เวลานี้ โลกของเราอยู่สถานการณ์ที่เผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรนาไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสุขภาพส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสังคมและเศรษฐกิจด้วย และมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่เป็นเวลาอีกนานจนอาจกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา  ดังนั้น เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสถานการณ์นี้ และควรเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอย่างไร

ก่อนหน้านี้ ธุรกิจเป็นจำนวนมากถูกดิสรัพท์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านต่างๆ เมื่อมาถึงตอนนี้ ธุรกิจเป็นจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะที่เผชิญกับความเสี่ยงทางธุรกิจ มีธุรกิจไม่มากนักที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้  เจ้าของธุรกิจและซีอีโอต่างต้องอาศัยความอดทนเพียรพยายาม  ความรู้ และความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม วิกฤตขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ ทำให้เกิดความท้าทายที่จะต้องต่อสู้และรับมือกับอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีแผนการที่เป็นระบบเพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามของโรคระบาดที่ส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจอันเปราะบางทั่วโลก

มาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการเริ่มต้นในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว  ภาคอุตสาหกรรมเรียกมาตรฐานนี้ว่า BCMS หรือ ISO 22301, Business Continuity Management และยังมีมาตรฐานไอเอสโอฉบับอื่นที่สามารถนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานการณ์นี้ด้วยเช่นกัน

ธรรมชาติของธุรกิจทั่วโลกที่มีความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ จึงอาจทำให้เราเตรียมการรับมือได้ยาก แต่ข่าวดีคือข้อมูลที่ละเอียดมากพอจะทำให้เราเข้าใจทั้งสาเหตุและผลกระทบของการดิสรัพท์อย่างชัดเจนมากขึ้น แนวทางการขับเคลื่อนข้อมูลเช่นนี้เป็นศูนย์กลางของมาตรฐาน ISO 22301 ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเมื่อปีที่แล้วภายใต้การนำของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 292, Security and Resilience

เมื่อคิดถึง BCMS ในแง่ของมาตรการป้องกัน ผู้นำและผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมอาจตั้งคำถามว่าแล้วจะสายเกินไปไหมสำหรับการเริ่มต้นในตอนนี้

เมื่อถึงเวลาต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่จะมีสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าต้องทำ จึงไม่อยากเริ่มต้นสิ่งใหม่  แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถวางใจได้ก็คือ คุณสามารถทำได้และคุณไม่ต้องลงทุนเพื่อเตรียมการด้วยตัวเอง เราได้เรียนรู้แล้วว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักลง เราจำเป็นต้องเตรียมแผนการล่วงหน้าเพื่อพร้อมรับมือและพยายามดำเนินกิจการเพื่อให้ธุรกิจพลิกฟื้นกลับมาโดยเร็วที่สุด ดังนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยใช้มาตรฐานนี้และไม่เคยคิดถึงมาตรฐาน BCMS มาก่อนด้วยซ้ำ แต่คุณสามารถทำได้ และเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเริ่มต้น

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจของมาตรฐาน BCMS ได้ MASCI Innoversity ในเร็วๆ นี้ค่ะ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2494.html

ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่เป็นจำนวนมากนิยมใช้ซอฟต์แวร์ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรเพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้องค์กรสามารถจัดการและติดตามกระบวนการงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ระบบงานทางบัญชีและการเงิน ระบบงานทรัพยากรบุคคล ระบบกระจายสินค้า และการทำรายงานทางการเงิน เป็นต้น

เนื่องจากธรรมชาติของข้อมูลที่อยู่ในระบบ ERP มีการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันซึ่งหากองค์กรนำไปใช้งานแล้วจะพัฒนากระบวนการทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอกสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละองค์กรจะแตกต่างกันไปตามระบบที่มีการออกแบบให้เหมาะสมกับองค์กร เช่น ด้านเนื้อหาข้อมูล รูปแบบข้อมูล รายงานการปฏิบัติงาน รายงานการบริหารจัดการ และรายงานทางการเงิน เป็นต้น

ล่าสุด ไอเอสโอพัฒนามาตรฐาน ISO 21378: 2019, Audit data collection ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ตรวจประเมินมีการเข้าถึงและถอดรหัสข้อมูลการตรวจประเมินด้วยมาตรฐานกระบวนการระบุ จำแนก และรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลการตรวจประเมินทำได้ง่าย  โปร่งใส  และไม่ทำงานซ้ำซ้อน ซึ่งจะทำให้ผู้ตรวจประเมินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถรวบรวมข้อมูลการตรวจประเมินได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้มากขึ้น

อนึ่ง ตามวัตถุประสงค์ ISO 21378 ของมาตรฐานดังกล่าว การประเมินที่ระบุในมาตรฐานนั้นหมายถึงการตรวจสอบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงินและสถานะทางการเงินขององค์กรเพื่อตรวจสอบว่าบันทึกข้อมูลนั้นมีการนำเสนออย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าวมีการกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันสำหรับองค์ประกอบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจและจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อสกัดเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องออกมา และยังทำให้มีวิธีการในการแสดงข้อมูลอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะใช้ระบบ ERP หรือไม่ก็ตามซึ่งสามารถใช้กับงานหลายด้าน เช่น การขาย บัญชี  สินค้าคงคลัง สินทรัพย์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจด้านการบริหารจัดการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

มาตรฐานใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอก ผู้รับการตรวจประเมิน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ขายซอฟแวร์ ERP เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาในการรวบรวมข้อมูลองค์กรและช่วยปรับปรุงการรวบรวมข้อมูลและช่วยในเรื่องรายงานการตรวจประเมินทางการเงิน

มาตรฐาน ISO 21378 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 295, Audit data services  ซึ่งมีเลขานุการคือ SAC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2460.html
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:21378:ed-1:v1:en

ปัจจุบัน “ทุนมนุษย์” ได้รับการกล่าวยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กร และการลงทุนสำหรับทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายขององค์กรที่มีมูลค่าสูง

สำหรับกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลสามารถส่งผลกระทบต่อสมรรถนะขององค์กรได้หลายด้าน เช่น การเจริญเติบโตของธุรกิจ ผลประโยชน์สำหรับพนักงานและนายจ้าง และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม เป็นต้น และด้วยการลงทุนไปกับแรงงานหรือทุนมนุษย์ก็ทำให้องค์กรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 70% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนั้น ผู้บริหารองค์กรจึงจำเป็นต้องทำให้กลยุทธ์นี้เป็นไปอย่างเหมาะสม

ระบบการจัดการและกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคลมีความแตกต่างกันออกไปมากมายซึ่งมีเป้าหมายในการทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไปกับทรัพยากรบุคคลเกิดประโยชน์สูงสุด   ซึ่งในแต่ละธุรกิจและในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันออกไป ทำให้ยากต่อการเปรียบเทียบอย่างแม่นยำในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานไอเอสโอฉบับใหม่จึงได้จัดทำแนวทางการรายงานเรื่องทุนมนุษย์ทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของทุนมนุษย์ ซึ่งสามารถปรับใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด อีกทั้งยังให้แนวทางสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคลเป็นหลักด้วย เช่น วัฒนธรรมองค์กร การสรรหา และการลาออก  ผลผลิต  สุขภาพและความปลอดภัย และความเป็นผู้นำ เป็นต้น

ดร.รอน  แม็คคินลีย์ ประธานคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนามาตรฐาน ISO 30414 – Human Resource Management – Guidelines for internal and external human capital reporting ระบุว่ามาตรฐานนี้จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรได้รับความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อพนักงานและช่วยให้บุคลากรมีส่วนร่วมในความสำเร็จระยะยาวได้มากขึ้น

การรายงานทุนมนุษย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคิดใหม่ในวิธีที่องค์กรควรทำความเข้าใจและประเมินคุณค่าขององค์กร รวมทั้งการทำให้มีข้อมูลมากขึ้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น การจัดเตรียมแนวทางสำคัญที่เกี่ยวข้องที่มีการจัดทำเป็นเมทริกซ์ที่ยอมรับกันในระดับสากล ทำให้บริษัทข้ามชาติสามารถถ่ายโอนข้อมูลทุนมนุษย์ได้ง่ายขึ้น สามารถควบคุมกิจกรรมด้านทรัพยากรบุคคลในระดับระหว่างประเทศได้ดีขึ้น และมีความโปร่งใสที่ดีขึ้นสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

แต่มาตรฐานนี้ไม่ใช่มาตรฐานสำหรับบริษัทข้ามชาติเท่านั้น องค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่สามารถนำไปใช้และได้รับประโยชน์จากความสามารถในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมและเกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นเอง

รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายก็ได้รับประโยชน์เช่นกันจากการได้รับความรู้ที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษย์ในองค์กรของประเทศซึ่งมีความสำคัญต่อโครงการด้านตลาดแรงงานในประเทศซึ่งสามารถนำไปพิจารณาในเชิงนโยบายของประเทศได้

มาตรฐาน ISO 30414 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 260, Human resource management ซึ่งมีเลขานุการคือ ANSI สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2357.html

ในการประชุมเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพขององค์การสหประชาชาติระหว่างวันที่ 13 – 29 พฤศจิกายน 2561 ที่ชาร์ม เอล ชีค ประเทศอียิปต์ มีผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 190 ประเทศ ได้มาร่วมประชุมเพื่อหยุดยั้งความสูญเสียด้านความหลายหลายทางชีวภาพและปกป้องระบบนิเวศที่สนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ รวมทั้งสุขภาพที่ดีของคนทั่วโลก

ในการประชุม ดังกล่าว อีริค ซอลไฮม์ หัวหน้าโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNEP) กล่าวว่าปัจจุบัน การทำลายปะการังใต้น้ำจะทำให้โลกของเราเผชิญหน้ากับอนาคตที่น่ากลัว

เนื่องจากแนวปะการังเป็นแหล่งสำหรับอาหารและหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรทั่วโลก ซึ่งช่วยให้หนึ่งในสี่ของชีวิตในท้องทะลมีชีวิตอยู่ได้ อีกทั้งยังปกป้องชุมชนและแนวชายฝั่งจากภัยอันตรายจากธรรมชาติด้วย หากขาดการปกป้องแนวปะการังแล้ว ก็อาจเกิดการสูญเสียอย่างถาวรได้

องค์กรสากล 8 องค์กรจึงได้เข้าร่วมสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเหล่านั้น ได้แก่ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์กรกองทุนสัตว์โลกสากล หน่วยงานอนุรักษ์ธรรมชาติ Wildlife Conservation Society, Vulcan Inc. องค์กรแห่งทะเล และ เลขาธิการของอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (UN Convention on Biological Diversity: CBD)

ความคาดหวังเพื่อความร่วมมือดังกล่าวจึงมีสูงมาก การปกป้องแนวปะการังจะต้องเป็นสิ่งที่โลกให้ความสนใจเป็นอันดับแรก ซอลไฮม์ซึ่งได้เปิดเผยหุ้นส่วนใหม่ที่รีสอร์ทในชาร์ม เอล ชีค มีรัฐมนตรีรวม 12 คนจากประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของ CBD ได้มารวมตัวกันพร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนจากองค์กรภาคสังคมพลเมืองซึ่งเริ่มกระบวนการรับเอากรอบการทำงานระดับโลกไปใช้ในเวลา 2 ปีเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งแนวปะการังทั่วโลก
การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับผู้มีส่วนในการตัดสินใจจากประเทศต่างๆ กว่า 190 ประเทศที่เข้ามามีพันธสัญญาและก้าวไปสู่ความพยายามในการหยุดยั้งความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและปกป้องระบบนิเวศที่เกื้อกูลต่อสุขภาพของเรา ความมั่นคงของอาหารและน้ำ เพื่อคนอีกนับพันล้านคนทั่วโลก

นอกจากนี้ รัฐบาล ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรรวมทั้งองค์กรระหว่างรัฐบาลเช่น ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นเยาวชน และสังคมพลเมือง ได้รับการคาดหวังว่าจะอุทิศตนเพื่อสนับสนุนแผนกลยุทธ์สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างปี 2554 – 2563 (ค.ศ.2011 – 2020)

รายงานล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2561 กล่าวเตือนว่าแม้ว่าเราจะมีการบริหารจัดการให้โลกของเราให้มีอุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.5 องศาเซลเซียสซึ่งเหนือกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ตาม ก็จะยังคงสูญเสียแนวปะการังถึง 70 – 90% ไป หากโลกยังคงไม่สามารถปฏิบัติการลดภาวะโลกร้อนได้ ก็จะเกิดความสูญเสียตามมาอีกอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงการคุกคามหลักอย่างเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อปะการังเท่านั้น การจับปลาที่มากเกินไป และการพัฒนาชายฝั่ง ตลอดจนมลพิษ ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียปะการังในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

การลดภัยคุกคามเหล่านั้นสามารถช่วยฟื้นฟูแนวปะการังและผลกระทบที่ตามมาได้ เช่น ปรากฏการณ์ฟอกขาวซึ่งเกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน

เจ้าชายโรเบิร์ตที่สองแห่งโมนาโค ได้กล่าวว่าพระองค์ทรงโสมนัสที่ได้ทรงเห็นว่าแนวปะการังกำลังได้รับความสนใจตามสมควร และโลกของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ปี 2563 (ค.ศ.2020) ในไม่ช้า และจำเป็นต้องมีความเฉียบคมในการมุ่งสู่กลยุทธ์เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังและสนับสนุนคนที่ต้องใช้ชีวิตโดยพึ่งพิงอยู่กับมัน  ส่วนการประชุมทั่วไปในโครงการแนวปะการังสากลซึ่งประเทศโมนาโคจะเป็นเจ้าภาพในเดือนธันวาคม 2562 นั้น  จะเป็นก้าวสำคัญซึ่งพระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้การประชุมนี้เป็นการนำไปสู่การรับเอาแนวปฏิบัติของโครงการที่เป็นไปได้ไปใช้อย่างมีประสิทธิผลด้วย

ทั่วโลกจึงจำเป็นต้องเร่งทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดภาวะโลกร้อนเพื่อรักษาแนวปะการังของโลกไว้ให้ได้

ที่มา: https://news.un.org/en/story/2018/11/1025731

ความยืดหยุ่นหรือความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไอเอสโอตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 22316 ขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รออยู่เบื้องหน้า

ISO 22316: 2017 – Security and resilience – Organizational resilience – Principles and attributes เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางการทำงานสำหรับองค์กรเพื่อช่วยให้องค์กรพิสูจน์ได้ว่าจะมีความสามารถในการปรับตัวและอยู่รอดในอนาคต ประกอบด้วยหลักการสำคัญในรายละเอียด คุณลักษณะ และกิจกรรมที่สนับสนุนองค์กรให้เกิดความยืดหยุ่น

เจมส์ คราสต์ ผู้ประสานงานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292  กลุ่มงาน WG 2 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าว ระบุว่าการปรับปรุงให้องค์กรให้มีความยืดหยุ่น จะทำให้มั่นใจได้ว่าองค์กรจะไม่เพียงแต่สามารถสร้างความคาดหวังในการตอบสนองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังสามารถประสานการสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นอีกด้วย

มาตรฐานนี้ให้มุมมองที่กว้างขวางที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กร แต่หลายองค์กรมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป ดังนั้น มาตรฐานนี้จึงเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญในการช่วยให้องค์กรพัฒนาวัฒนธรรมที่สนับสนุนให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งมีการอธิบายคุณลักษณะขององค์กรที่ให้หลักการในการนำไปปรับใช้ กิจกรรมที่ให้แนวทางในการใช้งาน การประเมินผล รวมทั้งการสนับสนุนคุณลักษณะที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นด้วย

นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างรูปแบบของการบริหารความเสี่ยงซึ่งมีคุณค่าร่วมและความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องบริบท ซึ่งผู้นำจะต้องร่วมสร้างพลังให้เกิดขึ้นด้วย  เพราะความยืดหยุ่นขององค์กรนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนใครและเกิดจากปัจจัยทั้งในเชิงกลยุทธ์และในเชิงปฏิบัติการขององค์กร

จะเห็นได้ว่าไม่มีแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กรได้ แต่ความยืดหยุ่นขององค์กรเกิดขึ้นได้จากหลักการบริหารจัดการของตนเองที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากคุณลักษณะ กิจกรรม และการมีส่วนร่วมที่เกิดจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมทั้งวิธีที่จะจัดการกับความไม่แน่นอนและการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร

มาตรฐานดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 2 – Continuity and organizational resilience ของคณะทำงานวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience ซึ่งเลขานุการที่ดูแลรับผิดชอบ คือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (Sweden Standards Institute: SIS) ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1. https://www.iso.org/news/Ref2189.htm
2.
https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:22316:ed-1:v1:en