับการส่งเสริมด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ซึ่งในปี 2563 นี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ปี 2563 เป็นปีแห่ง “การสนับสนุนพยาบาลและผดุงครรภ์” (Support Nurses and Midwives)

จากเหตุการณ์ปกติทั่วไป นอกเหนือจากแพทย์แล้ว พยาบาลและผดุงครรภ์เป็นบุคลากรอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานด้านสาธารณสุขอยู่ในแนวหน้าในการดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่แค่ช่วงที่เกิดโรคระบาดอย่างไวรัสโคโรนา หรือ Covid-19 เท่านั้น ผู้ป่วยยังต้องการบริการทางการแพทย์ในด้านอื่นรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพและการดูแลครรภ์ก่อนและหลังคลอด และการที่บุคลากรเหล่านี้จะทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้การทำงานครอบคลุมถึงการสาธารณสุขระดับสากล

ไอเอสโอมีมาตรฐานสากลที่จะช่วยสนับสนุนแนวคิดขององค์การอนามัยโลกในการให้การศึกษาพยาบาลและผดุงครรภ์ผ่านทางมาตรฐานสากลซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำและจะส่งผลในเชิงเศรษฐกิจด้วย

การที่พยาบาลและผดุงครรภ์สามารถทำงานจะงานได้อย่างเต็มศักยภาพนั้น จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเรื่องสาธารณสุข การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ และการสนับสนุนความแข็งแกร่งทางการเงินของเศรษฐกิจ

ในขณะที่เราเฉลิมฉลองวันอนามัยโลกด้วยเป้าหมายที่มีอยู่ในใจนั้น ไอเอสโอเพิ่งอนุมัติโครงการพัฒนาข้อกำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการสากล (International Workshop Agreement: IWA) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงคุณภาพของสภาพแวดล้อมด้านการเรียนรู้ทางคลินิก

IWA ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้คือ IWA 35, Quality of clinical learning environments for healthcare professionals – Requirements ทั้งนี้ เพื่อเสนอแนวทางสากลในการทำให้มั่นใจในด้านสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ด้านคลินิกสำหรับผู้ที่กำลังฝึกฝนปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก รวมทั้งพยาบาลและผดุงครรภ์

แซลลี่ สวินจ์วูด ผู้ประสานงานของกลุ่มงานไอเอสโอที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่างานด้านพยาบาลและผดุงครรภ์นับเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของแรงงานด้านการดูแลสุขภาพในหลายประเทศ ซึ่งเมื่อประกอบกับการขาดแคลนมืออาชีพด้านการดูแลสุขภาพก็หมายความว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับประสบการณ์ด้านคลินิกซึ่งต้องมีอุปกรณ์ที่ดีเพื่อปรับใช้ตามความต้องการของคนไข้ที่มีอยู่หลากหลายอย่างกว้างขวาง

แซลลี่ สวินจ์วูด ได้ทำการปรับปรุงการฝึกฝนด้านการจัดให้มีการศึกษาเกี่ยวกับการพยาบาล แต่การอพยพเคลื่อนย้ายที่เพิ่มมากขึ้นทำให้มีความต้องการบุคลากรมืออาชีพด้านการดูแลสุขภาพมากขึ้นในวงกว้าง

ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานอีกฉบับหนึ่งที่มีเป้าหมายในการสนับสนุนพยาบาลและผดุงครรภ์ระดับบริหารด้วย ได้แก่ มาตรฐาน ISO 22956, Healthcare organization management – Guidelines for patient-centered staffing ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรด้านการดูแลสุขภาพมีการพิจารณาที่ดีที่สุดและเตรียมการด้านความสามารถของผู้ปฏิบัติงานด้านนี้รวมทั้งทรัพยากรที่จำเป็นซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการของคนไข้

ดร.เวอโรนิกา มัสควิส เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่รับผิดชอบมาตรฐานดังกล่าวระบุว่า COVID-19 ได้รับการประกาศว่าเป็นโรคระบาดระดับโลกซึ่งทั่วโลกมีความชื่นชมบุคลากรที่เป็นพยาบาลและผดุงครรภ์ผู้ซึ่งอุทิศตนและเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวมและให้ความสำคัญในการดูแลคนไข้ในช่วงเวลาของการเกิดโรคระบาดนี้

มาตรฐานนี้ยอมรับว่าพยาบาลและผดุงครรภ์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ รวมทั้งทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งแนวทางที่ให้ความสำคัญกับคนไข้เป็นหลักนั้นจะมีส่งผลดีต่อการดูแลคนไข้อย่างมีคุณภาพด้วยความปลอดภัย

เมื่อ IWA และ ISO 22956 ได้รับการเผยแพร่แล้ว เอกสารทั้งสองฉบับนั้นจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพร่วมกับมาตรฐานไอเอสโอฉบับอื่นต่อไป

มาตรฐาน ISO 22956 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 304, Healthcare organization management โดยมีเลขานุการคือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2499.html

เวลานี้ โลกของเราอยู่สถานการณ์ที่เผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรนาไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสุขภาพส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสังคมและเศรษฐกิจด้วย และมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่เป็นเวลาอีกนานจนอาจกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา  ดังนั้น เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสถานการณ์นี้ และควรเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอย่างไร

ก่อนหน้านี้ ธุรกิจเป็นจำนวนมากถูกดิสรัพท์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านต่างๆ เมื่อมาถึงตอนนี้ ธุรกิจเป็นจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะที่เผชิญกับความเสี่ยงทางธุรกิจ มีธุรกิจไม่มากนักที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้  เจ้าของธุรกิจและซีอีโอต่างต้องอาศัยความอดทนเพียรพยายาม  ความรู้ และความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม วิกฤตขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ ทำให้เกิดความท้าทายที่จะต้องต่อสู้และรับมือกับอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีแผนการที่เป็นระบบเพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามของโรคระบาดที่ส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจอันเปราะบางทั่วโลก

มาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการเริ่มต้นในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว  ภาคอุตสาหกรรมเรียกมาตรฐานนี้ว่า BCMS หรือ ISO 22301, Business Continuity Management และยังมีมาตรฐานไอเอสโอฉบับอื่นที่สามารถนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานการณ์นี้ด้วยเช่นกัน

ธรรมชาติของธุรกิจทั่วโลกที่มีความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ จึงอาจทำให้เราเตรียมการรับมือได้ยาก แต่ข่าวดีคือข้อมูลที่ละเอียดมากพอจะทำให้เราเข้าใจทั้งสาเหตุและผลกระทบของการดิสรัพท์อย่างชัดเจนมากขึ้น แนวทางการขับเคลื่อนข้อมูลเช่นนี้เป็นศูนย์กลางของมาตรฐาน ISO 22301 ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเมื่อปีที่แล้วภายใต้การนำของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 292, Security and Resilience

เมื่อคิดถึง BCMS ในแง่ของมาตรการป้องกัน ผู้นำและผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมอาจตั้งคำถามว่าแล้วจะสายเกินไปไหมสำหรับการเริ่มต้นในตอนนี้

เมื่อถึงเวลาต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่จะมีสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าต้องทำ จึงไม่อยากเริ่มต้นสิ่งใหม่  แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถวางใจได้ก็คือ คุณสามารถทำได้และคุณไม่ต้องลงทุนเพื่อเตรียมการด้วยตัวเอง เราได้เรียนรู้แล้วว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักลง เราจำเป็นต้องเตรียมแผนการล่วงหน้าเพื่อพร้อมรับมือและพยายามดำเนินกิจการเพื่อให้ธุรกิจพลิกฟื้นกลับมาโดยเร็วที่สุด ดังนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยใช้มาตรฐานนี้และไม่เคยคิดถึงมาตรฐาน BCMS มาก่อนด้วยซ้ำ แต่คุณสามารถทำได้ และเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเริ่มต้น

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจของมาตรฐาน BCMS ได้ MASCI Innoversity ในเร็วๆ นี้ค่ะ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2494.html

องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์น้ำของโลก (World Day for Water) อันเนื่องมาจากปัญหาโลกร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฏจักรน้ำบนโลกอย่างฝนแล้ง น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติต่างๆ และยังส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรโลก ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการด้วย

ปัจจุบัน สถานการณ์วิกฤตน้ำทั่วโลกส่งผลให้บางประเทศมีน้ำใช้ลดลง ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ หรือประสบปัญหามลพิษทางน้ำหรือแหล่งน้ำเสีย  ภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกจึงปรับตัวและเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยนำวิธีการบริหารจัดการน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในองค์กร เพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้เมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตน้ำ

จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการทำงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนพบว่ามีปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่สามารถนำองค์กรไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และองค์กรทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้

ประการแรก ความมุ่งมั่นและกลยุทธ์ขององค์กร โดยการกำหนดเป้าหมาย พันธกิจ กลยุทธ์ในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และการประเมินความเสี่ยงของแหล่งน้ำที่นำมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม การบริหารเชิงกลยุทธ์จะช่วยให้องค์กรกำหนดและพัฒนาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันขึ้นมาได้ และเป็นแนวทางที่บุคลากรภายในองค์กรรู้ว่าจะใช้ความพยายามไปในทิศทางใดจึงจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

ประการที่สอง การบริหารจัดการน้ำ ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและควรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตลอดทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้วิเคราะห์ได้ง่าย สามารถวางแผนและแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างมาตรฐานสากลที่สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เช่น มาตรฐาน ISO 46001: 2019 ระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency management systems – Requirements with guidance for use) และมาตรฐาน  ISO 14046: 2014 การจัดการสิ่งแวดล้อม – วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ – แนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับเอสเอ็มอี (Environmental Management – Water Footprint – A Practical Guide for SMEs)
เป็นต้น

ประการที่สาม นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยการนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแนวคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กร เช่น การหาเทคโนโลยีที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสียให้สามารถกลับมาใช้ใหม่ หรือการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการใช้น้ำในกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดี ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ครั้งเดียวหลายด้าน หลายกระบวนการขององค์กร

ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยองค์กรควรสร้างความรู้และความตระหนักให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้รับทราบถึงแนวทางในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และควรแสวงหาโอกาสความเป็นไปได้ในการใช้ขอบเขตอิทธิพลขององค์กรในการส่งเสริมองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าให้นำแนวปฏิบัติที่ดีด้านการจัดการน้ำมาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นส่วนสนับสนุนให้องค์กรได้บรรลุผลตามเป้าหมายของการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาตลอดวัฐจักรชีวิต (Life Cycle Perspective)

ประการสุดท้าย เครือข่ายทางสังคมและการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น ในรูปแบบของการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ  และชุมชน หรือที่เรียกกันว่า “การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ” โดยทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือกันในการเป็นแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ ทั้งทางด้านทักษะและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการร่วมมือกับองค์กรอื่นที่มีลักษณะธุรกิจประเภทเดียวกัน เพื่อผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพของระบบการจัดการน้ำและเป็นระบบที่ยั่งยืน

ปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ได้นำเสนอเพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรในการริเริ่มหรือปรับแนวทางการกำกับดูแลองค์กร กระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาส และการบริหารความเสี่ยง เช่น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  เป็นต้น เพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม และสามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาวิกฤตน้ำของโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2452315116301424
  2. http://www.wwf.or.th/what_we_do/wetlands_and_production_landscape/freshwater/
  3. https://www.unwater.org/water-facts/scarcity/

ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่เป็นจำนวนมากนิยมใช้ซอฟต์แวร์ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรเพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้องค์กรสามารถจัดการและติดตามกระบวนการงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ระบบงานทางบัญชีและการเงิน ระบบงานทรัพยากรบุคคล ระบบกระจายสินค้า และการทำรายงานทางการเงิน เป็นต้น

เนื่องจากธรรมชาติของข้อมูลที่อยู่ในระบบ ERP มีการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันซึ่งหากองค์กรนำไปใช้งานแล้วจะพัฒนากระบวนการทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอกสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละองค์กรจะแตกต่างกันไปตามระบบที่มีการออกแบบให้เหมาะสมกับองค์กร เช่น ด้านเนื้อหาข้อมูล รูปแบบข้อมูล รายงานการปฏิบัติงาน รายงานการบริหารจัดการ และรายงานทางการเงิน เป็นต้น

ล่าสุด ไอเอสโอพัฒนามาตรฐาน ISO 21378: 2019, Audit data collection ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ตรวจประเมินมีการเข้าถึงและถอดรหัสข้อมูลการตรวจประเมินด้วยมาตรฐานกระบวนการระบุ จำแนก และรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลการตรวจประเมินทำได้ง่าย  โปร่งใส  และไม่ทำงานซ้ำซ้อน ซึ่งจะทำให้ผู้ตรวจประเมินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถรวบรวมข้อมูลการตรวจประเมินได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้มากขึ้น

อนึ่ง ตามวัตถุประสงค์ ISO 21378 ของมาตรฐานดังกล่าว การประเมินที่ระบุในมาตรฐานนั้นหมายถึงการตรวจสอบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงินและสถานะทางการเงินขององค์กรเพื่อตรวจสอบว่าบันทึกข้อมูลนั้นมีการนำเสนออย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าวมีการกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันสำหรับองค์ประกอบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจและจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อสกัดเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องออกมา และยังทำให้มีวิธีการในการแสดงข้อมูลอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะใช้ระบบ ERP หรือไม่ก็ตามซึ่งสามารถใช้กับงานหลายด้าน เช่น การขาย บัญชี  สินค้าคงคลัง สินทรัพย์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจด้านการบริหารจัดการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

มาตรฐานใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอก ผู้รับการตรวจประเมิน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ขายซอฟแวร์ ERP เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาในการรวบรวมข้อมูลองค์กรและช่วยปรับปรุงการรวบรวมข้อมูลและช่วยในเรื่องรายงานการตรวจประเมินทางการเงิน

มาตรฐาน ISO 21378 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 295, Audit data services  ซึ่งมีเลขานุการคือ SAC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2460.html
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:21378:ed-1:v1:en

กีฬาโอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่ดึงดูดให้คนทั่วโลกเข้าไปท่องเที่ยวและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน พร้อมกันนั้นก็นำมาซึ่งความเสี่ยงหรืออันตรายในด้านความมั่นคงปลอดภัยด้วย และเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานใหม่ที่จะช่วยให้เมืองมีการจัดการกับงานใหญ่ๆ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสาธารณชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงาน

มาตรฐาน ISO 22379, Security and resilience – Guidelines for hosting and organizing large citywide events มีเป้าหมายในการจัดเตรียมแนวทางและความเชี่ยวชาญด้านวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง ความปลอดภัยของสาธารณชน และความต่อเนื่องของการบริการระหว่างที่มีการจัดงานใหญ่

มาตรฐานนี้จะเป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกของโลกที่จะนำเอาความรู้และวิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในการจัดการใหญ่อย่างโอลิมปิกฤดูร้อนที่โตเกียว ในปี 2020 และโอลิมปิกฤดูหนาวในปักกิ่ง รวมทั้งงานเบอร์ลินมาราธอน เข้ามารวมกัน

อีวาร์โคลุนด์ ผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่พัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้มาตรฐานนี้ทรงคุณค่าและโดดเด่นไม่เหมือนใครก็คือมาตรฐานนี้จะเป็นผลผลิตของบทเรียนและการเรียนรู้ของเมืองจำนวนมากและผู้จัดงานอีเว้นท์ทั่วโลก

เขากล่าวว่า เมืองจำนวนมากมองว่าอีเว้นท์ระดับสากลเช่นนี้ดึงดูดผู้คนจำนวนมากเข้ามาและเป็นวิธีการหลักในการส่งเสริมเมืองให้ก้าวไปสู่ระดับโลก แต่การที่จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร

สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในปัจจุบันก็คือแต่ละเมืองเริ่มต้นวางแผนงานจากศูนย์โดยไม่ได้รับเอาความรู้เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญหรือความสามารถหรือวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของเมืองอื่นเข้ามาใช้ ดังนั้น มาตรฐานนี้จะช่วยเมืองหรือผู้ใช้งานได้เรียนรู้และได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันเรื่องราวดังกล่าว

ลุนด์กล่าวว่าถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังไม่มีมาตรฐานสากลใดที่สามารถกล่าวถึงองค์ประกอบทั้งหมดในการเตรียมงานแบบองค์รวม ตลอดจนการลงมือจัดงานให้ประสบความสำเร็จและประเมินผลการทำงานในลักษณะที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีความยั่งยืน

การใช้มาตรฐาน ISO 22379 จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดอีเว้นท์ขนาดใหญ่มีการปรับปรุงที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เมืองมีความสามารถในการเป็นเจ้าภาพในแบบที่มีส่วนร่วมต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วย

มาตรฐาน ISO 22379 ยังช่วยให้เมืองตัดสินใจว่าควรจะจัดงานหรือไม่ เนื่องจากจะช่วยให้เมืองสามารถระบุความเสี่ยงที่แท้จริงและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย

มาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO 20121, Event sustainability management systems – Requirements with guidance for use ซึ่งให้กรอบการทำงานสำหรับการปฏิบัติงานในอีเว้นท์ที่ยั่งยืนในระดับสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน มาตรฐานยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการพัฒนา

มาตรฐานนี้ ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience ซึ่งมี SIS  สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน เป็นเลขานุการ

มาตรฐานดังกล่าวมีส่วนในการส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อ 3 Good Health and Well-being, ข้อ 6 Clean Water and Sanitation, ข้อ 7 Affordable and Clean Energy, ข้อ 8 Decent Work and Economic Growth, ข้อ 9 Industry, Innovation and Infrastructure, ข้อ 10 Reduced Inequality, ข้อ 11 Sustainable Cities and Communities, ข้อ 12 Responsible Consumption and Production, ข้อ 13 Climate Action, Peace และข้อ 16 Justice and Strong Institutions

 

ที่มา:  https://www.iso.org/news/ref2458.html

องค์กรมีการประเมินและให้คุณค่าความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร  อันที่จริงแล้ว มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่จะบอกเราได้ แต่ข้อมูลที่จะทำให้เราสามารถตัดสินคุณค่าที่แท้จริงกลับมีไม่มากนัก  ล่าสุด ไอเอสโอได้เตรียมคำตอบให้กับเราแล้ว

องค์กรสามารถวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมกับองค์กรเพื่อกำหนดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ที่จะได้รับ แต่วิธีไหนจะเป็นวิธีที่องค์กรควรใช้นั้น ไอเอสโอ ได้เข้ามาช่วยเราแล้วด้วยการให้แนวทางวิธีการตามมาตรฐาน ISO 14007, Environmental management – Guidelines for determining environmental costs and benefits

องค์กรจำเป็นต้องรู้ว่าตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมและกลยุทธ์ใดที่ช่วยในเชิงเศรษฐกิจได้ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ต้นทุนด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญในทางกลยุทธ์และวิธีการที่จะนำไปสู่โครงการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ISO 14007 ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดและสื่อสารด้านต้นทุนและประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของตัวองค์กรเอง  และยังช่วยบอกองค์กรให้รู้ว่าจะทำการวิเคราะห์ความคุ้มค่าหรือประสิทธิภาพด้านต้นทุนอย่างไรในกรณีที่องค์กรมีทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป

มาร์ติน แบกซ์เตอร์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207 คณะอนุกรรมการ SC 1, Environmental management systems อธิบายว่าปัจจุบัน มีแรงผลักดันมากขึ้นในการประเมินต้นทุนทางธรรมชาติเช่นเดียวกับความต้องการในการประเมินทางการเงินสำหรับลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรและผลกระทบ

มาตรฐาน ISO 14007 ช่วยให้มีการสร้างข้อมูลที่โปร่งใสและแม่นยำ  ลดอุปสรรคด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยให้เข้าใจคุณค่าของความยั่งยืน

ส่วนมาตรฐานใหม่อย่าง ISO 14008 Monetary valuation of environmental impacts and related environmental aspects เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งอธิบายวิธีการประเมินลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบซึ่งมีการจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและประโยชน์ดังกล่าว ดังนั้น ทั้งจึงแนะนำให้ใช้มาตรฐานสองฉบับนี้ควบคู่กัน

ความยั่งยืนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาไว้ซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของคนในปัจจุบันและเพื่อลูกหลานในอนาคต และความเป็นอยู่ที่ดีนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจซึ่งต้นทุนทางธรรมชาติก็มีบทบาทสำคัญสำหรับอนาคต

สำหรับมาตรฐาน ISO 14007 ได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 1, Environmental management systems โดยมีเลขานุการคือ SCC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

 

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2456.html

มาตรฐานเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราทุกด้าน นักพัฒนามาตรฐานจึงต้องมาจากทุกภาคส่วนของสังคม ไอเอสโอจึงได้ปรับปรุงแนวทางสากลใหม่สำหรับความสามารถที่จำเป็นต้องมีของมืออาชีพด้านมาตรฐาน และทำให้ทักษะมีความกลมกลืนไปในแนวทางเดียวกันรวมทั้งดึงดูดผู้ที่มีความรู้ความสามารถใหม่ๆ ให้เข้ามาในชุมชนมาตรฐานด้วย

นับตั้งแต่ข้อกำหนดของบริษัทไปจนถึงแนวทางระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล มีมาตรฐานอยู่หลายชนิดและนับพันรายการ หากไม่ใช่มืออาชีพด้านมาตรฐานนับล้านคนที่มาทำงานด้วยกัน มาตรฐานเหล่านั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรฐานมีความหลากหลาย จึงจำเป็นต้องมีทักษะร่วมกันหลายอย่าง เช่นแนวทางที่หลากหลายที่มีอยู่ในโครงการคุณสมบัติระดับชาติในหลายประเทศและแนวทางการศึกษาของกลุ่มความร่วมมือเอเปคสำหรับมาตรฐานมืออาชีพเล่ม 5 (Education Guideline 5: Inspiring the Next Generation of Standards Professionals – Towards Job Profiling in Today’s Global World) และเล่ม 6 (Education Guideline 6: Career Roadmap and Competence Requirements for Standards Professionals)

ไอเอสโอได้พัฒนาข้อตกลงเชิงปฏิบัติการสากล International Workshop Agreement (IWA) สองส่วนซึ่งกำหนดความรู้ความสามารถสำหรับองค์กรทั่วโลก เพื่อการยอมรับสำหรับแนวทางระดับสากล และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมืออาชีพที่ทำการพัฒนามาตรฐาน

ส่วนแรกคือ IWA 30-1, Competence of standards professionals – Part 1: In companies ระบุความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับคนที่ทำงานด้านการมาตรฐานให้กับบริษัท ส่วนที่สองคือ IWA 30-2 Competence of standards professionals – Part 2: In standards-related organizations ใช้สำหรับคนที่อยู่ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับส่วนใดส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตด้านมาตรฐาน เอกสารนี้ครอบคลุมโครงสร้างงานหลักและงานรองซึ่งความสามารถร่วมกันที่ต้องมีคือความสามารถที่ต้องมีตามหน้าที่งานและตามโรดแมปของอาชีพสำหรับมืออาชีพด้านมาตรฐาน

ดองกึน ชอง ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่างานด้านการมาตรฐานมีอยู่ทั่วโลกเป็นจำนวนมากมายและยังคงต้องการคนใหม่ๆ มาร่วมงานในชุมชนมาตรฐาน

มาตรฐานมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตั้งใจจะตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป มาตรฐานเหล่านี้จะช่วยให้มืออาชีพใหม่ๆ สามารถเข้าไปทำงานในโลกของการมาตรฐานได้และคนที่มีอาชีพด้านนี้อยู่แล้วก็จะสามารถพัฒนาและปรับปรุงทักษะได้เช่นกัน

ผู้สนใจ IWA 30-1 และ IWA 30-2 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2445.html

ปัจจุบัน ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารไม่เพียงแต่จะมาจากความต้องการของผู้บริโภคหรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความรับผิดชอบในส่วนผู้ผลิต ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ขนส่ง และผู้จัดจำหน่ายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของการขนส่งและการจัดเก็บ นับว่าเป็นองค์ประกอบที่แยกกันไม่ขาดสำหรับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของอาหาร ปัจจุบัน แนวทางสากลใหม่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้เพื่อช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยทุกๆ จุดตลอดซัพพลายเชนของอาหาร

ข้อกำหนดหลักของมาตรฐาน  ISO 22000 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดฉบับหนึ่งของโลกในด้านความปลอดภัยของห่วงโซ่อาหาร จัดเป็นเอกสารโปรแกรมสุขลักษณะพื้นฐาน (Prerequisite Program:  PRPs) สำหรับผู้ผลิตอาหาร ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานและกิจกรรมที่จำเป็นสำหรับองค์กรและซัพพลายเชนทั้งหมดเพื่อดูแลในด้านความปลอดภัยของอาหาร เรื่องเหล่านี้ ไอเอสโอให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงได้มีการจัดทำข้อกำหนดทางวิชาการ (technical specifications: TS) เพื่อช่วยควบคุมให้มีความปลอดภัยในกระบวนการผลิตอาหาร

มาตรฐานล่าสุดที่ไอเอสโอได้ตีพิมพ์เผยแพร่ คือ ISO/TS 22002-5, Prerequisite programmes on food safety – Part 5: Transport and storage ซึ่งมีโครงสร้างข้อกำหนดเกี่ยวกับ PRPs สำหรับการขนส่งและการจัดเก็บในห่วงโซ่อาหาร

อาลี รับปินจ์ จากกลุ่มงานที่พัฒนาข้อกำหนดทางวิชาการนี้ กล่าวว่า ISO/TS 22002-5 จะช่วยให้การขนส่งอาหารมีการปกป้องในเรื่องอาหาร ส่วนประกอบ วัตถุดิบ และการบรรจุหีบห่อที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้ผลิต ทำให้มั่นใจว่าอาหารที่ส่งมอบไปยังผู้บริโภคมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

การใช้ข้อกำหนดดังกล่าวจะช่วยให้แนวทางความปลอดภัยด้านอาหารเป็นไปในแนวทางเดียวกันตลอดทั้งห่วงโซ่อาหารซึ่งง่ายต่อการควบคุมและตรวจสอบ และสามารถลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนลงได้

ISO/TS 22002-5 เป็นหนึ่งในชุดข้อกำหนด 6 ข้อของ PRPs ในเรื่องความปลอดภัยที่มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้นำมาตรฐานไปใช้งานสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดของ ISO 22000 ได้ ชุดมาตรฐานนี้ประกอบด้วย

ส่วน ISO/TS 22002-5 เป็นข้อกำหนดทางเทคนิควิชาการ 1 ใน 6 ของ PRPs ด้านความปลอดภัยของอาหารที่มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้ใช้มาตรฐานสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดตามมาตรฐาน ISO 22000

ISO/TS 22002-5 ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 10, Transport and storage ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34, Food products คณะอนุกรรมการ SC 17,  Management systems for food safety โดยมีเลขานุการคณะอนุกรรมการคือ DS ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเดนมาร์ก

ผู้สนใจชุดมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2444.html

การจัดซื้อขององค์กรเป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งขององค์กรซึ่งผู้บริหารไม่อาจมองข้ามไปได้ ปัจจุบัน องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญกับการจัดซื้อที่ยั่งยืน โดยมีการคำนึงถึงเกณฑ์ด้านความยั่งยืนในการประเมินการจัดซื้อขององค์กรด้วย และเกณฑ์หรือมาตรฐานจะมีมุมมองครอบคลุมกระบวนการการตัดสินใจซื้ออย่างรอบด้านซึ่งการจัดซื้อของทุกองค์กรต่างมีผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

องค์กรใหญ่ๆ ที่มีการนำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้งาน ได้แก่ ธนาคารโลก ซึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2562 ได้จัดทำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนโดยกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนให้กับพนักงานและโครงการที่มีการลงทุนกับธนาคารในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญ เช่น ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความมีประสิทธิภาพ ความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เป็นต้น นอกจากนี้ เมื่อปี 2558 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ก็ได้กำหนดกลยุทธ์การจัดซื้อโดยคำนึงถึงประโยชน์ของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนเช่นกัน (UNDP Procurement Strategy 2015 – 2017)

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20400 การจัดซื้ออย่างยั่งยืน เพื่อให้องค์กรทั่วโลกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งจะมีส่วนต่อความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบด้วย โดยองค์กรสามารถรวมนโยบายการจัดซื้อและวิธีปฏิบัติเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงซึ่งจะทำให้องค์กรมองเห็นโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนเป็นโอกาสที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรด้วยการปรับปรุงด้านผลผลิต การประเมินคุณค่าและสมรรถนะ การส่งเสริมการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อ ซัพพลายเออร์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด รวมทั้งการส่งเสริมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร

มาตรฐาน ISO 20400 จะทำให้องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้มีความเข้าใจเรื่องของการจัดซื้ออย่างยั่งยืน และผลกระทบที่เกิดขึ้นของกิจกรรมจัดซื้อโดยคำนึงถึงเรื่องของนโยบาย กลยุทธ์ องค์กร และกระบวนการ รวมทั้งวิธีการนำการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้ในองค์กร ทั้งนี้ มาตรฐาน ISO 20400 ยังใช้หัวข้อหลักของความรับผิดชอบทางสังคมที่นำมาจากมาตรฐาน ISO 26000, Guidance on social responsibility เพื่อทำให้องค์กรมีกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจากการกระบวนการจัดซื้อผ่านทางซัพพลายเชนขององค์กรด้วย

องค์กรทุกประเภทและทุกขนาดสามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ซึ่งการนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่บริบทและลักษณะของแต่ละองค์กร โดยการนำไปใช้งานนั้นให้ใช้แนวคิดที่เหมาะสมกับขนาดขององค์กร และสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่นำไปใช้ก็จะช่วยส่งเสริมองค์กรขนาดเล็กและองค์กรขนาดกลางที่เป็นซัพพลายเชนให้มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นด้วย

ที่มา : https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:20400:ed-1:v1:en