บทความ MASCIInnoversity เรื่อง “มาตรฐานสากลที่ส่งเสริมผู้สูงวัยใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ตอนที่ 1” ได้กล่าวถึงสังคมโลกที่มีประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศซึ่งมีการให้ความสำคัญกับสังคมสูงวัย และทำให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความหมายร่วมกับลูกหลานและคนในสังคมได้ โดยไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 25550, Ageing Societies – General requirements and guidelines for an age-inclusive workforce ขึ้นมา เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ นำไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของคนทุกรุ่นทุกวัย สำหรับบทความในครั้งนี้จะกล่าวถึงการพัฒนามาตรฐานของไอเอสโอสำหรับองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงวัยหรือผู้ใหญ่ (รวมถึงผู้ดูแลเด็ก) ที่มีอาการเรื้อรังจากโรคภัย และมาตรฐานที่เป็นกรอบการทำงานสำหรับชุมชนที่มีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม ดังต่อไปนี้

แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลา ทุกคนก็ต้องก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน  และในการอยู่ร่วมกับสังคมสูงวัย  เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญและดูแลผู้สูงอายุซึ่งเราทุกคนมีบทบาทในการสนับสนุนผู้สูงอายุตามที่พวกเขาต้องการและสมควรจะได้รับ ผู้สูงอายุสามารถมีส่วนร่วมในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นองค์กรต่างๆ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย ต้องทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมประโยชน์จากการอยู่ร่วมกับผู้สูงวัยในสังคม

ปัจจุบัน ทั่วโลกกำลังดำเนินการดูแลระบบการดูแลสุขภาพเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการดูแลระยะยาวที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และแม้ว่าสิ่งสำคัญคือจะต้องมั่นใจในการเข้าถึงการป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูอย่างเท่าเทียมกันในทุกช่วงวัยของชีวิต แต่การดูแลผู้ดูแลก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน สิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของมาตรฐาน ISO 25551, Ageing societies — General requirements and guidelines for carer-inclusive organizations ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ดูแลที่ทำงานในชุมชนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการจ้างงานกับความรับผิดชอบในการดูแลผู้สูงวัยรวมทั้งการดูแลเด็กในระยะยาวอันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยเรื้อรังด้วย

มาตรฐาน ISO 25551 จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ดูแลผู้ป่วยซึ่งทำให้องค์กรช่วยรักษาพนักงานที่มีทักษะเอาไว้ได้ สามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน และทำให้พนักงานมีส่วนร่วมมากขึ้น

ไอเอสโอตระหนักดีว่านอกจากผู้สูงวัยจะต้องการมีสุขภาพดีแล้ว พวกเขาควรจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่า “การไม่มีโรค” ซึ่งหมายความว่าจำเป็นต้องรักษาความสามารถในการทำงานได้ตลอดอายุขัยด้วย ลองนึกภาพดูว่าสังคมจะเป็นอย่างไร หากมีผู้สูงวัยที่ประสบปัญหาภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เป็นจำนวนมากและชุมชนขาดการเตรียมความพร้อมเพื่อสังคม  ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 25552, Ageing societies – Framework for dementia-inclusive communities โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่รวมถึงภาวะสมองเสื่อมเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุเป็นพลเมืองที่เป็นอิสระหรือไม่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น  รู้สึกปลอดภัยและสบายใจพอที่จะเพิ่มความสามารถและมีส่วนร่วมในชุมชนของตนได้สูงสุด

มาตรฐาน ISO 25552 จะช่วยให้มีการปรับปรุงคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมในชุมชน ช่วยพัฒนาบริการที่มีคุณภาพสำหรับผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม  เพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรที่จำเป็นในการพัฒนาชุมชนที่มีผู้เป็นโรคสมองเสื่อมสร้างโอกาสใหม่สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในชุมชนที่มีผู้เป็นโรคสมองเสื่อม รวมทั้งชุมชนได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนในเรื่องราวต่าง ๆ จากทุกคนรวมทั้งผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมด้วย

สิ่งที่ไอเอสโอดำเนินการอยู่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงวิกฤตที่เกิดขึ้นกับสังคมสูงวัย แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการคิดเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่มีมาหลายชั่วอายุคนเพื่อสนับสนุนคนทุกรุ่นทุกวัยให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี เมื่อเราทำลายสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่าง ๆ ลงได้แล้ว เราก็จะสามารถเปลี่ยนชุมชนของเราให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตและก้าวสู่การเป็นผู้สูงอายุได้อย่างสง่างาม เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อทั้งตนเอง ชุมชนและสังคมต่อไป

ที่มา:  https://www.iso.org/news/society-for-all-ages.html

ปัจจุบัน ทั่วโลกกำลังมีประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมา หลายประเทศได้ก้าวสู่สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี อิตาลี และฟินแลนด์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ประชากรโลกที่มีอายุเกิน 65 ปีจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) ส่วนเด็กอายุไม่เกิน 5 ปีจะมีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยที่พบว่าเป็นไปได้ที่คนเราสามารถมีอายุยืนยาวได้ราว 150 ปี และนับจนถึงปัจจุบัน บุคคลที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 122 คน และในญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวมีผู้อายุครบรอบ 100 ปีมากกว่า 44,000 คนเมื่อปี 2553 (ค.ศ.2010)

เคยมีคนกล่าวว่าอายุยืนเป็นพรอย่างหนึ่งซึ่งหลายคนไม่อยากได้ เพราะไม่แน่ใจว่าหากมีอายุยืนขนาดนั้นแล้วจะยังมีความสุขดีอยู่หรือไม่ แต่เชื่อหรือไม่ว่าผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตตามปกติอย่างมีความสุขได้ หลายประเทศเป็นตัวอย่างที่สามารถยืนยันในเรื่องนี้ แต่ในหลาย ๆ ประเทศ มีความท้าทายในการก้าวข้ามอุปสรรคด้านความสามารถในการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคม ซึ่งไอเอสโอได้เข้ามาเติมเต็มความปรารถนาของผู้คนในส่วนนี้แล้วด้วยการพัฒนามาตรฐานที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสังคมที่ผู้สูงวัยทั่วโลกสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายร่วมกับลูกหลานและคนในสังคม

บ่อยครั้ง ผู้สูงวัยมักถูกมองว่ามีค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงเกินไปในการใช้ชีวิต และสังคมก็ไม่ได้ใช้โอกาสในการผสานเอาภูมิปัญญาที่พวกเขาเหล่านั้นมีอยู่จากการผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมาอย่างยาวนานแล้วส่งผ่านไปยังคนรุ่นต่อไปได้  และยังถูกมองว่าเป็นพวกต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ชอบเทคโนโลยี ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรู้และประสบการณ์ของผู้สูงวัยคือสิ่งที่มีคุณค่ามากและเป็นประโยชน์ต่อสังคม  นอกจากนี้ บางครั้งยังถูกมองข้ามว่าเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงมากด้วย

เพื่อความเท่าเทียมกันของคนทุกวัย

การต่อสู้ในยุคที่มีสังคมสูงวัยมากขึ้นทั่วโลกมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างโลกที่เท่าเทียมกันมากขึ้น สิทธิและศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่อผู้สูงวัยจำเป็นต้องได้รับการเยียวยา ด้วยเหตุนี้เอง ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานพร้อมแนวทางแก้ไขเพื่อเอาชนะความท้าทายเหล่านั้นซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC314, Aging Societies  ซึ่งแร ดูลมาจ หนึ่งในผู้ประสานงานร่วมของคณะกรรมการวิชาการนี้ เชื่อมั่นว่าระบบสุขภาพและการดูแลระยะยาวจะต้องสอดคล้องกันเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมสูงอายุได้

เขากล่าวว่าการมุ่งเน้นที่ความสามารถที่แท้จริงของผู้สูงอายุและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของพวกเขาไว้เป็นหัวใจสำคัญ เราสามารถให้การดูแลที่ดีที่สุดแก่ผู้สูงวัยซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง เรื่องส่วนตัวที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งของเขาคือ เขาได้เริ่มออกกำลังกายแบบเข้มข้นซึ่งผสมผสานกันระหว่างยิมนาสติก แอโรบิก และเวทเทรนนิ่งที่เรียกว่า CrossFit ในตอนที่มีอายุ 66 ปีด้วย

สำหรับการทำงานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 314 ต้องการให้ชุมชนมารวมตัวกันในประเด็นด้านสุขภาพ การประกันสังคม การเข้าถึงได้ และทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนจากผู้อาวุโสของเราซึ่งสามารถมอบให้พวกเราได้  และเราจำเป็นต้องมีระบบที่ตระหนักถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมต่างๆ และปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพด้วย

แร ดูลมาจ กล่าวเสริมว่า ด้วยเหตุนี้ ความพยายามของคณะกรรมการวิชาการฯ จึงมุ่งเน้นไปที่ความกลมเกลียวกันในสังคม ซึ่งรวมถึงการรวมกลุ่มและการไม่เลือกปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่ได้คือ มาตรฐานที่คณะกรรมการวิชาการพัฒนาขึ้นมาซึ่งจะช่วยให้ชุมชนพูดภาษาเดียวกับประชากรสูงอายุของเรา เพื่อให้เราทุกคนสามารถหาวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการของผู้สูงวัย และคนทุกวัยสามารถอยู่ร่วมกันได้

แนวโน้มของการสูงวัยประการหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเราสามารถเห็นพนักงานทั้ง 5 ชั่วอายุคนได้ในที่ทำงานหลายแห่ง ซึ่งดร.มาร์ติน ไฮด์ รองศาสตราจารย์ด้านศาสตร์เกี่ยวกับการสูงวัย (Gerontology) แห่งมหาวิทยาลัยสวอนซี ประเทศอังกฤษ ได้กล่าวว่า คนทำงานที่มีอายุมากมีแนวโน้มไม่มากนักที่จะก้าวไปข้างหน้าจากการฝึกอบรมขององค์กร  พวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตรเหล่านั้นด้วยข้อสมมติฐานที่ว่าพวกเขากระตือรือร้นน้อยกว่าหรือสามารถเรียนรู้ได้ช้ากว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีหากมีคนคิดแบบนั้น  แต่จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีกถ้าพวกเขาเริ่มเชื่อเรื่องนี้อย่างจริงจังจนทำให้ความเชื่อนั้นกลายเป็นความจริง ซึ่งหมายความว่าผู้สูงวัยถูกกีดกันไม่ให้ทำงานหรือใช้วิชาความรู้และประสบการณ์ของตนเองได้อย่างเต็มที่

ดร.มาร์ติน ไฮด์ กล่าวต่อไปว่าเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของคนทุกรุ่น นายจ้างและรัฐบาลต้องยอมรับและให้โอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่มีอายุมากกว่าซึ่งองค์กรต่างๆ สามารถใช้มาตรฐาน ISO 25550, Ageing Societies – General requirements and guidelines for an age-inclusive workforce เพื่อรักษาความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและรับรองว่าพนักงานของตนครอบคลุมคนทุกช่วงวัย  และเราต้องตระหนักถึงคุณค่าของประชากรสูงอายุโดยฟังเสียงสะท้อนของพวกเขาในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งต้องรวมหลักการเหล่านั้นเข้าไว้ด้วยกัน

ผู้ปฏิบัติงานที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีบทบาทมากในสังคมสูงวัยก็คือผู้ที่ดูแลผู้สูงวัยนั่นเอง  ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานสำหรับองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงวัยหรือผู้ใหญ่ที่มีอาการเรื้อรังจากโรคภัยหรือมีความบกพร่องทางสติปัญญา (รวมไปถึงผู้ที่อยู่ในความดูแลของผู้สูงอายุด้วย) รวมถึงผู้ที่รับการดูแลเด็กในระยะยาวในทำนองเดียวกับผู้ใหญ่ (เด็กที่มีภาวะโรคเรื้อรัง บกพร่องทางประสาทสัมผัส หรือบกพร่องทางร่างกาย) ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในบทความครั้งต่อไปค่ะ

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/news/society-for-all-ages.html
  2. https://www.bangkokbiznews.com/social/980466

ถ้าพูดถึงรหัส เป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับความลับ และความลึกลับ   แต่บางครั้ง ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รหัสก็ให้ความชัดเจนและความสม่ำเสมอได้เช่นกัน  ซึ่งอยู่ในระบบสำคัญบางอย่างที่สนับสนุนในชีวิตประจำวันของเราและทำให้เราเชื่อมต่อถึงกันได้ เช่น การชำระเงินออนไลน์ระหว่างประเทศหรือโอนเงินไปต่างประเทศ เป็นต้น

เมื่อปี 2565 (ค.ศ.2021)  ประชากรโลกจำนวน 76% มีบัญชีธนาคารอยู่ในมือ ซึ่งการโอนเงินระหว่างประเทศอาจมีความเสี่ยงได้หากไม่มีรหัสที่ชัดเจน แต่เนื่องจากมีการกำหนดรหัสที่ชัดเจนและไม่ซ้ำกันในการระบุบัญชีผู้ส่งและผู้รับด้วยระบบรหัส IBAN (International Bank Account Number) ธุรกรรมหลายพันล้านรายการทั่วโลกจึงเกิดขึ้นได้ทุกวันอย่างราบรื่นและปลอดภัย

แล้วถ้าเราจะส่งพัสดุไปให้คนในครอบครัวที่อยู่ต่างประเทศล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น  จากสถิติ ประชากรโลกจำนวน 93.1% สามารถเข้าถึงบริการไปรษณีย์ได้เมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) แต่ถ้าเราระบุรหัสประเทศไม่ถูกต้อง องค์กรไปรษณีย์และผู้จัดส่งระหว่างประเทศอาจจะมีปัญหาในการขนส่ง และทำให้พัสดุของเราไปไม่ถึงผู้รับ

พวกเราส่วนใหญ่ใช้รหัสประเทศเหล่านั้นในชีวิตประจำวัน แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่ารหัสพวกนี้ทำงานอย่างไร และทำไมจึงมีความสำคัญ แล้วมันคืออะไรกันแน่

กรณีการระบุตัวตนของประเทศอย่างถูกต้องนั้น การมีชื่อและการสะกดคำหลายชื่อสำหรับแต่ละประเทศจะทำให้มีปัญหาความไม่สอดคล้องกันได้ในชุดข้อมูลและแพลตฟอร์มต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น เพื่อให้สามารถระบุสิ่งนี้ได้อย่างถูกต้อง จึงใช้ตัวอักษรและตัวเลขแบบสั้นซึ่งง่ายต่อการจดจำ และการระบุตัวตน ซึ่งมีการนำมากำหนดเป็นมาตรฐานสากลแล้ว

สำหรับการใช้รหัสของไอเอสโอนั้น ไอเอสโออนุญาตให้ใช้รหัสประเทศ สกุลเงิน และภาษาได้ฟรีจาก ISO 3166, ISO 4217 และ ISO 639 ตามลำดับ  ผู้ใช้รหัสประเทศจากไอเอสโอสามารถเลือกสมัครใช้บริการแบบชำระเงินซึ่งจะอัปเดตและให้ข้อมูลในรูปแบบที่พร้อมใช้งานโดยอัตโนมัติ (csv, .xml and .xls format) สำหรับแอปพลิเคชันที่หลากหลาย

สำหรับมาตรฐาน ISO 3166 ที่ไอเอสโอได้พัฒนาขึ้นนั้นได้มีการกำหนดรหัสที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรและตัวเลข ซึ่งเป็นตัวระบุสั้นๆ ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับประเทศต่าง ดินแดนในภาวะพึ่งพิง (Dependent territory) และพื้นที่พิเศษที่น่าสนใจทางภูมิศาสตร์ ตัวอย่างเช่น อิตาลีใช้ตัวย่อว่า IT, ITA และ 380 ในขณะที่ญี่ปุ่นคือ JP, JPN และ 392 แนวคิดนี้คือการเป็นตัวแทนของประเทศต่างๆ ในรูปแบบที่สะดวกและคลุมเครือน้อยกว่าชื่อเต็ม

มาตรฐาน ISO 3166 มีทั้งหมด 3 ฉบับ ได้แก่  ISO 3166-1: 2020, Codes for the representation of names of countries and their subdivisions Part 1: Country code, ISO 3166-2:2020, Codes for the representation of names of countries and their subdivisions Part 2: Country subdivision code และ ISO 3166-3:2020, Codes for the representation of names of countries and their subdivisions, Part 3: Code for formerly used names of countries ซึ่งไอเอสโอได้ร่วมกับองค์กรสากลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ (เช่น International Civil Aviation Organization (ICAO), Internet Corporation for Assigned Names and Numbers (ICANN) และ Universal Postal Union (UPU) เป็นต้น) ทำการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสำหรับชื่อประเทศและสิ่งที่เกี่ยวข้อง

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา : https://www.iso.org/iso-3166-country-codes.html

ตามแถลงการณ์ด้านแผนยุทธศาสตร์ปี 2563-2566 (ค.ศ.2020 – 2023) ขององค์การสหประชาชาติ ได้ระบุกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะช่วยให้โลกของเราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน ผ่านกระบวนทัศน์ใหม่ที่มีความยั่งยืน (Green transition) มีการขับเคลื่อนการพัฒนาและสันติภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก วัตถุประสงค์หลักของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือเพื่อส่งเสริมอนาคตของเมืองที่ยั่งยืน เนื่องจากการเติบโตของเมืองมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เรามาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนข้อเสียให้เป็นโอกาส

ทักษะที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจสีเขียว

ในขณะที่โลกยังคงดำเนินต่อไปเพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวการ  โลกก็ต้องการคนที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วมาตรฐานสามารถช่วยสนับสนุนการปฏิวัติทักษะได้หรือไม่  เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสีเขียว ซึ่งยังคงมีไม่เพียงพอ

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จะมีการสร้างงานใหม่ประมาณ 24 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2573 (ค.ศ. หากมีการวางนโยบายที่เหมาะสมในการส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการเติบโต 8% ต่อปีของการประกาศรับสมัครงานด้านสิ่งแวดล้อมใน LinkedIn ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้มีความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเพียง 6% เท่านั้นในแต่ละปี

งานด้านความยั่งยืน

เมื่อพูดถึงงานด้านความยั่งยืน เราอาจคิดถึงช่างเทคนิคแผงโซลาร์เซลล์หรือวิศวกรกังหันลม แต่อันที่จริงแล้ว ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรมและมีหลายรูปแบบ รายงานของ LinkedIn ที่มีชื่อว่า Global Green Jobs Report ได้แยกความแตกต่างระหว่างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

งานสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำได้หากไม่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม แต่งานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ ส่วนงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมเลย

แนวโน้มงานสีเขียวยอดนิยม

ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมที่เติบโตเร็วที่สุดคือการจัดการระบบนิเวศ นโยบายสิ่งแวดล้อม และการป้องกันมลพิษ แต่นอกเหนือจากการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบแล้ว ทักษะด้านพลังงานสะอาด การเงินที่ยั่งยืน การก่อสร้าง เทคโนโลยี และการวางผังเมืองก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม รายงาน LinkedIn ได้กล่าวถึงงานบางอย่างเช่น ผู้จัดการกองยานพาหนะ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ เป็นตัวอย่างของงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งจะต้องใช้ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจสีเขียว ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้สงวนไว้เฉพาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้านพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่จะมีอยู่ทั่วไปในทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น ภาครัฐและองค์กรจำเป็นต้องวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว

เติมเต็มทักษะให้เพียงพอ

มาตรฐานสากลสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างความต้องการแรงงานฝีมือของผู้ว่าจ้างและความต้องการงานของคนที่มีทักษะเหล่านั้น ซึ่งได้รับการยืนยันในงานวิจัยล่าสุดของ LinkedIn ว่าความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ได้รับการระบุว่าเป็น 1 ในทักษะ 10 อันดับแรกที่เพิ่มลงในโปรไฟล์สมาชิก LinkedIn ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

เห็นได้ชัดว่ามาตรฐานสากลเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อนของตลาดแรงงาน มาตรฐานเป็นช่องทางในการยกระดับทักษะ เช่นเดียวกับกรณีของ ISO 14001 ตลอดจนเป็นรากฐานสำหรับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความก้าวหน้า ดังนั้น เพื่อเร่งให้เกิดทักษะด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงานมากขึ้น จึงมีการเสนอให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของมาตรฐานสากลให้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยการผสมผสานทักษะสีเขียวเข้ากับการพัฒนางานตั้งแต่เริ่มต้น

การรวมทักษะ “สีเขียว” ไว้ในมาตรฐานไอเอสโอ ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการยอมรับในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าทักษะใดที่จำเป็นในงานต่างๆ เพื่อให้พนักงานสามารถสำรวจตลาดแรงงานได้อย่างมีจุดมุ่งหมาย

ปัจจุบันนี้ LinkedIn ได้รายงานเมื่อเปรียบเทียบทักษะสีเขียวที่สำคัญที่สุดสำหรับนายจ้างกับทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้สมัครแล้ว พบว่าตรงกันเพียง 50% เท่านั้น แต่มาตรฐานที่ใช้ร่วมกันสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างทักษะที่จำเป็นและทักษะที่มีอยู่ และทำให้การเปลี่ยนแปลงสีเขียวประสบความสำเร็จสำหรับทุกคนได้

อนาคตสีเขียวสำหรับทุกคน

การค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่งในรายงานของ LinkedIn คือ ยังคงมีช่องว่างที่สำคัญในการพัฒนาบุคลากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและงานที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางภูมิศาสตร์ เพศ ยุคสมัยของกลุ่มคนในช่วงอายุต่างๆ  และระดับการศึกษา ตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีรายได้ต่ำมีการยกระดับฝีมือแรงงานในอัตราที่ช้ากว่าประเทศที่เจริญกว่า และมีทักษะเฉพาะกลุ่มน้อยกว่า เป็นต้น

สำหรับการลงทุนในทักษะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น นายจ้าง รัฐบาล และแรงงานทั่วโลก จะทำให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวนั้นมีความเป็นธรรมเพื่อทุกคน และไม่ทำให้ใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ในฐานะที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม เราทุกคนต้องมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสีเขียวไม่ได้ให้ประโยชน์กับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น  แต่จะให้ประโยชน์กับคนในสังคมซึ่งมาตรฐานสากลสามารถช่วยลดช่องว่างโดยการสร้างกรอบที่ทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี

ที่มา : https://www.iso.org/contents/news/2022/12/skills-for-the-green-economy.html

“กล้อง CCTV ในประเทศสหราชอาณาจักรมีอยู่กว่า 6 ล้านตัว แต่เราจะเชื่อในสิ่งที่เรามองเห็นผ่านกล้องนั้นได้จริงหรือ” เพราะสิ่งที่เรามองเห็นอาจเป็นเรื่องลวงก็ได้ นี่คือสิ่งที่ภาพยนตร์แนวสืบสวนฆาตกรรมของช่อง BBC One เรื่อง The Capture ได้สื่อให้ผู้ชมคิดถึงมุมมองที่แตกต่างออกไปเดิม

จากตัวอย่างของภาพยนตร์ดังกล่าว การโจรกรรมข้อมูลระบุตัวตนด้วยเทคโนโลยีมัลติมีเดียเสมือนจริงหรือดีปเฟก (Deepfake Technology) ได้กลายเป็นปัญหาในศตวรรษที่ 21 ไปแล้ว ทำให้เกิดการคุกคามความมั่นคงของชาติ ทำลายรากฐานของรัฐและความไว้วางใจ  ผู้คนจึงหันมาตั้งข้อสงสัยว่าสิ่งที่เห็นนั้นแท้จริงแล้วเชื่อถือได้หรือไม่

ปัจจุบัน  เราจำเป็นต้องรู้ถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางไซเบอร์และภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์บนคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อื่นๆ เรามักได้รับการเตือนอยู่เสมอว่าอย่าเปิดเผยรหัสผ่านและให้ระวังอีเมลฟิชชิ่งและอีเมลสแปมที่พยายามหลอกล่อให้เราเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น วันเดือนปีเกิด รายละเอียดธนาคาร ประกันสังคม หรือข้อมูลทางการแพทย์ เป็นต้น

เมื่อเราเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ทำให้เรามองเห็นและตระหนักถึงความเสี่ยงและภัยคุกคามดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น

แนวโน้มของความเสี่ยงเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้รับการยืนยันจากรายงาน Global Cybersecurity Outlook 2022, ซึ่งระบุว่าต้นทุนอาชญากรรมทางไซเบอร์ทั่วโลกจะสูงถึง 10.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 2568 (ค.ศ.2025)

การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด  ในโลกที่เชื่อมต่อถึงกันมากขึ้น เรามีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้นสำหรับผู้คน องค์กร บริการ และระบบ เมื่อเทคโนโลยีเติบโตขึ้นอย่างซับซ้อน อาชญากรไซเบอร์ก็เก่งกาจมากขึ้นเช่นกัน ความไม่แน่นอนเหล่านั้นมีอยู่มากมาย การสร้างความไว้วางใจในความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงควรอยู่ในระดับสูงสุด  ซึ่งในการสร้างความมั่นใจว่าระบบขององค์กรจะมีความมั่นคงปลอดภัย ไอเอสโอได้นำมาพิจารณาจัดทำอยู่ในข้อกำหนดสำหรับมาตรฐานสากล 2 ฉบับอย่างครอบคลุม ได้แก่  ISO/IEC 15408  และ ISO/IEC 18045

ในส่วนของตลาดเทคโนโลยีเองก็ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามข้อกำหนดเช่นกัน    มิเกล บานอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินและรับรองความปลอดภัยทางไซเบอร์ และผู้ประสานงานของคณะทำงานด้านการประเมินความปลอดภัย การทดสอบ และข้อกำหนดจำเพาะ ได้กล่าวไว้ว่าการดำเนินงานภายใต้การดูแลร่วมกันขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน หรือไอเอสโอ (International Organization for Standardization) และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยมาตรฐานเทคนิคทางไฟฟ้าระหว่างประเทศ หรือไออีซี (International Electrotechnical Commission) ได้ทำงานร่วมกันจนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

การทำงานของทั้งสององค์กรร่วมกันทำให้สามารถนำมาตรฐาน 2 ฉบับนี้ขึ้นมาใช้ร่วมกันได้ คือ ISO/IEC 15408, Information security, cybersecurity and privacy protection – Evaluation criteria for IT security – Part 1: Introduction and general model ซึ่งกำหนดเกณฑ์การประเมินสำหรับความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ISO/IEC 18045, Information technology – cybersecurity and privacy protection – Evaluation criteria for IT security – Methodology for IT security evaluation  ซึ่งกำหนดวิธีการสำหรับการประเมินความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ในการนำมาตรฐานทั้ง 2 ฉบับไปใช้งานจริง มิเกล บานอนกล่าวว่า มาตรฐานทั้งสองฉบับเป็นสิ่งเดียวกัน เปรียบเสมือนคันเร่งของจักรยานที่ต้องมีควบคู่ไปกับตัวจักรยานโดยไม่อาจขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปได้ ซึ่งคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอได้ทำการปรับปรุงแก้ไขเมื่อไม่นานมานี้เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำไปจัดการข้อมูลและใช้แนวทางแบบองค์รวม มีความทันสมัย สามารถตอบสนองต่อเทคโนโลยีและความต้องการในการใช้งานที่ซับซ้อนมากขึ้นโดยมรากฐานที่สำคัญคือเทคโนโลยีมีความปลอดภัย

ในสหภาพยุโรป ก็ได้ออกกฎหมายใหม่เพื่อเสริมสร้างระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ และกำลังจะมีโครงการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 15408 ด้วย มิเกล บานอนชี้ให้เห็นว่าการใช้มาตรฐานเพื่อความมั่นคงปลอดภัยได้ส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์ในตลาดดังจะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน เช่น ระบบปฏิบัติการหรืออุปกรณ์เครือข่าย มีการพัฒนาและปรับปรุงจนถึงขั้นที่แฮ็กเกอร์ต้องกำหนดเป้าหมายไปที่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถโจมตีได้ง่ายกว่า  หากผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ก็จะกลายเป็นจุดอ่อนให้แฮ็กเกอร์เข้าโจมตีได้ง่าย

มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ขององค์กรรวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยียุคดิจิทัลที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องรวมทั้งข่าวปลอมมากมายรวมอยู่ด้วย โดยความไว้วางใจจะเกิดขึ้นหลังจากผลิตภัณฑ์ได้รับการตรวจประเมินอย่างเข้มงวด เป็นอิสระ และมีความเป็นกลางจนกระทั่งได้รับการรับรอง ไอเอสโอเชื่อมั่นว่ามาตรฐานดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้โลกของเราก้าวข้ามความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับความเชื่อมั่นในเทคโนโลยียุคดิจิทัลไปได้ในที่สุด

ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/11/incorporate-cyber-resilience.html

จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเรื่อง พฤติกรรมและมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อปัญหาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งแนวโน้มความสนใจลงทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 พบว่าผู้บริโภคตระหนักและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยินดีจ่ายเงินมากขึ้นไม่เกิน 20% จากราคาปกติเพื่อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังพิจารณาตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่ดำเนินการด้าน ESG ราว 10-20% ของพอร์ตการลงทุนด้วย

งานวิจัยของรอฟ โฟเทนฮาวอา จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียเมลเบิร์น เรื่อง Socially Responsible Investors: The Rise of ESG ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ยังกล่าวด้วยว่าความสนใจของภาคการเงินในการลงทุนเพื่อสนับสนุน ESG ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก โดยมีวิกฤตการเงินโลกที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ ESG ว่าเมื่อปราศจากการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจแล้ว (หรือทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อ) สามารถส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียต้นทุนความยั่งยืนและต้นทุนการใช้ทรัพยากร การสูญเสียความไว้วางใจของลูกค้า ผลกระทบต่อสุขภาพและขวัญและกำลังใจของบุคลากรไปจนถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด  องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงประเด็นความยั่งยืน  โดยองค์กรสามารถบูรณาการตามแนวทางด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินกิจการ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ทั่วโลกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

หากองค์กรต้องการนำไปใช้ ก็มีมาตรฐานเป็นจำนวนมากที่องค์กรสามารถพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม ตามความต้องการขององค์กรได้  เช่น มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 มาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มอก.9999 มาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก.14061-1 มาตรฐานการบริหารการจัดการงานอย่างยั่งยืน ISO 20121 มาตรฐานการจัดซื้ออย่างยั่งยืน ISO 20400 มาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม  ISO 26000 มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร มตช. 2 เล่ม 2 มาตรฐานการทวนสอบการวัดปริมาณและการรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร ISO 14064-1 มาตรฐานการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก การติดตามตรวจสอบ และการรายงานกิจกรรมในระดับโครงการ ISO 14064-2 เป็นต้น

ผู้บริโภคและภาคการผลิตหรือภาคบริการ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านความยั่งยืนได้ ซึ่งการขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ หรือ SDG12 (Sustainable Consumption and Production) ซึ่งทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้โลกของเราสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

ที่มา:

  1. https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-econ/business/Pages/ESG-consumer-z3337.aspx
  2. https://www.researchgate.net/publication/362323568_Socially_Responsible_Investors_The_Rise_of_ESG

จากสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ทำให้องค์กรหลายแห่งต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน และความไม่มั่นคงปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อวัตถุประสงค์ขององค์กร ยกตัวอย่างเช่น การขาดแคลนวัตถุดิบในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ของ COVID-19  เป็นต้น ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบซึ่งหากองค์กรมีแนวทางอย่างเป็นทางการในการจัดการความมั่งคงปลอดภัยแล้ว ก็จะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถทางธุรกิจและความน่าเชื่อถือขององค์กร ซึ่งแนวทางเช่นนั้น มีการระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรฐาน ISO 28000, Security and resilience – Security Management Systems – Requirements

ไอเอสโอได้ประกาศใช้มาตรฐาน ISO 28000 ครั้งแรกเมื่อปี 2550 (ค.ศ.2007) และเพื่อให้มาตรฐานยังคงมีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ ไอเอสโอจึงได้ทำการปรับปรุงมาตรฐาน ISO 28000 ให้สอดคล้องกับมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 22301, , ISO 31000, ISO/IEC 27001 เป็นต้น และได้ประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2565

เอกสารนี้ระบุข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการความปลอดภัย รวมถึงประเด็นที่มีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งองค์กรจำเป็นต้อง

การจัดการความปลอดภัยนี้เชื่อมโยงกับการจัดการธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงกิจกรรมทั้งหมดที่องค์กรควบคุมหรือได้รับอิทธิพลจากองค์กร ซึ่งรวมถึงกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

กิจกรรม หน้าที่ และการปฏิบัติการทั้งหมดควรได้รับการพิจารณาว่ามีผลกระทบต่อการจัดการความปลอดภัยขององค์กร ซึ่งรวมถึงห่วงโซ่อุปทานขององค์กรด้วย

มาตรฐาน ISO 28000 สามารถนำไปใช้เป็นกรอบการทำงานโดยเป็นวิธีปฏิบัติในการลดความเสี่ยงให้กับผู้เกี่ยวข้องตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สามารถบรรเทาความเสี่ยงและจัดการความมั่นคงปลอดภัยได้เป็นอย่างดี สามารถปกป้องบุคลากร สินค้า โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ รวมทั้งการขนส่ง การป้องกันอุบัติเหตุ และการป้องกันผลกระทบที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น โดยสามารถใช้ได้ตลอดทั้งวัฏจักรขององค์กรในกิจกรรมใดก็ได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กรในทุกระดับ

ดังนั้น องค์กรที่นำมาตรฐาน ISO 28000 ไปใช้จะทำให้สามารถจัดการความไม่แน่นอนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นได้โดยมีแนวทางการจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้มีความน่าเชื่อถือ  และสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรรวมถึงแง่มุมต่าง ๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากในการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายการดำเนินงานขององค์กร ห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงปลอดภัยถือเป็นส่วนสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจซึ่งสามารถป้องกันความเสียหายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา: https://www.iso.org/standard/79612.html

แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาใดที่รายงานว่า COVID-19 แพร่กระจายผ่านผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าไวรัสที่ติดเชื้อทางเดินหายใจสามารถถ่ายทอดผ่านอาหารหรือบรรจุภัณฑ์อาหารได้ และดูเหมือนว่าการแพร่กระจายของ SARS-CoV และ MERS-CoV ผ่านการบริโภคอาหารก็ยังไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบริการอาหาร (Food Service) เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เนื่องจากมีผู้บริโภคมีความกังวลในการสัมผัสอาหารที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปได้ที่อาจปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID-19 แต่จริงๆ แล้วมีเพียงหลักฐานบ่งชี้ว่า SARS-CoV-2 สามารถแพร่เชื้อผ่านทางพื้นผิวสัมผัสเนื่องจากความสามารถของไวรัสสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวได้เป็นเวลาหลายวัน (ซึ่งไม่ใช่การติดเชื้อผ่านการรับประทานอาหาร แต่อาจติดเชื้อจากการหายใจเอาเชื้อที่อยู่รอดบนพื้นผิวนั้นเข้าไป)

ดังนั้น  จึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 จากทางเดินหายใจไปยังพื้นผิวบรรจุภัณฑ์อาหารหรือผ่านการบริโภคอาหาร ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอาหารให้ความสำคัญกับแนวทางสำหรับผู้บริโภคในระหว่างการซื้ออาหาร การจัดการอาหาร และการเตรียมอาหาร ซึ่งผู้จับต้องอาหาร และบุคลากรของสถานประกอบการอาหารและผู้บริโภคจำเป็นต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อและปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของระบบความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างน้อย ซึ่งผู้ผลิตอาหารและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารทั้งหมดต้องตระหนักถึงหน้าที่รับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงในการจัดการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้บริโภคซึ่งหากอาหารไม่มีความปลอดภัยก็จะเกิดความเสี่ยงสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปฏิบัติตามแนวทางสุขอนามัยที่ดีรวมไปถึงการนำมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยของอาหารไปใช้งาน

สำหรับมาตรฐานระบบการจัดความปลอดภัยของอาหารของไอเอสโอ ช่วยให้องค์กรสามารถระบุและควบคุมอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหารได้ และในขณะเดียวกันยังสามารถนำไปใช้งานร่วมกับมาตรฐานการจัดการไอเอสโอฉบับอื่นได้ด้วยโดยสามารถนำไปใช้กับผู้ผลิตทุกประเภทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน  ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งข้ามพรมแดนไปยังผู้บริโภคซึ่งทำให้พวกเขาไว้วางใจได้

มาตรฐาน ISO 22000, Food safety management systems — Requirements for any organization in the food chain เป็นมาตรฐานระบบการจัดการความปลออดภัยของอาหาร ข้อกำหนดสำหรับทุกองค์กรในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนาขึ้นเพื่อกำหนดกรอบมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมข้อกำหนดทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหารที่มีการบังคับใช้สำหรับการค้าสินค้าอาหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน  ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารมีมาตรฐานที่มีความสอดคล้องกัน นับตั้งแต่ธุรกิจที่ทำการผลิตวัตถุดิบ ส่วนประกอบของอาหาร ภาชนะบรรจุอาหาร ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และยังส่งเสริมให้องค์กรดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารด้วย

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์อาหารก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทุกแห่งว่าควรปฏิบัติตามแนวทางระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเคร่งครัด และควรปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อตอบสนองต่อหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสเมื่อจำเป็น

มาตรฐาน ISO 22000 ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผน ดำเนินการ ดำเนินการ บำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารรวมทั้งช่วยให้สื่อสารประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในห่วงโซ่อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิต  หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ค้าปลีก รวมทั้งผู้บริโภคด้วย

ที่มา:

  1. https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fmicb.2020.01854/full#B39
  2. https://www.iso.org/standard/65464.html

ธุรกิจองค์กรต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างผลกระทบหรือผู้ได้รับผลกระทบนั้นเองก็ตาม ปัจจุบัน ธุรกิจองค์กรต่างก็ตระหนักถึงความจำเป็นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์ของตนเอง ดังนั้น การรวมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในการออกแบบและการพัฒนาโดยคำนึงถึงวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้โดยทั่วไปเรียกว่า “การออกแบบเชิงนิเวศ” บางครั้งก็ใช้คำว่า การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ การออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือการออกแบบที่ยั่งยืน/เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การออกแบบและการพัฒนาถือเป็นกระบวนการที่สำคัญซึ่งการออกแบบเชิงนิเวศได้รวมอยู่ในมาตรฐานฉบับนี้แล้ว คือ ISO 14006 – Environmental management systems — Guidelines for incorporating eco-design มาตรฐานฉบับนี้เป็นส่วนเสริมของมาตรฐานชุด ISO 14000 ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้คำแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการรวมการออกแบบเชิงนิเวศเข้ากับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ที่ใช้ ISO 14001 รวมทั้งองค์กรที่ใช้ระบบการจัดการอื่นๆ ก็สามารถนำไปใช้ร่วมกันได้เช่นกัน  นอกจากนี้ ธุรกิจองค์กรสามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานไอเอสโอที่มีอยู่แล้วได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ISO/TR 14062 – Environmental management — Integrating environmental aspects into product design and development และ  IEC 62430   – Environmentally conscious design (ECD) – Principles, requirements and guidance เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม มาตรฐานฉบับนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการรับรอง แต่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเชิงนิเวศได้

ISO 14006 ซึ่งได้รับการปรับปรุงเมื่อเดือนมกราคม 2563 (ค.ศ.2020) เป็นมาตรฐานที่เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้องค์กรนำไปใช้ในการจัดตั้ง การบันทึก การนำไปใช้ การบำรุงรักษา และปรับปรุงการจัดการการออกแบบเชิงนิเวศอย่างต่อเนื่องโดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการสิ่งแวดล้อมซึ่งจะใช้กับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการขององค์กรที่ควบคุมดูแล

มาตรฐาน ISO 14006 เป็นแนวทางที่เป็นระบบซึ่งพิจารณาถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในการออกแบบและการพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ในเอกสารนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมควรคำนึงถึงการออกแบบและการพัฒนา และภายในเรื่องนี้ การออกแบบเชิงนิเวศเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น

การออกแบบเชิงนิเวศควรนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ รวมถึงการดัดแปลงกระบวนการตามความจำเป็นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์

มาตรฐานนี้ได้รับการพัฒนาโดย คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการ  SC 1, Environmental management systems

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :

1. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISO%20Focus+%20(2010-2013)/en/2010/ISO%20Focus+,%20January%202010.pdf
2. https://www.iso.org/standard/72644.html

หนึ่งในมาตรฐานไอเอสโอที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้คือ มาตรฐาน ISO 50001 ระบบการจัดการพลังงานซึ่งเมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) มีผู้ได้รับการรับรองทั่วโลกเกือบสองหมื่นราย  และสำหรับองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะจัดการกับผลกระทบ การอนุรักษ์ทรัพยากร และปรับปรุงการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  มาตรฐาน ISO 50001 คือคำตอบที่ดี

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 50001, Energy Management Systems – Requirements with Guidance for Use  ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนองค์กรในทุกภาคส่วนให้มีแนวทางปฏิบัติในการปรับปรุงการใช้พลังงานด้วยการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (EnMS)

การพัฒนามาตรฐาน EnMS มีพื้นฐานตามรูปแบบระบบการจัดการของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้ร่วมกับมาตรฐานสากลฉบับอื่น ที่รู้จักกันดี เช่น ISO 9001 มาตรฐานระบบคุณภาพ หรือ ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการการจัดการพลังงานเข้ากับความพยายามขององค์กรโดยสามารถรวมเข้าไปในการปรับปรุงคุณภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น

ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้เป็นกรอบสำหรับข้อกำหนดเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้

หนึ่งในตัวอย่างขององค์กรทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือ Enigma Industrial Services ซึ่งได้ขยายขอบข่ายการรับรองเพิ่มเติมในระบบการจัดการพลังงานจากเดิมได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001: 2015 – Quality Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001: 2015 Environmental Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001: 2018 Occupational Health and Safety (OH&S) Management  ต่อมา องค์กรต้องการความมั่นใจว่าจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และได้ปฏิบัติตามแผนโอกาสการประหยัดพลังงานของรัฐบาลอังกฤษ (ESOS) ซึ่งเป็นโครงการประเมินพลังงานภาคบังคับสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร องค์กรจึงเลือกที่จะนำ EnMS ไปใช้งาน

การพัฒนาและการนำ EnMS ไปใช้ช่วยให้ Enigma Industrial Services มีแนวทางที่เป็นระบบและได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงาน และการบริโภค จึงสามารถต้นทุนด้านพลังงานและของเสียโดยไม่กระทบต่อการผลิตและคุณภาพ รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

แม้ว่าผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ จะสามารถขอรับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 ได้เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลระบบการจัดการฉบับอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรด้วย บางองค์กรอาจตัดสินใจใช้มาตรฐานนี้เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับเท่านั้น ในขณะที่หลายองค์กร ตัดสินใจขอรับการรับรองเพื่อแสดงให้บุคคลภายนอกเห็นว่ามีการนำระบบการจัดการพลังงานไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีหน่วยงานรับรองให้การรับรองอย่างเป็นทางการ

องค์กรสามารถร่วมกันปกป้องอนาคตที่ยั่งยืนของลูกหลานด้วยการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้

ผู้สนใจสามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ

ที่มา:
1. https://www.iso.org/iso-50001-energy-management.html
2.
https://www.quality.org/knowledge/benefits-iso-500012018-energy-management-systems