โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในขณะเดียวกัน วิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ยังคงเป็นภัยคุกคามระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญด้วย ทั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์จากรายงาน Global Risks Report 2022 ซึ่งสภาพอากาศสุดขั้วเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกมองว่าเป็นภัยระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับสอง ตามมาด้วยเรื่องการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับสาม

จากข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration  ระบุว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสตั้งแต่ก่อนยุคอุตสาหกรรม ความร้อนสะสมอันมหาศาลนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำแข็งละลาย พายุใหญ่ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่าที่รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นระยะๆ รวมทั้งเมื่อปี 2564 (ค.ศ.2021)

นอกจากนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยังได้เปิดเผยรายงานที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อโลกเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ สภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ร้อนจัด ฝนตกหนัก ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงและบ่อยขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความมั่นคงด้านอาหาร และคาดว่าโลกร้อนจะทำให้ผู้คนกว่า 183 ล้านคนในประเทศที่มีรายได้ต่ำ อดอยากและขาดสารอาหารภายในปี 2593

เมื่อเผชิญกับความเป็นจริงเช่นนี้  จึงเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลคิดอย่างกว้างขวางขึ้นและสร้างนโยบายที่กำหนดวาระการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศสำหรับปีต่อ ๆ ไป ซึ่ง “มาตรฐาน” จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีการประสานงานกันมากขึ้นกว่าเดิม

หลักการประเมินความพร้อมสำหรับ Climate Change

ทีม Climate Sense ของประเทศอังกฤษมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาขีดความสามารถสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำงานของ Climate Sense ครอบคลุมในระดับระหว่างประเทศทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และตัวชี้วัดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรและเชิงระบบ

ทีมงานดังกล่าวมีการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่อิงตามความเสี่ยงเพื่อประเมินว่าองค์กรที่ปรับตัวนั้นจะเป็นอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการกำหนดเป้าหมายไปยังช่องว่างที่เหลืออยู่โดยมีกรอบการทำงานที่เรียกว่า Capacity Diagnosis & Development (CaDD)  ซึ่งได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในระดับสากลและเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการวัดและพัฒนาความสามารถในการปรับตัวขององค์กรและระบบขององค์กรได้ดี

บอลด์วิน อาร์ แอนด์ เจ แบล็ค เป็นศูนย์กลางให้กับทีม Climate Sense ที่ทำงานให้กับสหภาพยุโรป โดยพัฒนาตารางสรุป Maturity เพื่อประเมินว่าองค์กรต่างๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีเพียงใดซึ่งมีเมทริกซ์ 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่ไม่ได้เตรียมตัวไปจนถึงการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ หลักการของเมทริกซ์นี้และกระบวนการ CaDD ได้รวมอยู่ในมาตรฐาน ISO14090, Adaptation to climate change – Principles, requirements and guidelines ซึ่งใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO14091, Adaptation to climate change – Guidelines on vulnerability, impacts and risk management เพื่อประเมินความเปราะบางของสภาพภูมิอากาศในระดับต่างๆ เนื่องจากโลกเราต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วทุกสภาพ เช่น ฝนที่ตกหนักมาก แต่ขณะเดียวกันก็ยังเกิดภัยแล้งด้วย

วอลเตอร์ คอล์เลนบอร์น ที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัท อเดลฟีฯ (adelphi) และผู้ประสานงานของคณะทำงานที่พัฒนามาตรฐาน ISO14091 อธิบายว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสิ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการหรือ gap ขององค์กรเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คณะทำงานจัดหาเครื่องมือเพื่อนำมาพิจารณาในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าว

คอล์เลนบอร์นทำงานเกี่ยวกับการประเมิน gap ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นเวลา 15 ปี และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการประเมิน gap ครั้งแรกของเยอรมนี ตั้งแต่นั้นมา เขาได้ทำงานเกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวทั่วโลก และได้เขียนและสนับสนุนแนวทางที่ครอบคลุมในด้านนี้ เช่น แนวทางการประเมินสำหรับ UBA หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของเยอรมนี

จากนั้น UBA ได้เสนอมาตรฐานสากลฉบับใหม่สำหรับการประเมินความเปราะบาง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา ISO 14091 ซึ่งเป็นมาตรฐานเพื่อการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับความเปราะบาง ผลกระทบ และการประเมินความเสี่ยง

คอล์เลนบอร์นกล่าวว่ามาตรฐานนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับ ISO 14090 และอธิบายว่าผลกระทบของสิ่งเร้าทางสภาพอากาศที่แตกต่างกัน เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความแห้งแล้ง สามารถนำไปสู่การพิจารณาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และสังคมได้ เนื่องจากเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนที่ตกหนัก รวมถึงภัยแล้งด้วย ซึ่งอาจหมายถึงการใช้หลักการ ‘เมืองฟองน้ำ’ (Sponge city) เช่น การรวบรวมน้ำในช่วงที่มีฝนตกชุก แล้วเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือ มีแนวทางมากมายในการปรับตัวและการประเมินความเสี่ยง และผู้คนก็รู้สึกหนักใจกับวิธีการทั้งหมดเหล่านี้ ดังนั้น ISO14091 ก็เหมือนกับมาตรฐานกรอบงาน ISO14090 ที่ช่วยสรุปและย่อแนวปฏิบัติและหลักการที่ดีที่สุดเอาไว้ใช้งาน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเราต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ไม่ว่าจะอย่างไร การปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีตราบเท่าที่เรามีเครื่องมือและกลไกในการกำหนดเป้าหมายที่จับต้องได้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด  ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอจะเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับแนวทางการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบนโลกของเรานี้

ที่มา :   

1. https://www.iso.org/contents/news/2022/02/infrastructures-portuaires-cap-s.html
2.
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2328465

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของประเทศ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดจากอุตสาหรรมเดิมที่มีอยู่และพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งหมายความว่าประชากรต้องมีรายได้มากกว่า 12,800 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี  ประเทศไทยจึงได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนดังกล่าว และใช้มาตรการต่างๆ สนับสนุนเพื่อให้มีการลงทุนในประเทศไทยและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์  ในการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ดังนั้น “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจมองข้ามไปได้

หลังจากไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 เมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) เพื่อให้อุตสาหกรรมการแพทย์ได้นำระบบมาตรฐานการจัดการด้านคุณภาพไปใช้งานแล้ว สามปีต่อมา ไอเอสโอก็ได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO 14971, Medical devices – Application of risk management to medical devices ซึ่งเป็นข้อกำหนดด้านการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์โดยเฉพาะ เนื่องจากอันตรายเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้

มาตรฐาน ISO 13485 ช่วยให้มีกระบวนการจัดการความเสี่ยงโดยมีการระบุคำศัพท์ หลักการ และกระบวนการสำหรับการจัดการความเสี่ยงของอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงซอฟต์แวร์ในฐานะเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นำตัวอย่างของเหลวหรือชิ้นส่วนจากร่างกายมนุษย์มาทำการตรวจสอบวินิจฉัยโรค

กระบวนการที่อธิบายไว้ในมาตรฐาน ISO 14971  มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในการระบุอันตรายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ ประเมินและประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ควบคุมความเสี่ยงเหล่านั้น และติดตามประสิทธิภาพของการควบคุมด้วย ทั้งนี้ การจัดการความเสี่ยงสามารถเป็นส่วนสำคัญของระบบการจัดการคุณภาพได้ ซึ่งมาตรฐานฉบับนี้ได้ให้แนวคิดของความเสี่ยง และกระบวนการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์ไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นมุมมอง ตัวอย่างอันตราย สถานการณ์ที่เป็นอันตราย ไปจนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ข้อกำหนดของเอกสารนี้มีผลบังคับใช้กับทุกขั้นตอนในวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์  และกระบวนการที่อธิบายไว้ในข้อกำหนดนี้สามารถใช้กับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ เช่น ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความเข้ากันได้ทางชีวภาพ ความปลอดภัยของข้อมูลและระบบ ไฟฟ้า ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว การแผ่รังสี และความสามารถในการใช้งาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีระบบการจัดการคุณภาพ และไม่สามารถนำไปใช้กับการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจหรือการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือแพทย์ในบริบทของขั้นตอนทางคลินิก

โดยสรุป วัตถุประสงค์หลักของมาตรฐาน ISO 14971 คือเพื่อให้ผู้นำไปใช้งานสามารถลดความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยงเครื่องมือแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิผล

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน  ไอเอสโอยังได้จัดทำรายงานทางวิชาการเพื่อให้คำแนะนำในการใช้งานมาตรฐาน ISO 14971 ด้วยซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรฐาน ISO/TR 24971, Medical devices – Guidance on the application of ISO 14971

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:
1. https://bit.ly/3ri1vgY
2.
https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14971:ed-3:v1:en

MASCIInnoversity เคยนำเสนอบทความ เรื่อง “สร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใสขององค์กรด้วยคู่มือ  ISO 37001” มาแล้วซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบนที่ไอเอสโอพัฒนาขึ้นมาเนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาคอรัปชั่นในระดับโลกซึ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นตามภาคเศรษฐกิจ  เพื่อให้แนวทางการปฏิบัติที่ดีเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่น

ตัวอย่างเช่น การประกาศนโยบายการต่อต้านการให้และรับสินบน  มีความมุ่งมั่น การควบคุมและการฝึกอบรมบุคลากร รวมทั้งมีการประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะธุรกิจ การควบคุมทางการเงิน การค้า และการทำสัญญา มีการรายงาน การเฝ้าติดตาม การสืบสวน และการทบทวน รวมถึงมีการแก้ไขปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  อันเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดการลดความเสี่ยงด้านการทุจริตติดสินบนจากกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงาน

นอกจากนี้ ความโปร่งใสขององค์กรส่วนหนึ่งต้องเกิดจากธรรมาภิบาลซึ่งเกี่ยวข้องกับการแสดงความรับผิดชอบและส่งเสริมวัฒนธรรมของการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา เพื่อจัดการกับความสำคัญของการมีวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพซึ่งพนักงานสามารถรายงานข้อกังวลเกี่ยวกับการกระทำผิดได้ ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนาและเผยแพร่มาตรฐานใหม่ล่าสุดเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการจัดการการแจ้งเบาะแส

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2564 ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐานที่มีชื่อว่า ISO 37002, Whistleblowing management systems – Guidelines ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการจัดการการแจ้งเบาะแสซึ่งให้แนวทางสำหรับการนำไปใช้ การจัดการ การประเมิน การบำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพสำหรับการแจ้งเบาะแส  ซึ่งสามารถใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด รวมทั้ง SMEs และองค์กรที่ดำเนินงานระหว่างประเทศ

มาตรฐานดังกล่าวใช้หลักการ 3 ประการ คือ ความไว้วางใจ ความเป็นกลาง และการคุ้มครอง ซึ่งครอบคลุมการระบุและการรายงานข้อกังวล ตลอดจนวิธีประเมินและจัดการข้อกังวลดังกล่าว การใช้งานตามมาตรฐานนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดหรือป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับนโยบายขององค์กรและภาระผูกพันทางกฎหมายและทางสังคมด้วย

วิม แวนเดอ เคอคโฮฟ ผู้ประสานงานของคณะทำงานไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่า การนำมาตรฐาน ISO 37002 ไปใช้จะช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยทำให้มีการป้องกันการทุจริตที่แข็งแกร่งอีกชั้นหนึ่ง

เขากล่าวว่าธรรมาภิบาลและความโปร่งใสจำเป็นต้องทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกมั่นใจในการรายงานข้อกังวลใด ๆ ของการกระทำผิดโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีผลเสียตามมา

ดังนั้น การจัดการกระบวนการดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมาตรฐานใหม่ ISO 37002 สามารถช่วยได้โดยการให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบการจัดการการแจ้งเบาะแสที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ และวิธีดำเนินการในวิธีที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้

ISO 37002 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 309, Governance of Organization โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2703.html

เหตุการณ์เมื่อก่อนเกิดโรคระบาด COVID-19  การท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ปัจจุบัน ในขณะที่อุตสาหกรรมบางส่วนค่อยๆ เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา  ความท้าทายจึงกลายเป็นการทำให้การท่องเที่ยวหลังการระบาดใหญ่กลับคืนมาอีกครั้งในรูปแบบที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม

การท่องเที่ยวเป็นภาคส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลก โดยสามารถทำให้เกิดงานจำนวน 1 ใน 10 ตำแหน่งทั่วโลก อุตสาหกรรมนี้ยังมีศักยภาพที่มีคุณค่าในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ประการขององค์การสหประชาชาติเกือบทั้งหมดด้วย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก (SDG 15, Life on Land), การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร (SDG 14, Life under Water), การบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ (SDG 12, Responsible Consumption and Production) และการขจัดความยากจน (SDG 1, No Poverty)

เรามาดูกันว่ามาตรฐานไอเอสโอด้านการท่องเที่ยวสามารถช่วยอะไรได้บ้าง

การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันเท่าใดนักและมีแนวทางปฏิบัติมากมายที่อาจขัดขวางความก้าวหน้าได้ ด้วยเหตุนี้ ไอเอสโอจึงพัฒนามาตรฐานสากลสำหรับหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนขึ้นมาหลายฉบับด้วยกัน ตัวอย่างเช่น

ISO 23405, Tourism and related services – Sustainable tourism – Principles, terminology and model เป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเน้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลักการ คำศัพท์และแบบจำลอง มาตรฐานนี้จะสร้างเวทีสำหรับอุตสาหกรรมโดยการให้คำจำกัดความและคำศัพท์ที่ตกลงกันไว้ซึ่งสามารถใช้รูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนได้ และสามารถใช้ได้กับองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยไม่คำนึงถึงขนาดและสถานที่ตั้ง

มาตรฐานนี้จะช่วยให้มีการระบุ การประเมิน และการบรรเทาผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวัฒนธรรมท้องถิ่น ในขณะที่ยังคงสามารถรักษาคุณภาพการบริการในระดับสูงและสามารถปกป้องผู้ปฏิบัติงานได้ด้วย

ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งแคมป์หรือโรงแรมระดับห้าดาว ล้วนแต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น มาตรฐาน ISO 21401 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อกำหนดระบบการจัดการความยั่งยืนสำหรับสถานประกอบการด้านที่พัก ซึ่งสามารถส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้

มาตรฐานนี้ระบุข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจสำหรับการนำระบบการจัดการความยั่งยืนมาใช้ในที่พักนักท่องเที่ยว โดยกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน สุขภาพและความปลอดภัยสำหรับพนักงานและลูกค้าหรือแขกผู้มาเยือน การปกป้องสิ่งแวดล้อม การใช้น้ำและพลังงาน การสร้างของเสีย และการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น

การรักษาชายหาดของเราให้สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแต่ทำให้การมาเยี่ยมเยือนเป็นประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังดีสำหรับโลกของเราด้วย ชายหาดสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งของโลกเรา ก็คือ ทะเล ด้วย

ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 13009 ขึ้นมา เพื่อให้มาตรฐานนี้เป็นมาตฐานด้านการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง  เป็นข้อกำหนดและคำแนะนำสำหรับการดำเนินงานชายหาด ซึ่งให้แนวทางที่ตกลงกันในระดับสากลที่ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่ความปลอดภัยของชายหาดและทางน้ำ ไปจนถึงการทำความสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน การกำจัดของเสีย การวางแผนและการส่งเสริม นอกจากนี้ ยังช่วยให้แน่ใจว่ากิจกรรมความบันเทิงในพื้นที่ดำเนินการภายใต้กรอบความรับผิดชอบต่อสังคมและให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขอนามัยสำหรับผู้มาเยี่ยมเยือน

ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ามีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตรวมทั้งการท่องเที่ยว  อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีแนวโน้มจะเริ่มต้นมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวใช้เสรีภาพอย่างเต็มที่และแสวงหาประสบการณ์ที่ท้าทายมากขึ้น  ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20611 ขึ้นมา มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่มีแนวทางปฏิบัติที่ดีเพื่อความยั่งยืน  มีข้อกำหนดและข้อแนะนำที่ให้แนวทางทั้งหมดแก่ผู้ให้บริการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยเพื่อให้มั่นใจว่าการผจญภัยเหล่านี้ดีต่อโลกด้วยเช่นกัน มาตรฐานนี้มีความหมายมากกว่าการรีไซเคิล โดยให้แนวทางที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึงการให้ความรู้แก่ลูกค้าและการดำเนินการเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นในเชิงรุก

การปกป้องชีวิตใต้น้ำเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของ SDG 14 ซึ่งมีภารกิจในการอนุรักษ์และใช้มหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  ชุมชนการดำน้ำจึงสามารถมีบทบาทเชิงบวกได้ และเพื่อสนับสนุนในเรื่องนี้ ไอเอสโอจึงพัฒนามาตรฐานสากลสำหรับการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งมีมาตรฐาน 2 ฉบับที่มีจุดมุ่งหมายโดยตรงสำหรับแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน

ตัวอย่างเช่น ISO 21416, Recreational diving services – Requirements and guidance on environmentally sustainable practices in recreational diving ซึ่งเป็นข้อกำหนดและคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมในการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ที่ช่วยให้ศูนย์ดำน้ำและบริการต่างๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทางน้ำ แบะมีแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล เช่น การขัดขวางไม่ให้นักดำน้ำให้อาหารหรือกำจัดสัตว์น้ำ หรือวิธีใช้งานเรือในลักษณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

มาตรฐานนี้สามารถใช้ร่วมกับมาตรฐาน  ISO 21417,Recreational diving services – Requirements for training on environmental awareness for recreational divers มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับบริการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับการฝึกอบรมความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับนักดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้แก่นักดำน้ำเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของกีฬาของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการลดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อน่านน้ำของเรา .

มาตรฐานทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการด้านการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวของไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ซึ่งมีเลขานุการคือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2697.html