สำหรับสังคมที่จะมีการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนแล้ว เราไม่อาจละเลยคนกลุ่มหนึ่งที่มีความบกพร่องทางร่างกายซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลก (ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561) การให้คนเหล่านั้นมีส่วนร่วมและสร้างพลังให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้และจำเป็นต้องสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 3 ธันวาคม เป็นวันผู้พิการสากล (International Day of Persons with Disabilities: IDPD) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ตามวาระ 2030 ที่กล่าวไว้ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  และมาตรฐานสากลของไอเอสโอหลายมาตรฐานถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวโดยยังมีมาตรฐานอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

จากป้ายสัญลักษณ์บนท้องถนนไปจนถึงการก่อสร้างอาคาร มาตรฐานไอเอสโอช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ นักออกแบบ และผู้กำหนดนโยบายสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการหรือการเข้าถึงของทุกคนได้

ด้วยความร่วมมือระหว่างไออีซี ไอทียูและไอเอสโอ  จึงมีการพัฒนามาตรฐาน ISO/IEC Guide 71, Guide for addressing accessibility in standards ขึ้นมาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยให้ผู้พัฒนามาตรฐานมีการพิจารณาถึงประเด็นด้านการเข้าถึง (accessibility) ของคนทุกประเภทเมื่อทำการพัฒนาหรือทบทวนมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่เคยมีการพิจารณาในเรื่องนี้มาก่อน

สำหรับวันผู้พิการสากลในปีนี้มีการอุทิศให้กับการสร้างโลกที่มีความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับวาระ 2030 และปรากฏอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อ เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่มีคุณค่าที่ช่วยให้คนในเมืองมีแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับชุมชน คือ ISO 37101, Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use ซึ่งช่วยให้เมืองมีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีบริการที่ครอบคลุมความต้องการของเมือง

ส่วนมาตรฐาน ISO/IEC Guide 71: 2014 Guide for addressing accessible in standards เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมแนวทางให้ผู้ที่ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานให้คำนึงถึงข้อกำหนดด้านการเข้าถึงและข้อแนะนำสำหรับมาตรฐานทั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเข้าถึงของคนทุกประเภท โดยมีการสรุปคำศัพท์และประเด็นที่ควรพิจารณาเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนามาตรฐานเพื่อให้คนทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ คำอธิบายถึงความสามารถและคุณลักษณะของมนุษย์และกลยุทธ์ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ และการพิจารณาการออกแบบมาตรฐานให้ผู้ใช้งานทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างมาตรฐานที่ใช้แนวทางดังกล่าวประกอบการพัฒนามาตรฐาน เช่น ISO/TS 20646: 2014 Ergonomics guidelines for the optimization of musculoskeletal workload,   ISO 17069: 2014 Accessible design – Consideration and assistive products for accessible meeting เป็นต้น

มีตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับประโยชน์ของมาตรฐานในด้านการเข้าถึงของทุกคน จากวิดีโอที่เป็นเรื่องราวของชองอีฟ เลอ เมอร์ บุคลากรห้องสมุดดิจิตอลขององค์กรวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากการตกรถไฟทำให้เสียขาไปข้างหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและเกือบจะเสียชีวิต แต่ด้วยความอดทนและกำลังใจจากพ่อแม่ ทำให้เขาฟื้นตัว ใช้ขาเทียม  หันมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติและเล่นกีฬาหลายประเภท เขาฝึกฝนกีฬาประเภทต่างๆ และไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความพิการ ทำให้ได้รับรางวัลระดับโลกเป็นจำนวนมาก และสามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองด้วยการปีนถึงยอดเขามองบลังค์อันเป็นยอดเขาสูงที่สุดในยุโรปโดยใช้เวลาสองวันซึ่งแม้แต่คนปกติธรรมดาก็ยากที่จะทำได้  อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเข้าถึงในเรื่องมาตรฐานต่างๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาคงไม่ได้มีความสะดวกสบายอย่างเช่นทุกวันนี้

การที่ทุกคนรวมทั้งผู้พิการสามารถเข้าถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการได้เพราะ “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและจำเป็นต้องมีการสนับสนุนให้คนทั่วโลกเห็นประโยชน์และร่วมกันใช้มาตรฐานเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียมกันต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2351.html
  2. https://www.iso.org/standard/57385.html

ข้อมูลจาก The Sustainable Infrastructure Imperative, The New Climate Economy Report ของธนาคารโลกระบุว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการลงทุนเป็นจำนวนมากนับล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเรา ซึ่ง คณะกรรมการไอเอสโอคณะใหม่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อทำงานในเรื่องของการเงินที่ยั่งยืนโดยเฉพาะแล้ว

การปรับตัวให้สามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนที่มีนัยสำคัญพอสมควร กล่าวคือ ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ควรมีการลงทุนประมาณ 90 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้ว่าจะมีการลงทุนโครงการสีเขียวและการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความยั่งยืนไปแล้ว แต่โลกของเรายังจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอคณะใหม่ คือ ISO/TC 322, Sustainable finance มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนตลาดการลงทุนด้านความยั่งยืนด้วยการพัฒนามาตรฐานสากลใหม่ สำหรับโครงการแรกของคณะกรรมการนี้จะเป็นการพัฒนากรอบการทำงานสำหรับการเงินที่ยั่งยืนซึ่งเป็นแนวคิดรวบยอดที่มีอยู่แล้วและพิจารณาคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกัน

ไมค์ เฮนิแกน เลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าว ระบุว่ามีมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล การเงิน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนรวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เช่น พันธบัตรสีเขียว แต่ยังไม่มีมาตรฐานใดที่ครอบคลุมถึงการเงินที่ยั่งยืน

เป้าหมายของคณะกรรมการ ISO/TC 322 คือการมุ่งไปที่การเงินที่ยั่งยืนเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นและมีประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างระบบการเงินทั่วโลกกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ และจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานที่มีอยู่สามารถทำให้มาตรฐานด้านการเงินที่ยั่งยืนมีความชัดเจนและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และสามารถจัดหาคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกันได้รวมทั้งวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและแนวทางการใช้งานในระดับสากล

กรอบการทำงานครั้งแรกนี้จะช่วยทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนที่ยั่งยืนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไปได้และจะทำให้มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้นด้วย

ส่วนงานในอนาคตของคณะกรรมการนี้จะพิจารณาถึงการรวมเอาเรื่องของความยั่งยืนเข้ากับการตัดสินใจในด้านการเงิน การบริการและผลิตภัณฑ์ การตัดสินใจด้านการลงทุนที่จะทำให้บรรลุผลด้านสังคมที่ดี นอกเหนือจากด้านผลตอบแทนทางการเงิน การเงินสีเขียว ซึ่งจะรวมเอาการเงินที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ด้วยเพื่อสนับสนุนแนวคิดด้านพลังงานสะอาด พร้อมด้วยการเงินที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างขึ้น รวมทั้งการลงทุนเกี่ยวกับโครงการเฉพาะ เช่น โครงการประสิทธิผลด้านพลังงาน และเมืองที่ยั่งยืน เป็นต้น

ในอนาคตอันใกล้นี้ โลกของเราจะก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วย “การเงินที่ยั่งยืน” จากการทำงานของคณะกรรมการ ISO/TC 322 ซึ่งไอเอสโอเชื่อมั่นว่าจะมีส่วนสำคัญในการทำให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2350.html

เรื่องราวของ “การวัด” มีความเป็นมาที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ กล่าวกันว่ามนุษย์รู้จัก “การวัด” ก่อน “การเขียน” เรารู้จักนับเลข และการใช้ดวงอาทิตย์บอกเวลา เรารู้จักนำวัตถุที่มีอยู่บนโลกนี้มาวัดความยาวและชั่งน้ำหนัก ต่อมา มนุษย์เราต้องการการวัดที่ดีขึ้น  ศาสตร์ของการวัดจึงมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปพร้อมกับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ
“มาตรวิทยา” มีความเป็นมาที่ยาวนานควบคู่กับความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน เนื่องจากระบบหน่วยวัดสากลมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้โลกของเราเตรียมปรับหน่วยวัดพื้นฐานใหม่ ตามที่ MASCI Innoversity เคยนำเสนอบทความในหัวข้อ “มาตรวิทยาโลกเตรียมปรับหน่วยวัดใหม่” มาแล้ว
หน่วยวัดสากลที่มีการปรับปรุงใหม่จำนวน 4 หน่วย ได้แก่ กิโลกรัม แอมแปร์ เคลวิน และโมล นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของการวัดสากลนับตั้งแต่ปี 2418 (ค.ศ.1875 ซึ่งเป็นปีที่ BIPM ถือกำเนิดขึ้นและเป็นปีที่ผู้แทน 17 ประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาด้านการวัด) เป็นต้นมา

ทั้งนี้ ชุดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการวัดของไอเอสโอซึ่งได้รับการเผยแพร่จากไอเอสโอและไออีซี คือ ชุดมาตรฐาน ISO 80000, Quantities and Units มีการให้ความหมายของชื่อสากล ความหมาย และสัญลักษณ์ของปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และหน่วยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว

สำหรับหน่วยการวัดสากลนั้น นักวิทยาศาสตร์ด้านมาตรวิทยามากกว่า 60 ประเทศได้มารวมตัวกันในการประชุมเชิงปฏิบัติการทั่วไปด้านการชั่งและการวัด (General Conference on Weights and Measures: CGPM) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 16 พฤศจิกายน 2561 ที่แวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส เพื่อร่วมกันให้สัตยาบันในความหมายใหม่ของหน่วยการวัดสากล

ในการประชุมดังกล่าว เลขาธิการไอเอสโอยังได้ลงนามในประกาศร่วมในการสอบกลับทางมาตรวิทยาเพื่อแสดงพันธสัญญาของไอเอสโอในการให้ความร่วมมือกับองค์กรทั้ง 3 องค์กร ได้แก่ BIPM, OIML (International Organization of Legal Metrology) และ ILAC (International Laboratory Accreditation Cooperation) ด้วย การประกาศดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงความคงที่และการเปรียบเทียบสากลว่าจะได้รับการรับรองหากผลของการวัดมีการสอบกลับไปยังแหล่งอ้างอิงที่เป็นที่ยอมรับกันทางมาตรวิทยา และเป็นพื้นฐานสำหรับทุกองค์กร

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการทั่วไปด้านการชั่งและการวัดดังกล่าว เลขาธิการไอเอสโอกล่าวว่าการตัดสินใจในการให้ความหมายใหม่ของหน่วยสากลหลัก 7 หน่วยนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก

การรับเอาการวัดที่เป็นมาตรฐานไปใช้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเศรษฐกิจโลกซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม

การให้ความหมายใหม่นี้หมายความว่าเราจะไม่พึ่งพิงวัตถุทางกายภาพสำหรับการวัดที่แม่นยำอีกต่อไป ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากมายต่อโลกของเราโดยจะทำให้เกิดการเร่งนวัตกรรม และการลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเทคโนโลยี และจะทำให้วิทยาศาสตร์ด้านการวัดในรุ่นต่อๆ ไปเกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ชุดมาตรฐาน ISO 80000 มีการเน้นในเรื่องของความกลมกลืนแบบสากลในเรื่องของคำศัพท์ นิยาม และสัญลักษณ์ของหน่วยและปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ซึ่งเป็นการยืนยันภาษาที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการเขียนสูตรต่างๆ อันเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรในสาขาต่างๆ

ชุดมาตรฐานที่มีการอ้างอิงในเอกสารของ BIPM (Bureau International des Poids et Mesures หรือ International Bureau of Wdights and Measures) ประกอบด้วย 13 ส่วน โดย 11 ส่วนมาจากไอเอสโอ และ 2 ส่วนมาจากไออีซี ซึ่งมีศัพท์ ความหมาย สัญลักษณ์ที่แนะนำ หน่วย และข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม มาตรวิทยา และอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการอ้างอิงเพื่อการเขียนทางวิทยาศาสตร์หรือเอกสารทางวิชาการ ตำรา มาตรฐาน และแนวทางอื่นๆ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การอ้างอิงชุดมาตรฐาน ISO 80000 ได้รับการทบทวนไปพร้อมกันกับเอกสารโบรชัวร์เรื่องระบบหน่วยสากล (International System of Units: SI)  ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 (ค.ศ.2019)

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/news/ref2348.html
  2. https://www.bipm.org/en/worldwide-metrology/metre-convention/

การตัดไม้ทำลายป่าเป็นการทำลายผืนโลกที่เราอาศัยอยู่ ถือเป็นการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ และมีส่วนในการทำให้เกิดความเสียหายในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย

นอกจากเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อภาวะโลกร้อนแล้ว ปัจจุบัน ผู้บริโภคยังมีความตระหนักในด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งหากผู้บริโภคจะซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ ก็มีความต้องการที่จะรู้ถึงแหล่งของป่าไม้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหนึ่งในการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ และเนื่องจากในซัพพลายเชนของไม้มีผู้เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน อีกทั้งชนิดของไม้ก็มีความแตกต่างกันออกไป การสอบกลับไปยังแหล่งที่ถูกกฎหมาย จึงมีความซับซ้อน แต่วิธีการที่เข้มแข็งของการสอบกลับ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อได้ดีขึ้นและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้จะทราบถึงแหล่งที่มาของไม้ที่ถูกกฎหมายและทำให้อุตสาหกรรมเติบโตขึ้นได้ และสิ่งที่จะช่วยสอบกลับไปยังแหล่งที่มาของไม้ก็คือมาตรฐานไอเอสโอที่เพิ่งประกาศใช้ใหม่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั่นเอง

มาตรฐานที่ช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว คือ ISO 38200, Chain of custody of wood and wood-based products ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดสำหรับห่วงโซ่ของการดูแลป่าไม้และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากไม้ซึ่งทำให้ผู้ซื้อสามารถสอบกลับแหล่งของไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ในทุกๆ ขั้นตอนของซัพพลายเชน

ดร.จอร์จ อี อาร์ คาเจเซียร่า ประธานคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนามาตรฐาน ISO 38200 กล่าวว่ามาตรฐานนี้เป็นการเตรียมกรอบการดำเนินงานที่ทำให้ผู้ที่มีบทบาทในซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานดังกล่าว  มีการพูดภาษาเดียวกันทั่วโลก มาตรฐานนี้จะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถสอบกลับผลิตภัณฑ์ไม้ ว่ามาจากแหล่งใด  ซึ่งจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงไม้จากแหล่งผิดกฎหมายไม่ให้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนได้

นอกจากนี้ ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับระบบ CoC (Chain of Custody) ซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ทั้งในแง่ของการสอบกลับ ความโปร่งใส  และคุณภาพ โดยระบบ CoC ขึ้นอยู่กับระบบควบคุมที่ใช้ติดตามและจัดการกับวัตถุที่เกี่ยวข้องทั้งซัพพลายเชนหรือส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน รวมทั้ง การขนส่ง การผลิต และการขาย ไปจนถึงการประกาศหรือการแถลงถึงผลผลิต (output declaration) เป็นต้น ซึ่งมาตรฐาน ISO 38200 มีวัตถุประสงค์ในการติดตามวัตถุจากแหล่งที่แตกต่างกันไปจนถึงผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย แต่ไม่รวมถึงการนำไปใช้กับการจัดการด้านป่าไม้ (Forest Management) ทั้งนี้ คำว่า “วัตถุ” ที่ระบุในมาตรฐานดังกล่าว หมายถึงวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากไม้  ไม้คอร์กและผลิตภัณฑ์จากลิกนิน (ส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อพืช) และอื่นๆเช่น ไม้ไผ่ เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 38200 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการโครงการ ISO/PC 287, Chain of custody of wood and wood-based products ซึ่งมีเลขานุการคือ DIN สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน  และ ABNT สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศบราซิล

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/news/ref2342.html
  2. https://www.iso.org/standard/70179.html

ปัจจุบัน เมืองมีการเติบโตมากขึ้น  และมีแนวโน้มที่จะมีคนจะย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองเพิ่มมากขึ้นอีก 2.4 พันล้านคนในอีก 30 ปีข้างหน้า การสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนเป็นหัวข้อหลักที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญเนื่องในวันสากลแห่งเมืองในปีนี้ และมาตรฐานไอเอสโอก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เมืองเป็นเช่นนั้นได้

เราจะส่งเสริมให้เมืองเป็นที่สนใจในขณะเดียวกันก็สามารถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมได้อย่างไรในเมื่อเมืองทั่วโลกต่างเผชิญปัญหาที่ประชากรเติบโตอย่างรวดเร็ว

นับตั้งแต่เมืองแซปปาด้าในประเทศอิตาลีกลายเป็นชุมชนแรกในยุโรปที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 37101 การพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชน – การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน – ข้อกำหนดพร้อมแนวทางการใช้งาน (Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use)  เมืองก็ได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการท้องถิ่นเป็นอย่างมาก มีโครงการใหม่ๆ เพื่อการศึกษาและการปกป้องสิ่งแวดล้อม และมีวิธีการส่งเสริมเมืองและระบบเพื่อวัดและติดตามสมรรถนะด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนอีกด้วย

ISO 37101 เป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรฐานที่อุทิศให้กับเมืองที่ต้องการพิสูจน์อนาคตที่ต้องการความยั่งยืนและยืดหยุ่น ซึ่งมาตรฐานนี้มีส่วนทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ในข้อที่ 11 คือเมืองและชุมชนที่มีความยั่งยืน ซึ่งต้องการทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ “วันสากลแห่งเมือง” ในปีนี้ด้วย

มาตรฐานดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 268, Sustainable cities and communities ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ กว่า 50 ประเทศ ซึ่งได้เข้าร่วมในการพัฒนามาตรฐานอื่นๆ ที่เป็นกรอบการดำเนินงานและใช้วัดสมรรถนะด้วย เช่น ชุดมาตฐาน ISO 37150 ด้านโครงสร้างชุมชนอัจฉริยะ และ ISO 37120 ด้านตัวชี้วัดบริการของเมืองและคุณภาพชีวิต

ดร.แบร์นาร์ แชงโดรส ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 268 กล่าวว่าเมืองในวันพรุ่งนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายแต่ก็เป็นโอกาสที่ดีครั้งสำคัญด้วย เช่น การมีโอกาสที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของพลเมือง และการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพลเมือง เป็นต้น

อนาคตของเมืองส่งผลกระทบต่อทุกคนเพราะเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องนับตั้งแต่การขนส่งสาธารณะ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สาธารณูปโภคเช่น น้ำและพลังงาน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของสังคม สุขภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย

การสร้างเมืองที่มีความยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโดยธรรมชาตินั้น เมืองมีปฏิสัมพันธ์ของระบบที่ซับซ้อนสูง มาตรฐานของสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้นำของเมืองสามารถระบุวิสัยทัศน์ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เมืองเป็นไปตามที่ต้องการ     ทำอย่างไรจึงจะจัดการกับความท้าทายของพลเมืองที่เติบโตขึ้นทุกวัน และเมืองจะก้าวไปสู่อนาคตกับกลยุทธ์ที่มีความชัดเจนได้อย่างไร พร้อมด้วยเป้าหมายและโรดแมปของเมือง

ไอเอสโอได้ติดตามเรื่องราวของเมืองที่มีความยั่งยืนทั่วโลกและจะเข้าร่วมประชุมวิชาการกับองค์กรมาตรฐานสากล ได้แก่ คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์หรือไออีซีและสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือไอทียูในการประชุมวิชาการเมืองอัจฉริยะของโลกในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ที่เมืองซานตาเฟ่ ประเทศอาร์เจนติน่า

การประชุมวิชาการดังกล่าวจะเป็นการรวมคนและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยและปรึกษาหารือเพื่อทำให้เห็นภาพของสิ่งที่จำเป็นจะต้องพัฒนาสำหรับเมืองที่มีความยั่งยืนและเมืองอัจฉริยะในอนาคตพร้อมด้วยแนวทางการแก้ไขปัญหาในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะต่อไป

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2341.html

ปัจจุบัน เอไอไม่ใช่เพียงนิยายวิทยาศาสตร์เหมือนที่เราเคยพบเห็นอีกต่อไป แต่เอไอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราแล้ว เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง และการแพทย์ ก็เป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว เอไอคืออะไรกันแน่ ทำไมเอไอต้องมีมาตรฐานสากล และอะไรคือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเอไอ

มีรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ของสถาบันแม็คคินซีย์โกลบอลกล่าวถึงการลงทุนในเอไอว่ามีการเติบโตที่รวดเร็ว และได้คาดการณ์ว่าผู้นำด้านดิจิตอลอย่างกูเกิ้ลมีการใช้จ่ายระหว่าง 20 – 30 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) โดยมีการกระจายการลงทุนไปกับการวิจัยและพัฒนาถึง 90% และเน้นด้านเอไออีก 10%

จากองค์กรความร่วมมือข้อมูลสากล (International Data Corporation: IDC) ระบุว่าภายในปีหน้า โครงการที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอลทรานสฟอร์เมชั่นจะทำให้เกิดธุรกิจเอไอประเภทต่างๆ 40% และภายในปี 2564 (ค.ศ.2021) 75% ของแอพพลิเคชั่นธุรกิจจะมีการนำเอไอไปใช้โดยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นประมาณ 52.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ข้อมูลจากประธานคณะกรรมการวิชาการคณะใหม่ของไอเอสโอ ISO/IEC JTC1, Information technology, subcommittee SC 42, Artificial intelligence วิลเลียมกล่าวถึงคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวว่าได้เริ่มต้นด้วยการพัฒนามาตรฐานพื้นฐานอย่างแนวคิดและคำศัพท์ (ISO/IEC 22989) ซึ่งเน้นถึงประโยชน์ของเอไอที่มีอยู่ค่อนข้างกว้างและเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากเช่น Data Scientist, digital practitioners และองค์กรด้านกฎระเบียบ แต่ก็ยังมีช่องว่างของเอไออยู่ เช่น คนมีแนวโน้มที่จะคิดว่าเอไอเป็นหุ่นยนต์อัตโนมัติหรือคอมพิวเตอร์ที่สามารถเล่นเกมชนะเซียนหมากรุกได้ แต่เอไอเป็นได้มากกว่านั้น กล่าวคือ เป็นการรวบรวมเอาเทคโนโลยีที่สามารถทำให้นำเอาข้อมูลความรู้ที่รวบรวมไปใช้ในรูปแบบของสารสนเทศจากเครื่องจักรจนกระทั่งเกิดประสิทธิผล

วิลเลี่ยม ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/IEC JTC 1 อธิบายว่าบ่อยครั้ง เอไอถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีระบบจัดการด้วยตนเองแบบอัตโนมัติ  ในระบบเอไอหลายระบบ การจัดการข้อมูลที่ดีจะมีการเตรียมการก่อนที่จะป้อนเจ้าสู่เครื่องจักรที่มาในรูปแบบของแมชชีนเลิร์นนิ่งซึ่งจะสามารถใช้ประโยชน์ด้านการคาดการณ์จากข้อมูลที่มีอยู่ได้ เทคโนโลยีนี้ยังรวมถึง Big data และการวิเคราะห์ต่างๆ ด้วย

วิลเลี่ยมซึ่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสของหัวเว่ยเทคโนโลยีและเป็นประธานคณะอนุกรรมการวิชาการ ISO/IEC มีความรู้และประวัติการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า เศรษฐศาสตร์ และการบริหารธุรกิจจากทั้งสแตนฟอร์ดและวอร์ตัน โดยมีประวัติการทำงานที่เน้นไปในด้านกลยุทธ์ด้านธุรกิจและเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังทำงานให้กับบริษัทข้ามชาติอย่างซิสโก้และบรอดคอมรวมทั้งเป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี IoT เมื่อเร็วๆ นี้ ยังเป็นเลขานุการของคณะกรรมการนำร่องของ Industrial Internet Consortium เขาได้เตรียมจดสิทธิบัตรมากกว่า 850 รายการ และเกือบ 400 รายการอยู่ในระหว่างการตรวจสอบและใกล้จะได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว

วิลเลี่ยมมีความเชี่ยวชาญอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่การบ่มเพาะในช่วงเริ่มต้นไปจนถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ และการมาตรฐานซึ่งเขามองว่าเป็นพาหนะที่สมบูรณ์แบบในการขยายธุรกิจอุตสาหกรรมในภาพรวม เขากล่าวว่าเราจำเป็นต้องมีมาตรฐานสำหรับเอไอด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน ประการแรก ระดับของความซับซ้อนของเทคโนโลยีในสังคมปัจจุบัน ประการที่สอง ไอทีกำลังขับเคลื่อนลงลึกไปในทุกภาคส่วน หลังจากที่ขับเคลื่อนมาอย่างช้าๆ ในช่วงทศวรรษที่ 70 ถึง 80   คนเราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องการระบบไอทีเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอีกต่อไป แต่กลับมีความจำเป็นในเรื่องของการคาดการณ์อนาคตในเชิงกลยุทธ์ด้านไอทีมากกว่า และท้ายที่สุด ไอทีมีอยู่ในทุกภาคส่วน และทุกภาคส่วนต้องพึ่งพาไอที นับตั้งแต่การเงินไปจนถึงการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ การขนส่ง ไปจนถึงหุ่นยนต์ และเรื่องอื่นๆ

โลกของเราจึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นรวมทั้งเอไอ โดยระบบนิเวศของเอไอได้รับการแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ สังคม และจริยธรรม รวมถึงกลุ่มที่กว้างขวาง ได้แก่ มาตรฐานพื้นฐาน วิธีการและเทคนิคในการคำนวณ ความน่าเชื่อถือ และการระบุ application domains

สำหรับมาตรฐานพื้นฐาน ด้วยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกันมาก จุดเริ่มต้นพื้นฐานมีการทำงานของคณะกรรมการในด้านมาตรฐานพื้นฐาน ซึ่งมองที่มุมมองของเอไอว่ามีความจำเป็นต้องใช้คำศัพท์ร่วม รวมทั้งอนุกรมวิธานคำศัพท์และนิยาม ท้ายที่สุด มาตรฐานเหล่านี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ผู้ควบคุมกฎ ผู้เชี่ยวชาญ สามารถพูดภาษาเดียวกัน  ส่วนวิธีการและเทคนิคในการคำนวณ หัวใจของเอไอคือการประเมินของแนวทางทางการคำนวณและคุณลักษณะของระบบเอไอ ซึ่งรวมทั้งการศึกษาเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน (เช่น อัลกอริทึม การให้เหตุผล เป็นต้น) ซึ่งมีการใช้ในระบบเอไอ คุณสมบัติและคุณลักษณะ รวมทั้งการศึกษาระบบเอไอเฉพาะด้านที่มีอยู่เพื่อทำความเข้าใจและระบุแนวทางการคำนวณ โครงสร้าง และคุณลักษณะ กลุ่มที่ทำการศึกษานี้จะรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในด้านนี้แล้วแนะนำการมาตรฐานในด้านที่มีความจำเป็น  ส่วนความน่าเชื่อถือ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเอไอ กลุ่มการศึกษากำลังพิจารณาเรื่องของความน่าเชื่อถือและความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ระบบเอไอมีความเข้มแข็ง โปร่งใส และปราศจากอคติ  สำหรับการระบุ application domains บริบทที่เอไอมีการนำไปใช้และรวบรวมกรณีตัวอย่างการใช้งานที่เป็นตัวแทน ถือว่าการขนส่งและการขับเคลื่อนอัตโนมัตินับเป็นหนึ่งในกลุ่มดังกล่าว

วิลเลียมได้คาดการณ์ถึงมาตรฐานเอไอซึ่งเขามั่นใจว่าการรับเอามาตรฐานไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ นั้นไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเทคโนโลยีหลักๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เราเป็นอยู่ด้วย

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2336.html    

วารสารไอเอสโอโฟกัสฉบับเดือนกันยายน – ตุลาคม 2561 ได้นำเสนอเรื่องของโรงแรมฮิลตันซึ่งเป็นโรงแรมที่ให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ผู้สื่อข่าววารสารไอเอสโอโฟกัสได้สอบถามมักซิม เฟอร์สตรัท รองประธานด้านความรับผิดชอบองค์กรของโรงแรมฮิลตันถึงแนวคิด แนวทาง และวิธีการดำเนินงานซึ่งมีดังต่อไปนี้

เรื่องของพลังงานเป็นเรื่องในระดับปฏิบัติการที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากเป็นอันดับสองรองลงมาจากค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน โรงแรมฮิลตันมีประวัติการดำเนินงานที่ยาวนานในเรื่องของการบริหารจัดการในการใช้พลังงานอย่างรอบคอบในระดับโลก เริ่มจากการจัดทำคู่มือการจัดการพลังงานของโรงแรมฮิลตันในช่วงปี 2513 – 2522 (ค.ศ.1970 – 1979) ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการลดการใช้ทรัพยากร และในปี 2551 (ค.ศ. 2008) ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “LightStay” เพื่อใช้ในการวัดความรับผิดชอบขององค์กร แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ทุกคนที่ทำงานกับกลุ่มโรงแรมจำนวน 5,400 แห่งสามารถติดตามฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมากกว่า 200 ตัวชี้วัด และ LightStay เป็นมาตรฐานที่บ่งบอกถึงแบรนด์ของโรงแรม ทั้งนี้ การใช้งานแพลตฟอร์มนี้เป็นไปเพื่อให้สามารถจัดการทรัพย์สินของโรงแรมในเครือได้เหมือนกันทั่วโลก ซึ่งทำให้สามารถกำหนดระดับการใช้พลังงาน เป้าหมายด้านของเสียและน้ำ และยังสามารถติดตามสมรรถนะเป้าหมายด้านความยั่งยืนเป็นรายกลุ่มและรายบุคคลด้วย

แพลตฟอร์มนี้สร้างขึ้นตามความต้องการลูกค้าเพื่อรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในเชิงปฏิบัติการซึ่งช่วยให้บริหารสามารถจัดการด้านพลังงาน คาร์บอน น้ำและของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายสะสมลงได้มากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา
ปัจจุบัน  การจัดการพลังงานยังคงเป็นสิ่งที่โรงแรมฮิลตันให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและยังคงระบบวิธีการเชิงนวัตกรรมในการลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายลง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ การใช้มาตรฐาน ISO 50001 มีความสำคัญและทำให้โรงแรมเป็นผู้นำในกระบวนการด้านพลังงาน การให้การสนับสนุนจากผู้บริหารมีความจำเป็นและสำคัญมากต่อสมรรถนะและการจัดการด้านพลังงานของโรงแรม เมื่อไอเอสโอได้ประกาศใช้มาตรฐาน ISO 50001: 2011 ผู้บริหารของโรงแรมก็ให้ความสนใจที่จะนำเอาระบบการจัดการที่มีอยู่มาใช้เพื่อประโยชน์สำหรับแพลตฟอร์ม LightStay เพื่อให้ได้รับการรับรอง ซึ่งก่อนหน้านั้น โรงแรมฮิลตันได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 แล้ว

ดังนั้น ผู้บริหารของโรงแรมจึงมีความเข้าใจถึงประโยชน์ของมาตรฐานไอเอสโออยู่แล้ว และเมื่อนำแพลตฟอร์ม LightStay มาใช้ ทางโรงแรมจึงได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 เมื่อปี 2557 (ค.ศ.2014) ในเวลานั้น การได้รับการรับรองทั้ง 3 มาตรฐานนับว่าเป็นอาคารพาณิชย์ที่ได้รับการรับรองในขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การจัดการพลังงานก็เป็นสิ่งที่ผู้บริหารของโรงแรมได้ให้ความสำคัญเสมอมาและยังคงมองหาโอกาสที่จะขับเคลื่อนสมรรถนะองค์กรให้สูงขึ้นในระดับต่อไป

เมื่อไม่นานมานี้ โรงแรมได้ทำการทบทวนและดำเนินการบริหารกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบองค์กรเสียใหม่และกำหนดเป้าหมายระยะยาวขึ้นใหม่ ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โรงแรมได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายในการลดผลกระทบทางสังคมและลดฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้ 2 เท่าภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ในโครงการความรับผิดชอบขององค์กรซึ่งเน้นการเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจน (Travel with Purpose) โดยองค์ประกอบสำคัญของพันธสัญญาในเรื่องนี้ก็คือเป้าหมายที่อิงอยู่บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งสอดคล้องกับระดับการลดคาร์บอนตามสนธิสัญญาปารีส ซึ่งผู้บริหารและพนักงานของโรงแรมฮิลตันมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นโรงแรมแห่งแรกที่มีการกำหนดเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการอนุมัติโดย Science Based Targets initiative: SBTi ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำที่สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ มีความได้เปรียบในการแข่งขันโดยมีการปรับเปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

สำหรับกลยุทธ์การเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจน (Travel with Purpose) ของโรงแรมฮิลตัน เป็นการกำหนดเป้าหมายใหม่ที่เน้นความยั่งยืนของการเดินทางของโรงแรมในเครือทั่วโลก ซึ่งภายในปี 2573 โรงแรมวางแผนที่จะลดผลกระทบทางสังคมและลดฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมลง 2 เท่า กลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การลงทุนในชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกด้วยการลดผลกระทบขององค์กรที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับกลยุทธ์ของโรงแรมมีการเชื่อมโยงเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือทำให้มั่นใจว่าโรงแรมมีการปฏิบัติตามแนวทางที่สม่ำเสมอในระบบการจัดการพลังงาน และตัวเลขที่มีนัยสำคัญคือการลดการใช้พลังงานลงถึง 20.6% และลดคาร์บอนลง 30% จากปี 2551

ทางโรงแรมยังได้ประมาณการว่ามีตัวเลขสะสมในเรื่องของการประหยัดด้านการปฏิบัติการอย่างยั่งยืนได้ถึงหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมาจากระบบ LightStay ที่ช่วยให้โรงแรมสามารถติดตามโครงการการประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นได้ทั้งในระดับที่ลดลงและในระดับที่ทำให้ไม่เกิดค่าใช้จ่ายเลย เช่น การติดตามว่าโรงแรมไหนสามารถใช้การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์แทนการติดตั้งด้วยหลอดแอลอีดีหรือโรงงานที่มีการใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน เป็นต้น สุดท้ายนี้ ผู้บริหารของโรงแรม กล่าวว่าการที่โครงการมีผลต่อความสำเร็จเป็นอย่างมากเป็นผลมาจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งภายในกลุ่มโรงแรม  ภายในแผนก  และภายนอกรวมทั้งหุ้นส่วน ครั้งแรกที่โรงแรมตั้งเป้าหมายว่าต้องการการรับรอง ก็ได้แต่งตั้งกลุ่มงานขนาดใหญ่ขึ้นมาโดยมีตัวแทนจากเกือบทุกแผนกของโรงแรม ปัจจุบัน ยังคงมีความร่วมมือระหว่างแผนกเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาใบรับรองไว้ได้ และได้รับประโยชน์จากการนำมาตรฐานไปใช้

สำหรับมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับใหม่ ซึ่งมี High-Level Structure ทำให้สามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานระบบการจัดการที่โรงแรมทำอยู่แล้ว คือ ISO 9001 และ ISO 14001 ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเป็นมาตรฐานฉบับใหม่ ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับระบบโดยพื้นฐาน แต่มันทำให้องค์กรสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้โดยมองในภาพรวมผ่านการปฏิบัติงานประจำวัน

สำหรับโรงแรมฮิลตันเป็นองค์กรที่มีแบรนด์ชั้นนำระดับโลก 14 แบรนด์ซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินกว่า 5,400 แห่งซึ่งมีห้องเกือบ 880,000 ห้องใน 106 ประเทศและดินแดน โรงแรมฮิลตันอุทิศตนให้กับเป้าหมายในการให้บริการระดับโลกด้วยการส่งมอบประสบการณ์พิเศษของโรงแรมให้กับแขกทุกคนและทุกเวลา กลุ่มแบรนด์ของโรงแรมได้แก่ Hilton Hotels & Resorts, Waldorf Astoria Hotels & Resorts, Conrad Hotels & Resorts, Canopy by Hilton, Curio Collection by Hilton, DoubleTree by Hilton, Tapestry Collection by Hilton, Embassy Suites by Hilton, Hilton Garden Inn, Hampton by Hilton, Tru by Hilton, Homewood Suites by Hilton, Home2 Suites by Hilton และ Hilton Grand Vacations.

 

ที่มา: https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISOfocus%20(2013-NOW)/en/2018/ISOfocus_130/ISOfocus_130_en.pdf

การขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) เป็นหนึ่งในเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติและยังเป็นหัวข้อในการรณรงค์วันอาหารโลกในปี 2561 ด้วย ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอนับว่าเป็นเครื่องมืออันทรงคุณค่าที่จะช่วยให้โลกของเราก้าวไปสู่เป้าหมายในเรื่องดังกล่าวได้

จากข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่ามีคนที่ยังมีอาหารไม่เพียงพอและหิวโหยในโลกนี้มีจำนวน 815 ล้านคน ในขณะที่มีคนที่มีน้ำหนักมากเกินไปจำนวน 1.9 พันล้านคน อย่างไรก็ตาม โลกที่ปราศจากความหิวโหยซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติภายในปี 2030 นั้น ไม่เพียงแต่เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้เท่านั้น แต่ยังเป็นหัวข้อที่วันอาหารโลกที่ FAO ทำการรณรงค์ในปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ตุลาคม ด้วย

วันอาหารโลกในปีนี้ FAO ได้ให้ความสำคัญในหัวข้อ “เกษตรในครัวเรือน: เลี้ยงโลกและใส่ใจโลก” (Family Farming: Feeding the World, Caring for the Earth.)

สำหรับไอเอสโอ มีมาตรฐานสากลในภาคส่วนการผลิตอาหารมากกว่า 1600 มาตรฐานที่ช่วยให้สามารถยุติความหิวโหยของโลกได้ด้วยการสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหาร ปรับปรุงวิธีการด้านเกษตรกรรม และส่งเสริมการจัดซื้ออย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมาตรฐานอีกประมาณ 850 มาตรฐานจากคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34 – Food products ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่องนับตั้งแต่สวัสดิภาพสัตว์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ธัญพืชและนม และการทดสอบส่วนผสม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรับผิดชอบชุดมาตรฐาน ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร ซึ่งครอบคลุมมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร การทำฟาร์ม การทำบรรจุภัณฑ์ การลำเลียงขนส่งอาหารสัตว์ และการผลิตอาหารสัตว์

หัวใจสำคัญของระบบอาหารที่ยั่งยืนคือการทำให้มั่นใจในความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนสำหรับซัพพลายเชนด้านอาหาร และปัจจุบัน ไอเอสโอกำลังดำเนินงานในเรื่องนี้อยู่

กรณีนี้ ชุดมาตรฐาน ISO 34101 sustainable and traceable cocoa beans มีเป้าหมายที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับการปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่มีประสิทธิผลซึ่งช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงสภาพทางสังคมของชาวสวนโกโก้ซึ่งเป็นผู้เพาะปลูกรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาด้วย

ในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 26030 ซึ่งมีการนำสาขาอาหารไปประยุกต์ใช้ใน ISO 26000 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่มีการนำไปใช้อ้างอิงมากที่สุดของโลกในด้านความรับผิดชอบทางสังคม ยังได้ให้แนวทางวิธีการรวมเอาประเด็นหลักของความรับผิดชอบทางสังคมเข้าไว้ด้วยกันกับห่วงโซ่อาหาร ดังนั้น จึงมีส่วนร่วมในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในด้านวิถีที่ยั่งยืน มีจริยธรรม และโปร่งใส

สำหรับผู้สนใจเรื่องของมาตรฐานไอเอสโอกับเกษตรกรรม สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ dedicated page

https://www.iso.org/news/ref2334.html

ปัจจุบัน ทั่วโลกมีความนิยมในการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และนับเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับไอเอสโอในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันท่องเที่ยวโลกซึ่งตรงกับวันที่ 27 กันยายนของทุกปี

จากข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) แห่งองค์การสหประชาชาติ ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยว 1.2 พันล้านคนได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้รับผิดชอบในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.8 พันล้านคนภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)

ตัวเลขที่มีการคาดการณ์ไว้สูงเช่นนี้ จะนำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับชุมชนท้องถิ่นที่คนจำนวนมากกำลังพึ่งพาอยู่ และเนื่องในโอกาสวันท่องเที่ยวโลกซึ่งตรงกับวันที่ 27 กันยายนของทุกปี จะมีการสร้างและยกระดับความตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ และในปีนี้ องค์การสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญกับหัวข้อ Tourism and Digital Transformation ซึ่งให้เน้นในเรื่องของความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และวิธีที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วมเช่นการให้อำนาจแก่ชุมนชนท้องถิ่นและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรฐานสากลของไอเอสโอสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยการจัดเตรียมภาษาร่วมกัน และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ได้รับความเห็นพ้องร่วมกันซึ่งเป็นหลีกเลี่ยงการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน จึงสามารถสร้างเวลาที่มีคุณค่าและมีทรัพยากรสำหรับการสร้างสรรค์ และงานที่มีการคิดค้นใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมกรอบการทำงานที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันจากนวัตกรรมที่กำลังได้รับความนิยมด้วย

จากประวัติของไอเอสโอ พบว่ามีมาตรฐานจำนวนหนึ่งที่ได้รองรับไว้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยให้ผู้ที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถปรับปรุงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งรวมถึงมาตรฐานของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228 การท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง (Tourism and related services)  ซึ่งมีตัวอย่างข้อกำหนดทางวิชาการของ ISO/TS 13811 Tourism and related services – Guidelines on developing environmental specifications for accommodation establishments ซึ่งช่วยให้องค์กรลดผลกระทบเชิงลบต่อการจัดหาห้องพักเชิงท่องเที่ยวในด้านสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ

ปัจจุบัน คณะกรรมการกำลังทำงานด้านมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมโดยตรงต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงมาตรฐานดังต่อไปนี้

  1. ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements
  2. ISO 20611, Adventure tourism – Good practices for sustainability – Requirements and recommendations
  3. ISO 21416, Recreational diving services – Requirements and guidance on sustainable practices in recreational diving

มาตรฐานดังกล่าวเป็นข้อกำหนดที่จะช่วยส่งเสริมให้มีระบบการจัดการอย่างยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวและการบริการที่เกี่ยวข้อง วิธีปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน ทั้งในเรื่องของการจัดสรรที่พักและกิจกรรมดำน้ำ เป็นต้น อันจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้นำมาตรฐานไปใช้ได้มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2327.html  

การดำเนินธุรกิจของบริษัทห้างร้านต่างๆ ย่อมต้องการสร้างคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า  อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจสามารถส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป ทำให้โลกของเราต้องมีเป้าหมายในเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ผลักดันให้เกิดขึ้น

โลกของเรายังมีคนมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มลพิษจากสถานีพลังงานถ่านหิน การทับถมของพลาสติกใต้ท้องมหาสมุทรซึ่งทำให้สัตว์น้ำต้องเสียชีวิตลง การตัดไม้ทำลายป่า และการละลายของน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือ เป็นต้น

ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลเสียและคุกคามต่อทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสำหรับความเป็นอยู่ของมนุษย์ในอนาคต  และจากรายงานความเสี่ยงระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ปี 2561 ระบุว่าถึงแม้ว่าพื้นฐานด้านเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นจากสัญญาณของการกระตุ้นการเติบโต แต่โลกของเราไม่มีเวลาที่จะมัวแต่ฟังเรื่องของการยกยอปอปั้นกันอีกต่อไปแล้ว  รายงานดังกล่าวได้ทำให้มีความกังวลมากขึ้นในเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจในเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม

ประเด็นดังกล่าวได้รับการยืนยันเช่นกันจากเลขาธิการสมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล (International Trade Union Confederation – ITUC) ชารัน เบอร์โรว์ ซึ่งกล่าวเตือนในที่ประชุมดาวอสเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในเดือนมกราคม ว่ารูปแบบเศรษฐกิจที่มีมาก่อนหน้านี้ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของกำลังคนแม้ว่าซีอีโอขององค์กรต่าง ๆ จะมีพันธสัญญาต่อข้อตกลงปารีสแล้วก็ตาม

สำหรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อที่ 12 เรื่องการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) นั้น การบรรลุเป้าหมายนี้จำเป็นต้องมีกรอบการดำเนินงานระดับประเทศสำหรับการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนที่รวมเอาแผนงานระดับภาคส่วนและระดับประเทศ การปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืน และพฤติกรรมผู้บริโภค ให้เข้ากับบรรทัดฐานระดับสากลในเรื่องของการบริหารจัดการสารเคมีอันตรายและของเสีย

พอล โพลแมน ซีอีโอของยูนิลีเวอร์ซึ่งเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลกที่นำเอาเรื่องของความยั่งยืนมารวมเข้ากับกิจกรรมของบริษัท ได้กล่าวในรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian ว่า SDGs นำเสนอโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์เราและจะกลายเป็นศูนย์กลางของเป้าหมายธุรกิจและการตัดสินใจด้านการลงทุน เขากล่าวว่าแบรนด์ที่ยั่งยืนของยูนิลีเวอร์กำลังเติบโตขึ้นถึง 30% ซึ่งเร็วกว่าแบรนด์ที่เหลือของบริษัท

สำหรับแม็คโดนัลด์ บริษัทฟ้าสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกัน ได้ประกาศแผนการที่จะลดการใช้หลอดแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาใช้หลอดกระดาษแทนในระเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งบีบีซีกล่าวว่าแค่ในประเทศสหราชอาณาจักรแห่งเดียว มีการใช้งานถึง 8.5 ล้านหลอดต่อปี

ส่วนเอสเอ็มอีที่มีสายตาหลักแหลมและมองเห็นประโยชน์ในเรื่องนี้ ก็สามารถนำ SDGs มาใช้เป็นกลยุทธ์องค์กรได้เช่นกันซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและชุมชน และมาตรฐานที่มีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวอย่างชัดเจนก็คือมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อ ISO 20400 ซึ่งมีการเชื่อมโยงเข้ากับมาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 ซึ่งมีการนำเสนอข้อแนะนำเป็นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับ SDGs และอยู่ในหัวข้อหลักด้านความรับผิดชอบต่อสังคม 7 เรื่อง ได้แก่ การกำกับดูแลองค์กร สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การดำเนินงานอย่างเป็นธรรม ประเด็นด้านผู้บริโภค และการมีส่วนร่วมและการพัฒนาของชุมชน

บุคคลหนึ่งที่มีประสบการณ์ครั้งแรกในเรื่องนี้คือช้าค ชามม์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเอทูคอนซัลติ้ง ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่มีพนักงาน 100 คน ปฏิบัติงานอยู่ในประเทศฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญในด้านการปรับเปลี่ยนองค์กร ชามม์ได้เข้าไปทำงานโครงการของไอเอสโอเป็นเวลา 4 ปีซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นความพยายามครั้งใหญ่สำหรับองค์กรเล็กๆ อย่างเอทูคอนซัลติ้ง  ซึ่งค่อนข้างกระตือรือร้นในการส่งเสริมมาตรฐานใหม่ในตลาดฝรั่งเศสและได้สร้างมาตรวัดตามมาตรฐาน ISO 20400 เพื่อวัดวิธีการที่องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนปฏิบัติทุกปี รวมทั้งวิธีการประยุกต์ใช้แนวทางมาตรฐานและผลกระทบของความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีต่อสังคม

เขายังได้อธิบายต่อไปว่า ISO 20400 มีความเชื่อมโยงกับ ISO 26000 และ SDG 12 ด้วยเหตุนี้เอง มาตรฐานจึงให้การสนับสนุนและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของคณะทำงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP)

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐาน ISO 20400, Sustainable procurement – Guidance เป็นการนำไปใช้งานเฉพาะภาคส่วนของมาตรฐาน 26000 ซึ่งระบุหลักการของพฤติกรรมเชิงจริยธรรมตลอดทั้งซัพพลายเชน ซึ่งมีประโยชน์ดังต่อไปนี้

ISO 20400 ทำให้องค์กรมีโครงสร้างของการจัดซื้ออย่างยั่งยืน สามารถแปลงนโยบายไปสู่ภาษาที่ซัพพลายเชนสามารถตอบสนองได้ เพราะมาตรฐานนี้มีการจัดเตรียมกรอบแนวทางที่มีการเชื่อมโยงเป้าหมายขององค์กรและทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในการจัดซื้ออย่างยั่งยืนได้

ภารกิจขององค์กรทั่วโลกทั้งภาครัฐและเอกชน คือ การเข้าร่วมปฏิบัติการด้านความยั่งยืนโดยการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนผ่านการปฏิบัติ เช่น การนำ ISO 20400 มาตรฐาน การจัดซื้ออย่างยั่งยืน ไปใช้งาน เพื่อร่วมกันผลักดันให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเร็วต่อไป

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2322.html