วันที่ 27 กันยายนของทุกปี องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNWTO) ได้กำหนดให้เป็นวันท่องเที่ยวโลก ซึ่งไอเอสโอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนทั่วโลกด้วยการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยว และในปีนี้ได้มีส่วนร่วมในหัวข้อ “การท่องเที่ยวและงาน: อนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน”

พาลัด ซิงห์ พาเทล รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของอินเดียซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันท่องเที่ยวโลกกล่าวว่า  การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนชั้นนำที่มีการจ้างงานถึง 10% ของการจ้างงานทั่วโลก และการพัฒนาการท่องเที่ยวมีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงต่อการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาตรฐานหลายมาตรฐานของไอเอสโอมีส่วนช่วยสนับสนุนให้โลกมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างงานที่ดี มีคุณค่ามากขึ้นด้วย

นาตาเลีย ออร์ทิส เดซาราเต ผู้จัดการคณะกรรมการวิชาการของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอที่ทุ่มเทให้กับอุตสหกรรมท่องเที่ยว กล่าวว่าไอเอสโอมีมาตรฐานจำนวนมากที่มีเป้าหมายในการปรับปรุงความสามารถของบุคลากรที่ทำงานในภาคส่วนการท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน ISO 24802, Recreational diving services – Requirements for the training of scuba instructors และ ISO 13970, Recreational diving services – Requirements for the training of recreational snorkelling guides ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีปฏิบัติในระดับสากลที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำน้ำ

มาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจในคุณภาพในระดับสูงอันนำมาซึ่งประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมดำน้ำและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ  อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ISO/TR 21102, Adventure tourism – Leaders – Personnel competence ซึ่งเป็นรายงานทางวิชาการที่ให้รายละเอียดว่าตลาดคำนึงถึงอะไรว่าเป็นความสามารถที่จำเป็น ทำให้นายจ้างมีแนวทางในการเปรียบเทียบในระดับสากลและลูกจ้างมีสิ่งที่ใช้เป็นแนวทางเดียวกันในการแข่งขันกับผู้อื่น

ความมั่นคงและความปลอดภัยเป็นใบผ่านทางไปสู่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งทำให้มั่นใจในข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว และยังสร้างสรรค์งานได้มากขึ้นด้วย

ไอเอสโอยังมีมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอีกจำนวนมากที่ช่วยปรับปรุงเรื่องของความยั่งยืน ความปลอดภัย และความเป็นมืออาชีพในกิจกรรมการท่องเที่ยว  ทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 21101, Adventure tourism – Safety management systems – Requirements เป็นมาตรฐานที่ทำให้ผู้ให้บริการกิจกรรมท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีแนวทางระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมมีประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผู้ปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีสมรรถนะด้านความปลอดภัย สามารถตอบสนองความคาดหวังสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมและความปลอดภัยของพนักงาน รวมทั้งสนับสนุนความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายที่มีการประยุกต์ใช้

ISO 20611, Adventure tourism – Good practices for sustainability – Requirements and recommendations เป็นมาตรฐานที่เป็นเค้าโครงวิธีการขององค์กรการท่องเที่ยวแบบผจญภัยสามารถนำไปใช้ปฏิบัติอย่างยั่งยืนและส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่อ่อนโยนสำหรับผู้มีส่วนร่วมและชุมชนท้องถิ่น

ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับช่วยในการวางแผนอย่างรอบคอบและมีการประเมินความเสี่ยง เช่น การใช้แห่งทรัพยากรพลังงานใช้ซ้ำ มีความตระหนักถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับของเสียและในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศอันเปราะบาง

ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements ช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและการมีส่วนร่วมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่อยู่ในระหว่งการพัฒนาคือ ISO 22525, Tourism and related services – Medical tourism – Service requirements ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มีการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามระดับที่คนไข้คาดหวัง

มาตรฐานไอเอสโอสำหรับการท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 228, Tourism and related services  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอในเรื่องการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง  และรับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานในขอบข่ายของคำศัพท์ ข้อกำหนดของการบริการด้านการท่องเที่ยวของผู้ให้บริการการด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้บริโภคมีเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกใช้บริการท่องเที่ยว

สำหรับวันท่องเที่ยวโลกเป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นโดย UNWTO ซึ่งมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอที่ทำการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยวดังกล่าว

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2440.htm
  2. https://www.iso.org/committee/375396.html  

เมื่อปี 2512 (ค.ศ.1969) ผู้คนทั่วโลกยังคงฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ทและไม่มีชิปไมโครโพรเซสเซอร์  แต่ในปีนั้นเอง เป็นปีที่ประวัติศาสตร์โลกได้บันทึกไว้ว่ามนุษยชาติได้เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์แล้ว และความตื่นเต้นของมวลมนุษยชาติที่ได้เห็นมนุษย์เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ก็ได้ผ่านไปแล้วเป็นเวลา 50 ปี

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 เป็นวันครบรอบการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ของยานอพอลโล่ 11 โดยมีนักบินอวกาศที่ลงเหยียบพื้นดวงจันทร์คนแรกเมื่อ 50 ปีที่แล้ว คือ นีล อาร์มสตรอง ตามด้วยบัซ อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นาซายังคงดำเนินภารกิจในการสำรวจจักรวาลต่อไป แต่สิ่งที่คนทั่วโลกได้รับประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมก็คือ “มาตรฐานสากล” ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทในเรื่องความปลอดภัยและปรากฏอยู่ในความสำเร็จของความพยายามในการสำรวจจักรวาลนั้นเอง

มีรายงานว่ามนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์จะมาร่วมฉลองงาน World Space Week 2019 ระหว่างวันที่ 4 – 10 ตุลาคมนี้ด้วย ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อเฉลิมฉลองสัปดาห์อวกาศโลก โดยในปีนี้มีการให้ความสำคัญในหัวข้อ “ดวงจันทร์: ประตูสู่ดวงดาว” (The Moon: Gateway to the Stars) เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีสำหรับภารกิจการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ของยานอวกาศอพอลโล 11 และความสำคัญของดวงจันทร์ในอนาคต (สำหรับประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISDA ได้จัดงานมหกรรมอวกาศระดับนานาชาติ 2019 ไปแล้วเมื่อวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2562 ณ อิมแพคท์ ฟอรั่ม เมืองทองธานี )

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 นักบินอวกาศทั้งสามคนได้แก่ นีล อาร์มสตรอง บัซ อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์ ได้เดินทางไปเยือนสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ค และได้กล่าวในตอนท้ายของงานว่าในเมื่อความหวังที่พลเมืองโลกมีให้กับการแก้ไขปัญหาที่อยู่นอกโลกยังเกิดขึ้นได้ ก็มีความหวังที่จะแก้ปัญหาที่อยู่บนโลกให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน

ไม่ว่าการสำรวจอวกาศจะทำให้อะไรเกิดขึ้นในอีก 50 ปีข้างหน้าก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่จะยังคงอยู่อย่างแน่นอนก็คือการมาตรฐานซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการปรับปรุงความปลอดภัยของยานอวกาศต่อไป

ปัจจุบัน ความพยายามในเรื่องของการมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของยานอวกาศปรากฏอยู่ในการดำเนินงานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 20 20, Aircraft and space vehicles ซึ่งมีผลงานการพัฒนามาตรฐานแล้วเสร็จไปถึง 668 ฉบับ และยังมีมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีก 218 ฉบับ โดยมีเลขานุการของคณะกรรมการวิชาการคือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ได้ส่งนักบินอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์เป็นคนแรกของโลกนั่นเอง

ที่มา :

  1. http://thaiastro.nectec.or.th/library/article/3419/
  2. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISOfocus%20(2013-NOW)/en/2019/ISOfocus_136/ISOfocus_136_en.pdf
  3. https://www.worldspaceweek.org/?fbclid=IwAR0i0Byxprn8vu5pRy8RcLCVIQXBspaEhLQ2FlgLE2K4svghz2QV1I_Z4QI

ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญกำลังประชุมกันเพื่ออภิปรายถึงมาตรฐานใหม่ของไอเอสโอที่จะช่วยวัดปริมาณผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศของสสารที่สามารถนับปริมาณได้

ระบบการคำนวณที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน มีการเน้นไปที่การวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นส่วนใหญ่ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์หรือมีเทน และไอเอสโอมีจำนวนมาตรฐานที่สนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น ชุดมาตรฐาน ISO 14064 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสาระสำคัญอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศซึ่งระบบการวัดในมาตรฐานที่มีอยู่เดิมไม่ครอบคลุม

มาตรฐานใหม่ที่กำลังพัฒนานี้มีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดที่เรียกว่าการแผ่รังสี (radiative forcing) ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่มีการดูดซับไปโดยโลกของเราและพลังงานที่มีการแผ่รังสีกลับไปยังอวกาศ  ซึ่งเมื่อพลังงานที่กำลังแผ่เข้ามายังโลก มีมากกว่าพลังงานที่กลับออกไป ชั้นบรรยากาศของโลกจึงเกิดความอุ่น ดังนั้น อุณหภูมิของโลกจึงสูงขึ้น

มีหลายสิ่งที่สามารถมีผลต่อการแผ่รังสี รวมทั้งก๊าซเรือนกระจก ไอน้ำ และฝุ่นละออง มาตรฐานใหม่จึงเน้นไปที่วิธีการใหม่ในการคำนวณปริมาณนี้ี

บริททิน แอล โบนนิ่ง ผู้จัดการคณะกรรมการกลุ่มพัฒนามาตรฐานได้กล่าวไว้ว่า มาตรฐานแนวทางของ ISO 14082 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะขยายขอบข่ายมาตรฐานไอเอสโอเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปด้วยการพิจารณาถึงฟุตพริ้นท์ด้านสภาพอากาศของสสารที่มีผลกระทบต่อการแผ่รังสี

สสารเช่นผงผุ่นเขม่าดำและฝุ่นอื่นๆ ไม่ได้มีการพิจารณาอยู่ภายใต้นิยามของก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน ISO 14064 ดังนั้น เราจึงรู้ว่าเราจำเป็นต้องมีมาตรฐานใหม่ที่ใช้ในการวัดและคำนวณผลกระทบของสิ่งที่มีอิทธิพลในด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครซึ่งไม่ใช่แก๊สทั้งในเชิงกายภาพและเคมี  หากมาตรฐานดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยให้มีหลักการและแนวทางในการคำนวณและการรายงานฟุตพริ้นท์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการแผ่รังสี

ในอนาคต มาตรฐานนี้จะช่วยให้ระบุโครงการและปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่มีส่วนในการบริหารจัดการด้านการแผ่รังสีอย่างมีประสิทธิผล และสนับสนุนความน่าเชื่อถือ ความคงเส้นคงวา และความโปร่งใสในเรื่องดังกล่าวรวมถึงการลดของปริมาณและการรายงานด้วย

ร่างมาตรฐานนี้เป็นเอกสารแนวทางสำหรับการวัดตัวชี้วัดและการวัดปริมาณ ซึ่งไม่รวมถึงข้อแนะนำสำหรับวิธีขององค์กรที่สามารถเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการแผ่รังสีหรือมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่เป็นการเน้นไปที่วิธีการคำนวณและวัดผลกระทบต่อการแผ่รังสีที่สสารอาจมีผลกระทบไปถึง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญได้กล่าวย้ำว่าเทคนิควิศวกรรมดาวเคราะห์ (geoengineering) เช่น การบริหารจัดการรังสีจากดวงอาทิตย์ และการบริหารจัดการรังสีจากโลกนั้น อยู่นอกเหนือขอบข่ายของเอกสารนี้

มาตรฐาน ISO/AWI 14082, Radiative Forcing Management – Guidance for the Quantification and Reporting of Radiative Forcing-Based Climate Footprints and Mitigation Efforts อยู่ในระหว่างการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากสมาคมผู้บริโภค ภาคการศึกษา เอ็นจีโอ และรัฐบาล

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกของไอเอสโอซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 160 ประเทศ  ซึ่งไอเอสโอได้มีความพยายามเป็นอย่างมากในการทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานมากขึ้นรวมทั้งนำเอาความต้องการของผู้บริโภคเข้ามาพิจารณาด้วย กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการร่างมาตรฐานใหม่นี้ยังมีการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงงานให้เข้ากับศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่โดย IPCC ด้วย

การเตรียมการสำหรับมาตรฐานดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามในการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเรื่องที่เกี่ยวกับการแผ่รังสีซึ่งยังไม่เคยมีการพิจารณาในเรื่องนี้ และไอเอสโอหวังว่าจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2425.html

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรับรู้อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ร้อนทะลุบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิในฤดูหนาวในอาร์คติกที่เพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ปี 2533 (ค.ศ. 1990) ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ปะการังฟอกขาว หรือผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพ  ไปจนถึงเรื่องคลื่นความร้อน และความไม่มั่นคงด้านอาหาร

นอกจากนี้ ผลกระทบของภาวะโลกร้อนยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ อีกด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้ ธุรกิจชั้นนำของโลกมีการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อธุรกิจแล้วพบว่ามีมูลค่าเกือบล้านล้านเหรียญสหรัฐ  แสดงว่าเราไม่อาจจะเพิกเฉยต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและไอเอสโอก็ได้พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศฉบับใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในเรื่องนี้เช่นกัน

สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นแง่มุมทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้  ซึ่งยังสร้างโอกาสอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานของ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) แสดงว่ากลุ่มของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐได้ประเมินค่าใช้จ่ายด้านความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่มีต่อธุรกิจไว้ที่เกือบ 1 ล้านล้านเหรีญสหรัฐ  หรืออีกด้านหนึ่ง พวกเขาประเมินโอกาสที่จะได้รับจากธุรกิจมีมากกว่าสองเท่า

ดังนั้น การมีแผนการที่รัดกุมและเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จทางธุรกิจ

มาตรฐาน ISO 14090, Adaptation to climate change — Principles, requirements and guidelines เป็นมาตรฐานฉบับแรกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรประเมินผลกระทบในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวอย่างมีประสิทธิผลซึ่งช่วยให้มีการระบุและประเมินความเสี่ยง และรีบทำอะไรกับโอกาสที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

มาตรฐานนี้เสนอกรอบการทำงานที่ทำให้องค์กรมีการพิจารณาการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อมีการออกแบบและการนำนโยบายไปใช้รวมถึงกลยุทธ์ การวางแผน และกิจกรรม

จอห์น ดอรา ผู้ประสานงานร่วมกลุ่มการทำงานที่พัฒนามาตรฐานนี้กล่าวว่าผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อากาศที่ไม่พึงคาดหวังและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ สามารถมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อส่วนที่สำคัญที่สุดขององค์กรถ้าหากไม่มีการเตรียมการในเรื่องนั้นมาก่อนซึ่งเป็นเพราะความเสียหายด้านโครงสร้างหรือการดิสรัพท์ต่อธุรกิจของพวกเขา ความเข้าใจผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือไม่เพียงแต่มีการนำเอาปฏิบัติการด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอกาศเข้ามาใช้เท่านั้น แต่การตัดสินใจขององค์กรยังสามารถทำได้บนพื้นฐานของความเสี่ยงและโอกาสด้วย ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่องความยืดหยุ่น จึงเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อห่วงโซ่คุณค่า เช่น ในการจัดซื้อ การลงทุน และการประกันภัย เป็นต้น

เหลียง ซัน ผู้ประสานงานร่วมอีกคนหนึ่งกล่าวว่า มาตรฐาน ISO 14090 จะช่วยให้องค์กรประเมินและเตรียมการสำหรับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและทำให้เกิดความยืดหยุ่นได้มากขึ้น และยังช่วยให้องค์กรเน้นถึงโอกาสที่เป็นไปได้เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

มาตรฐานใหม่ของไอเอสโอเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะมีแผนการปรับตัวอยู่หรือไม่ก็ตาม การนำไปใช้ยังช่วยให้ผู้ใช้มีส่วนสนับสนุนโดยตรงต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในเรื่องปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) ด้วย

มาตรฐาน 14090 ได้รับการพัฒนาโดยคณะทำงานกลุ่มที่ 9 ของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management คณะอนุกรรมการที่ 7, Greenhouse gas management and related activities ซึ่งมีเลขานุการร่วมคือ SAC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน และ SCC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่นำมาใช้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคณะกรรมการก็กำลังทำงานด้านมาตรฐานอื่นๆ ที่จะช่วยดำเนินการต่อในเรื่องแนวทางต่อไป ซึ่งรวมถึง ISO14091, Adaptation to climate change — Vulnerability, impacts and risk assessment และ ISO 14092, GHG Management and related activities: requirement and guidance of adaptation planning for organizations including local governments and communities.

อนาคตโลกของเราขึ้นอยู่กับความพยายามในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งมาตรฐานสากลที่กล่าวมาข้างต้นจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญและพัฒนาการปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายด้านปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ จึงนับว่าเป็นการพลิกวิกฤตโลกร้อนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา :

1. https://www.iso.org/news/ref2405.html
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14090:ed-1:v1:en
3. https://www.un.org/en/climatechange/un-climate-summit-2019.shtml

จากข้อมูลของมูลนิธิเอลเลน แมคอาร์เธอร์ คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) ขยะพลาสติกในมหาสมุทรจะมีจำนวนมากกว่าปลา และสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ได้ระบุว่าหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ การก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนนั่นเอง ซึ่งจะทำให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยมีนวัตกรรมใหม่ๆ การสร้างงาน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นการออกแบบเศรษฐกิจที่เน้นการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ เป็นการสร้างคุณค่าขึ้นใหม่ ทำให้เกิดของเสียน้อยลงและมีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแอนเดอร์ส ไวค์มาน อดีตเอกอัครราชทูตของกระทรวงต่างประเทศ​สวีเดน อดีตผู้ช่วยเลขาธิการและผู้อำนวยการด้านนโยบายของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)  เลขาธิการสมาคมอนุรักษ์ธรรมชาติสวีเดน และสมาชิกสภาสหภาพยุโรป ได้กล่าวไว้ว่า

“ถ้าทั้งโลกมีเป้าหมายร่วมกันจริงๆ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเสียใหม่เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน”

ในการที่จะก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน แคทเธอรีน เชอโวช ประธานคณะกรรมการของไอเอสโอในเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน กล่าวว่าจำเป็นต้องมีโมเดลทางเศรษฐกิจแบบใหม่ ธุรกิจก็จำเป็นต้องมีโมเดลธุรกิจใหม่ สิ่งที่ยังขาดอยู่คือการมีวิสัยทัศน์ระดับโลกว่าจริงๆ แล้วเศรษฐกิจหมุนเวียนคืออะไร รวมทั้งโมเดลที่องค์กรต่างๆ สามารถรับเอาไปใช้ได้

ปัจจุบัน ไอเอสโอมีคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 323, Circular economy ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ 65 ประเทศและกำลังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แนวคิดสำหรับคณะกรรมการเริ่มต้นด้วยการสัมมนาที่ AFNOR สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส จัดขึ้น โดยมีผู้นำทางธุรกิจจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมแสดงความต้องการในการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาแล้วก็คือ มาตรฐานของประเทศฝรั่งเศส XP X30-901, Circular economy – Circular economy project management system – Requirements and guidelines ซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2561 และมีเสียงสะท้อนในทางที่ดีจนกระทั่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 323, Circular economy

คณะกรรมการวิชาการตั้งใจจะสร้างชุดของหลักการที่เห็นพ้องต้องกันในระดับสากลสำหรับคำศัพท์ กรอบการทำงานของเศรษฐกิจหมุนวียน และพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการ และจะพิจารณารูปแบบธุรกิจทางเลือกและวิธีการวัดและประเมินเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วย

แคทเธอรีน กล่าวว่ามีความเร่งด่วนที่จะต้องก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากผลกระทบของทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังจะหมดไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของความไม่เท่าเทียมกันในประเทศต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปแบบการผลิตและการบริโภคของประชากรโลก และคณะกรรมการต่างก็เห็นด้วยว่าจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐานในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

คณะกรรมการ ISO/TC 323, Circular economy มีเป้าหมายที่จะเปิดเผยทุกแง่มุมของเศรษฐกิจหมุนเวียนรวมทั้งการจัดซื้อภาครัฐ การผลิต การกระจาย และตลอดทั้งช่วงชีวิตรวมทั้งในเรื่องที่กว้างขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนสังคม และการประเมิน เช่น ฟุตพริ้นท์ของระบบหมุนเวียนหรือดัชนีชี้วัด เป็นต้น

คณะกรรมการวิชาการนี้จะได้รับประโยชน์จากคณะกรรมการวิชาการไอเอสโออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย ซึ่งได้ทุ่มเทให้กับการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เช่น การจัดซื้ออย่างยั่งยืน การจัดการคุณภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

การทำงานของคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญโดยตรงต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในหัวข้อที่ 8 การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Decent Work and economic growth) หัวข้อที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบ (Responsible consumption and production) หัวข้อที่ 13 การดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน (Climate action)  และหัวข้อที่ 15การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก (Life on land)

หากทั่วโลกร่วมมือร่วมใจกันก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว นอกจากลูกหลานของเราจะไม่ประสบกับปัญหาขยะพลาสติกมากกว่าปลาในมหาสมุทรแล้ว แต่ยังจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าเดิมและมีความยั่งยืนกว่าเดิมอีกด้วย

ที่มา :

1. https://www.iso.org/news/ref2402.html
2. https://www.the101.world/circular-economy/

รัฐบาลท้องถิ่นมีหน้าที่ในการบริหารจัดการในหลายๆ เรื่อง นับตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงระบบการระบายน้ำ ระบบแสงไฟ และการปกป้องภัยให้กับพลเมือง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าประชากรจะมีความคาดหวังกับรัฐบาลท้องถิ่นเป็นอย่างมาก ซึ่งมาตรฐานแนวทางการจัดการคุณภาพของรัฐบาลท้องถิ่นที่ไอเอสโอทำการทบทวนใหม่จะช่วยให้มีการปรับปรุงกิจกรรมและเชื่อมโยงกิจกรรมเข้ากับความต้องการและความคาดหวังของท้องถิ่นเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ชุมชนที่มีความสุขมากขึ้น

ภาครัฐนับเป็นผู้ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งให้บริการที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประชากรผู้อยู่อาศัย ความท้าทายจึงไม่เพียงแต่เป็นการทำให้ความคาดหวังของประชากรเป็นไปอย่างสมดุลกับข้อจำกัดด้านงบประมาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินงานอย่างสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ประสบกับความยากลำบากด้านเศรษฐกิจ  รัฐบาลท้องถิ่นจำเป็นต้องบริหารจัดการด้านทรัพยากรและกระบวนการที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิผล และทำงานร่วมกันเป็นระบบ

ISO 18091, Quality management systems – Guidelines for the application of ISO 9001 in local government เป็นมาตรฐานที่จะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผู้มีอำนาจดำเนินการในระดับท้องถิ่นสามารถรักษาระดับบริการที่ดีไว้ให้ได้และยังปรับปรุงในเรื่องความยั่งยืนด้วยซึ่งมีการปรับปรุงรูปแบบและเครื่องมือเชิงวินิจฉัยสำหรับการนำระบบการจัดการคุณภาพไปใช้อย่างครอบคลุมซึ่งจะมีส่วนทำให้เกิดความเชื่อถือและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในระดับท้องถิ่น

ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลท้องถิ่น คาร์ลอส แกดสเดน ผู้ประสานงานคณะกรรมการวิชาการที่ทบทวนมาตรฐานดังกล่าวระบุว่าเราสามารถทำให้รัฐบาลท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล มีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วยการทำงานด้วยกันอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เขากล่าวว่ามาตรฐาน ISO 18091 ประกอบไปด้วยเครื่องมือที่ดีเยี่ยมสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของพลเมืองอย่างเต็มที่และทันเวลา

ISO 18091 เป็นมาตรฐานไอเอสโอฉบับแรกที่ให้แนวทางแก่ภาครัฐในการนำมาตรฐาน ISO 9001 ไปใช้ในรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งให้ความสนใจในบริบทของการปฏิบัติงาน ซึ่งมีการปรับปรุงให้มีการรวมเอาข้อกำหนดของ ISO 9001: 2015 ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรฐานได้อย่างเต็มที่ โดยมีวิธีการวินิจฉัยสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเพื่อประเมินขอบข่ายและความสมบูรณ์ของกระบวนการและบริการ

แกดสเดนอธิบายว่ามาตรฐานดังกล่าวเป็นเอกสารทางวิชาการที่ไม่ใช่ทำขึ้นเพื่อนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองซึ่งในทางเทคนิควิชาการจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นด้วย

รัฐบาลท้องถิ่นสามารถใช้ดัชนีชี้วัดเหล่านี้เพื่อประเมินความก้าวหน้าตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อและทำให้มั่นใจได้ในความต่อเนื่องของสมรรถนะด้านการบริหารที่จำเป็นเพื่อทำให้การนำ SDGs ไปใช้ในระดับท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ และประหยัดทรัพยากร มีการนำเอาการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานข้อมูลต่างๆ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นที่จะสามารถนำชุมชนเดินหน้าและบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด

ISO 18091 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 176, Quality management and quality assurance ซึ่งเป็นคณะกรรมการวิชาการที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐาน ISO 9001 มีเลขานุการ คือ SCC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2378.html

จากข้อมูลขององค์การน้ำแห่งสหประชาชาติระบุว่า ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) การขาดแคลนน้ำจะทำให้คนทั่วโลกเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 700 ล้านคน วันสากลแห่งน้ำจึงได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ข้อ 6 ซึ่งหมายถึงการนำให้มั่นใจว่าคนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงน้ำและการสุขาภิบาลได้ภายในปี 2573 แต่ว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้โลกของเราก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นได้ แล้วมาตรฐานไอเอสโอมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างไร

แม้ว่าน้ำจะมีครอบคลุมถึง 70% ของพื้นผิวโลก แต่มีบางส่วนเท่านั้นที่เป็นน้ำ น้ำดื่มที่หาได้มีการกระจายไปทั่วโลกไม่ทั่วถึงกัน และมีการทำให้ปนเปื้อนไปบ้าง ซึ่งหมายถึงว่าคนอีกนับพันล้านคนจะไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ในแต่ละวัน สถานการณ์ปัจจุบันยังหมายถึงว่าคนจำนวน 4.5 พันล้านคนยังคงขาดแคลนบริการด้านสุขาภิบาลที่มีการบริหารจัดการอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท

ในการเฉลิมฉลองวันสากลแห่งน้ำซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี ทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจในเรื่องความสำคัญของน้ำดิบ ซึ่งในปีนี้ให้ความสำคัญในหัวข้อ “ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง”  และเหมาะสมกับการปรับใช้ในวาระ 2030 ซึ่งมีวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับคนทั่วโลก  และเป็นโรดแม็ปขององค์การสหประชาชาติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่สิ่งที่ดีกว่าภายในปี 2573 ซึ่งรวมถึงการอุทิศให้กับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 6  (SDG 6) ในเรื่องน้ำ ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำไปแล้วกว่า 1,400 ฉบับ และแต่ละมาตรฐานก็เป็นตัวแทนของวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ น้ำประปา น้ำใช้ น้ำเสีย และระบบการกำจัดน้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานใหม่เรื่องการใช้น้ำซ้ำจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำได้เป็นอย่างดี

ทั่วโลกมีอัตราการใช้น้ำสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าของประชากรที่เพิ่มขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้ว การขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ที่แห้งแล้งของโลกทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนักในพื้นที่ในเมือง ซึ่ง 55% ของประชากรโลกอาศัยอยู่

คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 เรื่องการใช้น้ำซ้ำ โดยคณะอนุกรรมการ SC 2, Water reuse in urban areas กำลังทุ่มเทให้กับงานเกี่ยวกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำในเมือง ซึ่งมาตรฐานสากลใหม่ ISO 20760-1 มีการให้แนวทางวิธีการใช้ประโยชน์ของน้ำเพื่อทำให้ตอบสนองความพึงพอใจเรื่องน้ำและยกระดับแรงกดดันเรื่องน้ำที่มีของพื้นที่ในเมือง

มายะ อิชิกาว่า เลขานุการของคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวอธิบายว่า ในการเตรียมแนวทางการวางแผนและการออกแบบระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ  วิธีการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และวิธีการและเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงและสมรรถนะของระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำนั้น  มาตรฐานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 จะเป็นหัวใจสำคัญของการนำน้ำกลับมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ภูมิภาคต่างๆ ในโลกนี้สามารถต่อสู้กับการขาดแคลนน้ำได้ นอกจากนี้ คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 ยังเน้นในเรื่องระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อการชลประทานและการใช้งานด้านอุตสาหกรรมด้วย

มาตรฐานหลักตัวอื่นที่เน้น SDG 6 คือ ISO 30500 ในเรื่องระบบสุขาภิบาลที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้ง  ซึ่งมีประชากรราว 1.8 พันล้านคนทั่วโลกกำลังใช้แหล่งของน้ำดื่มที่ปนเปื้อนของเสียมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดทุพโภชนาการและโรคภัยซึ่งข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการออกแบบและทดสอบหน่วยบำบัดน้ำเสียแบบแยกส่วนตามมาตรฐาน ISO 30500 จะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของชุมชนต่างๆ ทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

มาตรฐานสองฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมความสามารถในการดำเนินงานทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการดำเนินงานอย่างยั่งยืนซึ่งองค์กรทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีส่วนทำให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเข้าถึงน้ำและสุขาภิบาลของคนทั่วโลกได้ภายในปี 2573 ต่อไป

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2377.html

ปัจจุบัน นวัตกรรมนับเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ให้ก้าวทันคู่แข่ง และไอเอสโอเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้พัฒนาชุดมาตรฐานใหม่ที่ช่วยให้องค์กรสามารถค้นหาแนวคิดที่ดีที่สุดจากแนวคิดดีๆ จำนวนมาก และมีการใช้ประโยชน์จากกระบวนการจัดการนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นวัตกรรมไม่เพียงแต่หมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงการค้นหาวิธีที่ดีกว่าในการทำสิ่งของหรือปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่นำไปสู่การปรับปรุงระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญด้วย อย่างไรก็ตาม การประสานเอาแนวคิดเหล่านี้เข้าด้วยกันและทำให้เกิดการปรับปรุงเพื่อกลยุทธ์องค์กรจะทำให้มั่นใจว่าแนวคิดเหล่านั้นได้ผลดีที่สุด

ชุดมาตรฐานใหม่ ISO 56000 มีเป้าหมายในการจัดเตรียมองค์กรให้มีแนวทางและกระบวนการที่ทำให้องค์กรได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการนวัตกรรมขององค์กร

มาตรฐาน ISO 56003, Innovation management – Tools and methods for innovation partnership – Guidance เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมแนวทางที่มีโครงสร้างสำหรับองค์กรในการค้นหาวิธีการที่จะนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนนวัตกรรมกับองค์กรอื่น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าถ้าร่วมมือกับองค์กรอื่นในโครงการนวัตกรรมแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้มีวิธีคัดเลือกหุ้นส่วนที่เหมาะสมด้วย

การเชื่อมโยงกับหุ้นส่วนที่เหมาะสม และการตกลงร่วมกัน ทำให้มีแนวทางวิธีการที่ดีที่สุดในการมอบหมายบทบาทและความรับผิดชอบรวมทั้งมีการวางคู่มือขั้นตอนการดำเนินงานด้านการควบคุมอย่างมีประสิทธิผล

นอกจากนี้ รายงานทางวิชาการที่มีชื่อว่า ISO/TR 56004, Innovation Management Assessment – Guidance จะช่วยให้องค์กรทบทวนกระบวนการจัดการนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิผล เพื่อที่จะสามารถปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานใหม่ ISO 56002, Innovation management – Innovation management system – Guidance ที่กำลังจะเกิดขึ้นยังให้แนวทางการพัฒนา การนำไปใช้ การรักษา และการปรับปรุงระบบการจัดการนวัตกรรมอย่างแท้จริงด้วย

อลิส เดอ คาซาโนเว ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าการจัดการนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิผลจะทำให้องค์กรมีการเติบโตก้าวหน้าอย่างแท้จริงด้วยการทำให้มีการนำความรู้และความคิดสร้างสรรค์ไปใช้งานอย่างง่ายดายกับคนในองค์กรรวมทั้งคนในองค์กรอื่นที่มีความร่วมมือต่อกัน

นวัตกรรมไม่ได้เป็นแต่เพียงการประดิษฐ์คิดค้นที่ใหญ่พอเท่านั้น แต่ยังเป็นความสามารถขององค์กรในการปกป้องและตอบสนองต่อสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อตอบสนองต่อโอกาสใหม่และทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วเกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย

ในแง่นี้ แนวคิดใหม่ที่มีความสำคัญที่เรามองเห็นอยู่บ่อยๆ มักจะมาพร้อมกับผลลัพธ์ของแนวคิดเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมากและการเปลี่ยนแปลงที่มีการนำไปปรับใช้นั่นเอง ซึ่งมาตรฐานการจัดการนวัตกรรมจะช่วยให้องค์กรทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการเตรียมคู่มือขั้นตอนการปฏิบัติงานซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติและแนวทางที่ดีที่สุดที่ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามข้อมูลที่เหมาะสม และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิผล

คณะกรรมการวิชาการได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) เพื่อใช้งานร่วมกันด้านคำศัพท์ร่วมและโครงสร้างสำหรับนวัตกรรม ดังนั้น ความหมายของคำว่า “นวัตกรรม” และ “การจัดการนวัตกรรม” จึงมีการนำไปใช้ในมาตรฐานคู่มือแนวทางการรวบรวมและการตีความข้อมูลนวัตกรรมของ OECD ด้วย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลแนวทางสากลที่สำคัญสำหรับการรวบรวมและการใช้กิจกรรมด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรม

มาตรฐาน ISO 56003: 2019 และ ISO/TR 56004: 2019 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation management มีเลขานุการคือ AFNOR ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

https://www.iso.org/news/ref2368.html

ข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization: UNWTO) ระบุว่าหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดและรวดเร็วที่สุด คือ “การท่องเที่ยว”   โดยมีประชากรนับพันล้านคนทั่วโลกที่เดินทางท่องเที่ยวทุกปี และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 3.3% ทุกปีจนถึงปี 2579 (ค.ศ.2030)

ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างมาก และยังส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ไอเอสโอจึงได้พัฒนาคู่มือสากลฉบับใหม่สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักเพื่อช่วยให้เจ้าของสถานที่มีการปรับปรุงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจและวัฒนธรรมอันดีระหว่างประเทศด้วย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทำให้คนนับล้านคนมีงานทำและมีส่วนสำคัญโดยตรงในการทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ด้วย

สิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการท่องเที่ยวและยังอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและการมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจชุมชน และแม้ว่าจะมีโครงการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่มีอยู่ทั่วโลก  หรือมีการส่งเสริมโดยผู้ปฏิบัติงานด้านการท่องเที่ยวหรือองค์กรอื่นๆ ที่ให้ความสนใจในเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว  แต่ก็ยังไม่มีองค์กรมาตรฐานสากลที่มีความเป็นกลางแห่งใดเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ จนกระทั่งไอเอสโอได้เห็นความสำคัญและพัฒนามาตรฐานด้านที่พักขึ้นมา

มาตรฐาน ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อนำระบบการจัดการด้านความยั่งยืนไปใช้ในด้านที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ ยังคงเน้นประเด็นอื่น เช่น ด้านสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และความปลอดภัยสำหรับพนักงานและแขกทีมาพัก การปกป้องสิ่งแวดล้อม การบริโภคพลังงานและน้ำ การทำให้เกิดของเสียและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

มานูเอล โอเตโร ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าโครงการหลายโครงการในตลาดที่ผู้ให้บริการที่พักสามารถใช้มาตรฐานนี้เพื่อช่วยพัฒนาการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมได้

โครงการหลายโครงการด้านที่พักเพื่อความยั่งยืนจากประเทศต่างๆ และองค์กรต่างๆ สามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องที่ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้และจะทำให้สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดเหล่านั้นได้อย่างไร

มาตรฐานที่ได้รับการเห็นพ้องต้องกันในระดับสากลนี้ได้ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องของตลาดที่อาจมีความสับสนอยู่ มีการนำไปประยุกต์ใช้กับที่พักทุกประเภทและสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการด้านความยั่งยืนได้  นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นตลาดให้มีความยั่งยืนมากขึ้นทั้งในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่พักและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวม

อเล็กซานเดอร์ การ์ริโด ผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าผู้ที่นำมาตรฐานระบบการจัดการด้านความยั่งยืนไปใช้โดยอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐาน ISO 21401 จะสามารถยืนยันกับแขกที่มาพักและกลุ่มลูกค้าในตลาดได้ว่าพวกเขามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

มาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักโดยการทำให้การบริหารจัดการมีความเข้มแข็งมากขึ้นและพัฒนาชื่อเสียงไปพร้อมๆ กับการให้บริการที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นเพื่อลูกค้าและพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ ลูกจ้าง และชุมชนท้องถิ่น

ISO 21401 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ซึ่งมีเลขานุการร่วมคือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน และ INNORPI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศตูนีเซีย

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2366.html  

ปัจจุบัน “ทุนมนุษย์” ได้รับการกล่าวยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กร และการลงทุนสำหรับทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายขององค์กรที่มีมูลค่าสูง

สำหรับกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลสามารถส่งผลกระทบต่อสมรรถนะขององค์กรได้หลายด้าน เช่น การเจริญเติบโตของธุรกิจ ผลประโยชน์สำหรับพนักงานและนายจ้าง และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม เป็นต้น และด้วยการลงทุนไปกับแรงงานหรือทุนมนุษย์ก็ทำให้องค์กรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 70% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนั้น ผู้บริหารองค์กรจึงจำเป็นต้องทำให้กลยุทธ์นี้เป็นไปอย่างเหมาะสม

ระบบการจัดการและกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคลมีความแตกต่างกันออกไปมากมายซึ่งมีเป้าหมายในการทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไปกับทรัพยากรบุคคลเกิดประโยชน์สูงสุด   ซึ่งในแต่ละธุรกิจและในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันออกไป ทำให้ยากต่อการเปรียบเทียบอย่างแม่นยำในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานไอเอสโอฉบับใหม่จึงได้จัดทำแนวทางการรายงานเรื่องทุนมนุษย์ทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของทุนมนุษย์ ซึ่งสามารถปรับใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด อีกทั้งยังให้แนวทางสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคลเป็นหลักด้วย เช่น วัฒนธรรมองค์กร การสรรหา และการลาออก  ผลผลิต  สุขภาพและความปลอดภัย และความเป็นผู้นำ เป็นต้น

ดร.รอน  แม็คคินลีย์ ประธานคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนามาตรฐาน ISO 30414 – Human Resource Management – Guidelines for internal and external human capital reporting ระบุว่ามาตรฐานนี้จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรได้รับความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อพนักงานและช่วยให้บุคลากรมีส่วนร่วมในความสำเร็จระยะยาวได้มากขึ้น

การรายงานทุนมนุษย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคิดใหม่ในวิธีที่องค์กรควรทำความเข้าใจและประเมินคุณค่าขององค์กร รวมทั้งการทำให้มีข้อมูลมากขึ้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น การจัดเตรียมแนวทางสำคัญที่เกี่ยวข้องที่มีการจัดทำเป็นเมทริกซ์ที่ยอมรับกันในระดับสากล ทำให้บริษัทข้ามชาติสามารถถ่ายโอนข้อมูลทุนมนุษย์ได้ง่ายขึ้น สามารถควบคุมกิจกรรมด้านทรัพยากรบุคคลในระดับระหว่างประเทศได้ดีขึ้น และมีความโปร่งใสที่ดีขึ้นสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

แต่มาตรฐานนี้ไม่ใช่มาตรฐานสำหรับบริษัทข้ามชาติเท่านั้น องค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่สามารถนำไปใช้และได้รับประโยชน์จากความสามารถในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมและเกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นเอง

รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายก็ได้รับประโยชน์เช่นกันจากการได้รับความรู้ที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษย์ในองค์กรของประเทศซึ่งมีความสำคัญต่อโครงการด้านตลาดแรงงานในประเทศซึ่งสามารถนำไปพิจารณาในเชิงนโยบายของประเทศได้

มาตรฐาน ISO 30414 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 260, Human resource management ซึ่งมีเลขานุการคือ ANSI สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2357.html