วารสาร MASCIInnoversity ได้นำเสนอบทความ เรื่อง “สำเร็จอย่างยั่งยืนด้วยมาตรฐานการจัดการนวัตกรรม” ซึ่งได้นำเสนอมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการนวัตกรรมหลายฉบับรวมทั้ง ISO 56002 ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำเร็จได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากองค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ และปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนก็คือความสามารถขององค์กรในการสร้างนวัตกรรมนั่นเอง

ความสามารถด้านนวัตกรรมขององค์กรนั้นรวมถึงความสามารถในการเข้าใจและตอบสนองต่อเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปของบริบท แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และใช้ประโยชน์จากความรู้และความคิดสร้างสรรค์ของคนภายในองค์กร และร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ซึ่งองค์กรจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นเมื่อกิจกรรมที่จำเป็นทั้งหมดและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกันได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ

มาตรฐาน ISO 56002, Innovation management – Innovation management system – Guidance เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางปฏิบัติเพื่อให้องค์กรทุกประเภทสามารถนำไปประยุกต์เป็นแนวทางในการจัดทำ รักษา และพัฒนาแนวปฏิบัติในการจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาและก้าวไปสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมจนกระทั่งประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ และรูปแบบธุรกิจใหม่

มาตรฐาน ISO 56002 มีหลักการที่เป็นสาระสำคัญจำนวน 8 ประการ ได้แก่

  1. การสร้างคุณค่า (realization of value)
  2. ผู้นำที่มุ่งสู่อนาคต (future-focused leaders)
  3. ทิศทางกลยุทธ์ (strategic direction)
  4. วัฒนธรรม (culture)
  5. การใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึก (exploiting insights)
  6. การจัดการความไม่แน่นอน (managing uncertainty)
  7. การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (adaptability)
  8. การมุ่งเน้นระบบ (systems approach)

สำหรับข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 56002 ในสาระสำคัญ 7 ข้อ ได้แก่

  1. บริบทองค์กร ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกองค์กร
  2. บทบาทของผู้นำ ซึ่งต้องกำหนดวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมขององค์กร และแสดงให้เห็นถึงภาวะความเป็นผู้นำในระบบการจัดการนวัตกรรมผ่านการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ด้านนวัตกรรม และสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิผล
  3. การวางแผน ซึ่งต้องพิจารณาถึงบริบทขององค์กร และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และระบุความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรม
  4. การสนับสนุน ซึ่งองค์กรต้องจัดสรรทรัพยากรในด้านบุคลากร เวลา องค์ความรู้ การเงิน และโครงสร้างพื้นที่ที่เพียงพอและเหมาะสมต่อระบบการจัดการนวัตกรรม
  5. การปฏิบัติการ ซึ่งองค์กรต้องมีแผนการดำเนินการและการควบคุมสำหรับการริเริ่มกระบวนการ โครงสร้าง และการสนับสนุนความต้องการที่มีการระบุโอกาสเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
  6. การประเมินสมรรถนะ ซึ่งต้องกำหนดตัวชี้วัด วิธีการสำหรับการตรวจติดตามและเกณฑ์ในการตรวจวัด มีการตรวจประเมินภายในและการทบทวนของฝ่ายบริหาร และ
  7. การปรับปรุง ซึ่งต้องชี้เบี่ยงความเบี่ยงเบน ความไม่สอดคล้องที่เกิดขึ้น  กำหนดวิธีการและทำการแก้ไขเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของระบบการบริหารจัดการนวัตกรรม

มาตรฐานการจัดการนวัตกรรม ISO 56002 สามารถช่วยให้บริษัทและองค์กรดำเนินการนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ทำให้องค์กรสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความเป็นพลวัตในโลกธุรกิจเกิดขึ้นอยู่เสมอ การที่องค์กรมีเครื่องทุ่นแรงในการจัดการนวัตกรรมอย่างมาตรฐาน ISO 56002 จะทำให้สามารถปรับตัวได้เร็ว  พร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ รวมทั้งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วย

ที่มา:

  1. https://intelligence.masci.or.th/certified/iso-560022019/
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:56002:ed-1:v1:en

ปัจจุบัน ธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรับมืออนาคตแห่งความไม่แน่นอน และสิ่งหนึ่งที่องค์กรจำเป็นต้องทำคือการยกระดับความรู้ความสามารถของบุคลากร ทั้งที่เป็นการต่อยอดจากองค์ความรู้เดิม และปรับเปลี่ยนไปพัฒนาและความรู้ใหม่ ๆ ซึ่ง “การจัดการองค์ความรู้” เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้องค์กรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตามบริบทต่างๆ ที่เกิดขึ้น และยังเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ด้วย

เพื่อให้องค์กรสามารถนำการจัดการองค์ความรู้ไปใช้ได้อย่างเป็นระบบ  ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานการจัดการองค์ความรู้ ISO 30401, Knowledge Management Systems ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรที่ดำเนินการจัดการความรู้ สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร โดยอาศัยเครื่องมือการจัดการความรู้ และเป็นพื้นฐานสำหรับการตรวจสอบรับรองประเมินผลและรับรององค์กรที่มีความสามารถด้านการจัดการความรู้โดยผ่านหน่วยงานตรวจสอบภายในและหน่วยงานภายนอกที่เป็นที่ยอมรับ

สำหรับองค์กรที่ได้นำมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001 ไปใช้อยู่แล้ว การต่อยอดไปสู่การใช้มาตรฐาน ISO 30401 สามารถทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยในมาตรฐาน ISO 9001 ข้อ 7.1.6 ความรู้องค์กร (Organizational Knowledge) ระบุว่าองค์กรคววรกำหนดความรู้ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานตามกระบวนการ และเพื่อให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ ความรู้นี้ก็ควรจะได้รับการรักษาไว้และทำให้มีอยู่ตามขอบเขตที่จำเป็น เมื่อมีการระบุความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้ม องค์กรควรจะพิจารณาความรู้ในปัจจุบัน และพิจารณาวิธีการทำให้ได้มาหรือเข้าถึงความรู้เพิ่มเติมที่จำเป็นด้วย

มาตรฐาน  ISO 30401 ประกอบด้วยข้อกำหนดและแนวทางสำหรับการสร้าง ดำเนินการ รักษา ทบทวน และปรับปรุงระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร ซึ่งองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด สามารถนำไปใช้งานได้

มาตรฐาน  ISO 30401 มีหลักการระบบการจัดการความรู้รวม 8 ข้อ ดังนี้

  1. ธรรมชาติของความรู้  ความรู้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ มีความซับซ้อน และคนเป็นผู้สร้าวความรู้
  2. คุณค่า ความรู้เป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีมูลค่าสำหรับองค์กรในการทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ได้
  3. การมุ่งเน้น  การจัดการความรู้สามารถตอบสนองเป้าหมาย กลยุทธ์ และความต้องการขององค์กรได้
  4. การปรับใช้  วิธีการจัดการความรู้ขึ้นอยู่กับบริบทองค์กร องค์กรต้องพัฒนาวิธีการจัดการความรู้ของตนเองให้สอดคล้องกับบริบทองค์กรของตนเอง
  5. ความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน  การจัดการความรู้ควรมีการปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างคน การใช้เนื้อหา กระบวนการและเทคโนโลยี
  6. สภาพแวดล้อม  การจัดการความรู้ต้องมุ่งเน้นไปที่การจัดการสภาพแวดล้อมการทำงาน และการดูแลวงจรชีวิตของความรู้
  7. วัฒนธรรมองค์กร  วัฒนธรรมองค์กรมีผลต่อประสิทธิภาพการจัดการความรู้เป็นอย่างมาก วัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
    การคิด การแสดงความเห็น และการทำงาน จะส่งผลต่อการจัดการความรู้โดยตรง
  8. จุดเน้นย้ำ  การจัดการความรู้ควรแบ่งการดำเนินงานเป็นระยะ (Phase) ให้สอดคล้องกับระบบการเรียนรู้ขององค์กร

องค์กรที่มีการจัดทำระบบคุณภาพ ISO 9001 แล้ว สามารถต่อยอดและเพิ่มคุณค่าให้องค์กรได้ด้วยการนำมาตรฐาน ISO 30401 ไปใช้ตามหลักการระบบดังกล่าวเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบที่สนับสนุนการสร้างคุณค่าผ่านความรู้โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร รวมทั้งมีเครื่องมือวัดผลคือตัวชี้วัดที่จะประเมินประสิทธิภาพของระบบได้เป็นอย่างดี

ท่ามกลางสถานการณ์โลกอันผันผวนเช่นนี้  ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเตรียมรับมือกับอนาคตแห่งความไม่แน่นอนด้วยการพัฒนาบุคลากรและองค์กร และมาตรฐาน ISO 30401 เป็นหนึ่งในเครื่องมือบริหารจัดการที่สามารถช่วยองค์กรให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิผล

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/standard/68683.html
  2. https://intelligence.masci.or.th/certified/iso-30401-2018/
  3. https://www.nstda.or.th/home/knowledge_post/iso-30401/  

เวลานี้ โลกของเราอยู่สถานการณ์ที่เผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรนาไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสุขภาพส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสังคมและเศรษฐกิจด้วย และมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่เป็นเวลาอีกนานจนอาจกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา  ดังนั้น เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสถานการณ์นี้ และควรเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอย่างไร

ก่อนหน้านี้ ธุรกิจเป็นจำนวนมากถูกดิสรัพท์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านต่างๆ เมื่อมาถึงตอนนี้ ธุรกิจเป็นจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะที่เผชิญกับความเสี่ยงทางธุรกิจ มีธุรกิจไม่มากนักที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้  เจ้าของธุรกิจและซีอีโอต่างต้องอาศัยความอดทนเพียรพยายาม  ความรู้ และความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม วิกฤตขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ ทำให้เกิดความท้าทายที่จะต้องต่อสู้และรับมือกับอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีแผนการที่เป็นระบบเพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามของโรคระบาดที่ส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจอันเปราะบางทั่วโลก

มาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการเริ่มต้นในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว  ภาคอุตสาหกรรมเรียกมาตรฐานนี้ว่า BCMS หรือ ISO 22301, Business Continuity Management และยังมีมาตรฐานไอเอสโอฉบับอื่นที่สามารถนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานการณ์นี้ด้วยเช่นกัน

ธรรมชาติของธุรกิจทั่วโลกที่มีความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ จึงอาจทำให้เราเตรียมการรับมือได้ยาก แต่ข่าวดีคือข้อมูลที่ละเอียดมากพอจะทำให้เราเข้าใจทั้งสาเหตุและผลกระทบของการดิสรัพท์อย่างชัดเจนมากขึ้น แนวทางการขับเคลื่อนข้อมูลเช่นนี้เป็นศูนย์กลางของมาตรฐาน ISO 22301 ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเมื่อปีที่แล้วภายใต้การนำของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 292, Security and Resilience

เมื่อคิดถึง BCMS ในแง่ของมาตรการป้องกัน ผู้นำและผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมอาจตั้งคำถามว่าแล้วจะสายเกินไปไหมสำหรับการเริ่มต้นในตอนนี้

เมื่อถึงเวลาต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่จะมีสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าต้องทำ จึงไม่อยากเริ่มต้นสิ่งใหม่  แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถวางใจได้ก็คือ คุณสามารถทำได้และคุณไม่ต้องลงทุนเพื่อเตรียมการด้วยตัวเอง เราได้เรียนรู้แล้วว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักลง เราจำเป็นต้องเตรียมแผนการล่วงหน้าเพื่อพร้อมรับมือและพยายามดำเนินกิจการเพื่อให้ธุรกิจพลิกฟื้นกลับมาโดยเร็วที่สุด ดังนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยใช้มาตรฐานนี้และไม่เคยคิดถึงมาตรฐาน BCMS มาก่อนด้วยซ้ำ แต่คุณสามารถทำได้ และเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเริ่มต้น

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจของมาตรฐาน BCMS ได้ MASCI Innoversity ในเร็วๆ นี้ค่ะ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2494.html