เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐานใหม่ คือ ISO 50009 ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถจัดทำระบบการจัดการพลังงานด้วยแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกันได้ ทำให้องค์กรสาขาที่อยู่ภายใต้องค์กรหลักสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันและมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับตัวมาตรฐานมีโครงสร้างทั่วไปเช่นเดียวกับมาตรฐาน ISO 50001

การนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System: EnMS) ไปใช้ทำให้องค์กรได้รับประโยชน์หลายด้าน เช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงาน ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย เป็นต้น และเมื่อมีการนำไปใช้ในองค์กรหลายสาขา ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์ทวีคูณ การนำระบบการจัดการพลังงานไปใช้ร่วมกันทำให้สามารถแบ่งปันความรู้และทรัพยากรรวมทั้งความร่วมมือในโครงการประหยัดพลังงานข้ามหน่วยงานต่างๆ ขององค์กรทุกประเภท ทุกขนาด รวมทั้งเอสเอ็มอีด้วย

มาตรฐาน ISO 50009, Energy management systems – Guidance for implementing a common energy management system in multiple organizations มีเป้าหมายในการรวมองค์กรที่มีองค์ประกอบร่วมบางอย่างเข้าด้วยกัน เช่น ซัพพลายเออร์ด้านพลังงาน หรือ สถานที่ทำงาน เป็นต้น เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากพลังงานร่วมกัน

ตัวอย่างองค์กรหลายสาขาที่สามารถนำมาตรฐานนี้ไปใช้ เช่น องค์กรที่ปฏิบัติงานในภูมิภาค เช่น เมือง หรือสวนอุตสาหกรรม องค์กรที่อยู่ในภาคส่วนเดียวกัน เช่น การแปรรูปอาหาร การขนส่งระบบราง หรือมหาวิทยาลัย  องค์กรที่มีลูกค้าร่วมกันและมีสมาชิกของซัพพลายเชน เช่น ห้างสรรพสินค้าสาขา หรือผู้ผลิตรถยนต์  องค์กรที่เป็นสมาชิกของสมาคมการค้า เป็นต้น

ระบบการจัดการพลังงานเป็นกรอบการทำงานสำหรับการจัดการพลังงานที่ครอบคลุมนโยบายองค์กร เป้าหมาย แผนปฏิบัติการและวิธีการวัดความก้าวหน้า การขยายวิธีการทำงานของระบบการจัดการพลังงานไปยังองค์กรสาขาหลายแห่งจะทำให้เกิดความร่วมมือและเป้าหมายร่วมกันที่จะนำไปสู่การประหยัดพลังงานมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ชิเงกิ ซากาโมะโตะ ผู้ประสานงานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าตัวอย่างบางอย่างของวิธีการที่มาตรฐานนี้ทำได้นั้นรวมถึงความร่วมมือระหว่างเจ้าของอาคารพาณิชย์และผู้เช่าอาคารหรือซัพพลายเออร์ด้านพลังงานกับลูกค้า  ซึ่งมาตรฐาน ISO 50009  มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะนำไปใช้ในทุกสถานการณ์ที่องค์กรต้องการแบ่งปันวัตถุประสงค์ด้านประสิทธิภาพพลังงานร่วมกัน รวมทั้งในสาขาต่างๆ ของบริษัทขนาดใหญ่หรือกลุ่มบริษัทเอสเอ็มอี

หัวใจสำคัญของมาตรฐานนี้คือการร่วมมือและการแบ่งปันความรู้เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

มาตรฐาน ISO 50009 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301, Energy management and energy savings ซึ่งมีเลขานุการร่วม คือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา และ SAC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/news/ref2641.html
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:50009:ed-1:v1:en

มาตรฐาน ISO 46001: 2019 เป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และช่วยให้องค์กรมั่นใจในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวทางสากลด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วยโครงสร้างระดับสูง (High Level Structure : HLS) 10 หัวข้อ ตามที่จะได้กล่าวถึงในบทความนี้ต่อไป

สำหรับโครงสร้างระดับสูงนั้น ไอเอสโอได้กำหนดขึ้นมาใช้กับมาตรฐานระบบการจัดการเพื่อให้สามารถนำไปใช้ร่วมกัน (integration) ได้ในระบบต่างๆ เช่น ระบบคุณภาพ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร เป็นต้น รวมทั้งระบบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งการมีโครงสร้างร่วมกันในระบบการจัดการเช่นนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการนำระบบการจัดการประเภทต่างๆ มาใช้ร่วมกันแล้ว ยังช่วยให้องค์กรมีความเข้าใจถึงวงจรการบริหารงานคุณภาพ หรือ PDCA มากขึ้นด้วย ได้แก่ วางแผน (Plan), ปฏิบัติ (Do), ตรวจสอบ (Check) และดำเนินการให้เหมาะสม (Act)

เนื้อหาหลัก (Core text) คือ ส่วนสำคัญที่อยู่ภายในแต่ละหัวข้อของ HLS ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกัน (Identical context) ในทุกๆ มาตรฐาน โดยเนื้อหาในส่วนแรกได้กล่าวถึงการกำหนด ขอบข่าย (Scope) ของการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ทุกประเภท ที่ต้องการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะมีการอ้างอิง (Normative references) ถึงมาตรฐานฉบับอื่นๆ ที่นำมาช่วยในการสนับสนุน เพื่อให้เกิดความง่ายในการประยุกต์ใช้มาตรฐานในแต่ละองค์กร นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึง คำศัพท์และบทนิยาม (Terms and definitions) ที่จำเพาะสำหรับการทำความเข้าใจมาตรฐาน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของมาตรฐานแต่ละฉบับ ในการประยุกต์ใช้มาตรฐานนี้  องค์กรควรทำความเข้าใจใน บริบทขององค์กร (Context of the organization) และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นต่างๆ ได้ถูกนำมาพิจารณา โดยระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กรจะมีทิศทางและถูกผลักดันให้เกิดประสิทธิผลมากหรือน้อยแค่เพียงใดขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและ ความเป็นผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารระดับสูง และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การวางแผน (Planning) ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนงาน ตัวชี้วัด เป้าหมายในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ การดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้นั้น ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรส่วน สนับสนุน (Support) ที่เหมาะสม ทั้งทรัพยากรบุคคลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุน ในส่วนสุดท้ายของมาตรฐานได้อธิบายถึงข้อกำหนดใน การดำเนินการ (Operation) และการควบคุมกระบวนการต่างๆ ตามแผนงานที่วางไว้ และการประเมินสมรรถนะ (Performance Evaluation) ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Improvement) ซึ่งเป็นไปตามวงวจร PDCA ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

จะเห็นได้ว่ามาตรฐาน ISO46001: 2019 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงภาพรวมในการบริหารจัดการน้ำ เน้นมุมมองการจัดการเชิงระบบภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์กรควรพิจารณาขยายขอบเขตความรับผิดชอบ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมการลดผลกระทบจากการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยใช้แนวทางการประเมินรอยเท้าน้ำ (Water Footprint) หรือนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซี่งเป็นกรอบแนวทางการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการจัดการน้ำแบบหมุนเวียน (Circular water management) ดังกรณีตัวอย่างของบริษัท Procter & Gamble (P&G) ประเทศอียิปต์ ที่ได้นำน้ำสบู่ที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) แทนการใช้น้ำจืด ในกระบวนการผลิตผงซักฟอก วิธีการนี้ส่งผลให้ลดปริมาณการใช้น้ำจืดลงเกือบ 40% ทั้งช่วยลดภาระการบำบัดน้ำสบู่ก่อนปล่อยออกจากโรงงาน

บริษัทในเครือ L’Oréal เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่นำเทคโนโลยีเมมเบรนมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียในโรงงานเครื่องสำอางก่อนปล่อยออกจากโรงงาน ซึ่งเป็นการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อนำไปสู่มาตรฐานคุณภาพของกลุ่มองค์กร โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดจะมีการนำกลับมาใช้ใหม่ในการทำความสะอาดเครื่องจักร สามารถลดการใช้น้ำจืดมากถึง 60%

จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ให้แนวทางสำหรับองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SDGs 6 เรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล (clean water and sanitation) ซึ่งหากภาคอุตสาหกรรมได้นำแนวทางดังกล่าวนี้มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ย่อมเป็นการสนับสนุนการทิศทางการพัฒนาของประเทศให้สามารถก้าวข้ามผ่านระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โอกาสทางการผลิตแบบใหม่หรือการสร้างนวัตกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน ควบคู่กับการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ที่มา :      

  1. https://www.iso.org/standard/68286.html
  2. https://www.wbcsd.org/Programs/Food-and-Nature/Water/Resources/spotlight-on-reduce-reuse-and-recycle

ธรรมชาติเป็นแหล่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรารับประทานเข้าไป อากาศที่เราหายใจเข้าออกอยู่ทุกขณะ น้ำที่เราดื่ม หรือภูมิอากาศที่แวดล้อมโลกของเราอยู่ ล้วนแล้วแต่มาจากธรรมชาติ  แต่เมื่อมนุษย์เราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจนเกินความพอดี ทำให้โลกต้องหันมาใส่ใจในการพัฒนาอย่างยั่งยืน  และถึงแม้ว่าโรคระบาดร้ายแรงอย่าง COVID-19 จะส่งผลให้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้นบ้างแล้วก็ตาม แต่เรายังไม่อาจวางใจได้  ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program: UNEP) ได้จัดทำคู่มือปฏิบัติการวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งคนทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ในนามของปัจเจกบุคคล กลุ่มคน เมือง สถาบันการศึกษา หรือองค์กรธุรกิจ

วันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้ มีการรณรงค์ในหัวข้อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมต่อสู้เพื่อลดความสูญเสียของพืชพันธุ์และสัตว์ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากมนุษย์

เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ ประเทศโคลอมเบียและประเทศเยอรมนีได้ร่วมกันรณรงค์และกระตุ้นให้ทั่วโลกคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ผู้คนได้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประเด็นปัญหามากมายที่โลกของเราไม่อาจสูญเสียไปได้อีกแม้ว่าจะเป็นเวลาที่เรากำลังต่อสู้กับโรคระบาดไวรัสโคโรนาก็ตาม ในฐานะที่ประเทศโคลอมเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากของโลก เช่น มีกล้วยไม้ถึง 3,500 ชนิดและมีชนิดของนกมากถึง 19% ของโลก เป็นต้น รัฐบาลโคลอมเบียจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับแรก

ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตและรูปแบบทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยเป็นผลจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการทางธรรมชาติมานานนับพันล้านปี  ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์ไปจนถึงเชื้อราและแบคทีเรีย นับได้ราว 8 ล้านสปีชีส์โดยมีระบบนิเวศที่ล้อมรอบอยู่ เช่น มหาสมุทร ป่าไม้ ภูเขา และแนวปะการัง ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพยังรวมไปถึงความหลากหลายทางสายพันธุ์ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตด้วย

ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 ยังมีคนทั่วโลกเป็นจำนวนมากต้องอยู่ที่บ้านและเว้นระยะห่างทางสังคม โรคระบาด Covid-19 ทำให้มนุษย์ระลึกว่าสุขภาพของมนุษย์นั้นมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพของโลกเพียงใด  เชื้อโคโรนาไวรัสมีการแพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ซึ่งการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโรคนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น มีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านคนและมีผู้เสียชีวิตนับล้านคน

นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าถ้ามนุษย์ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของเราซึ่งมีผลต่อที่อยู่ของสัตว์ป่า เราก็จะตกอยู่ในอันตรายจากโรคระบาดไวรัสมากขึ้นในอนาคต การป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดจากสัตว์มาสู่มนุษย์จึงต้องเน้นเรื่องของภัยคุกคามที่มีความหลากหลายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติและสัตว์ป่ารวมไปถึงการสูญเสียถิ่นที่อยู่และการทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ การค้าที่ผิดกฎหมาย การเกิดมลพิษ การเกิดสปีชีส์ที่รุกราน (สปีชีส์ต่างถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องร่วมกันปกป้องธรรมชาติ ยุติการสร้างมลพิษ และสนับสนุนกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยในระดับบริษัท จำเป็นต้องพัฒนาซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน วิธีปฏิบัติทางการผลิตที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ในระดับพลเมืองและกลุ่มสังคมควรมองหาวิธีการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่ถดถอยลง ในระดับผู้บริโภค ต้องคิดก่อนซื้อว่าการซื้อนั้นจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างไร

ปัจจุบัน โลกของเราอยู่ในห้วงเวลาที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่มีผลต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจกลดลง แต่เราก็ยังคงต้องเฝ้าระวังกิจกรรมเหล่านั้นต่อไป  ส่วนในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพนั้น เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ชี้ให้เห็นว่า COVID-19 ที่แพร่กระจายมาจากสัตว์ป่านั้น มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโลกของธรรมชาติ เมื่อเราเข้าใกล้ธรรมชาติและทำลายที่อยู่ของสัตว์ป่า ทำให้สปีชีส์ต่างๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งควรมีการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อลดปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้มั่นใจว่ามีการเข้าถึงอาหารและน้ำ รวมทั้งการป้องกันโรคระบาดได้

สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ได้พัฒนาชุดมาตรฐาน ISO 14000 รวมทั้งชุดมาตรฐาน ISO 14055 (แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการที่ดินซึ่งมีเป้าหมายในการป้องกันหรือลดการเสื่อมโทรมของที่ดิน) ซึ่งองค์กรสามารถนำไปใช้สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13, Climate Action) การส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (SDG 14, Life below Water) และการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรบนแผ่นดิน (SDG 15, Life on Land)

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม….เมื่อเราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น ธรรมชาติก็จะใส่ใจเรามากขึ้นเช่นกัน

ที่มา :

  1. https://www.worldenvironmentday.global/
  2. https://news.un.org/en/story/2020/05/1064752
  3. https://www.iso.org/news/ref2520.html

องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์น้ำของโลก (World Day for Water) อันเนื่องมาจากปัญหาโลกร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฏจักรน้ำบนโลกอย่างฝนแล้ง น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติต่างๆ และยังส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรโลก ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการด้วย

ปัจจุบัน สถานการณ์วิกฤตน้ำทั่วโลกส่งผลให้บางประเทศมีน้ำใช้ลดลง ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ หรือประสบปัญหามลพิษทางน้ำหรือแหล่งน้ำเสีย  ภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกจึงปรับตัวและเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยนำวิธีการบริหารจัดการน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในองค์กร เพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้เมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตน้ำ

จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการทำงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนพบว่ามีปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่สามารถนำองค์กรไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และองค์กรทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้

ประการแรก ความมุ่งมั่นและกลยุทธ์ขององค์กร โดยการกำหนดเป้าหมาย พันธกิจ กลยุทธ์ในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และการประเมินความเสี่ยงของแหล่งน้ำที่นำมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม การบริหารเชิงกลยุทธ์จะช่วยให้องค์กรกำหนดและพัฒนาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันขึ้นมาได้ และเป็นแนวทางที่บุคลากรภายในองค์กรรู้ว่าจะใช้ความพยายามไปในทิศทางใดจึงจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

ประการที่สอง การบริหารจัดการน้ำ ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและควรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตลอดทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้วิเคราะห์ได้ง่าย สามารถวางแผนและแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างมาตรฐานสากลที่สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เช่น มาตรฐาน ISO 46001: 2019 ระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency management systems – Requirements with guidance for use) และมาตรฐาน  ISO 14046: 2014 การจัดการสิ่งแวดล้อม – วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ – แนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับเอสเอ็มอี (Environmental Management – Water Footprint – A Practical Guide for SMEs)
เป็นต้น

ประการที่สาม นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยการนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแนวคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กร เช่น การหาเทคโนโลยีที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสียให้สามารถกลับมาใช้ใหม่ หรือการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการใช้น้ำในกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดี ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ครั้งเดียวหลายด้าน หลายกระบวนการขององค์กร

ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยองค์กรควรสร้างความรู้และความตระหนักให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้รับทราบถึงแนวทางในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และควรแสวงหาโอกาสความเป็นไปได้ในการใช้ขอบเขตอิทธิพลขององค์กรในการส่งเสริมองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าให้นำแนวปฏิบัติที่ดีด้านการจัดการน้ำมาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นส่วนสนับสนุนให้องค์กรได้บรรลุผลตามเป้าหมายของการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาตลอดวัฐจักรชีวิต (Life Cycle Perspective)

ประการสุดท้าย เครือข่ายทางสังคมและการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น ในรูปแบบของการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ  และชุมชน หรือที่เรียกกันว่า “การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ” โดยทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือกันในการเป็นแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ ทั้งทางด้านทักษะและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการร่วมมือกับองค์กรอื่นที่มีลักษณะธุรกิจประเภทเดียวกัน เพื่อผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพของระบบการจัดการน้ำและเป็นระบบที่ยั่งยืน

ปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ได้นำเสนอเพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรในการริเริ่มหรือปรับแนวทางการกำกับดูแลองค์กร กระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาส และการบริหารความเสี่ยง เช่น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  เป็นต้น เพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม และสามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาวิกฤตน้ำของโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2452315116301424
  2. http://www.wwf.or.th/what_we_do/wetlands_and_production_landscape/freshwater/
  3. https://www.unwater.org/water-facts/scarcity/

การจัดซื้อขององค์กรเป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งขององค์กรซึ่งผู้บริหารไม่อาจมองข้ามไปได้ ปัจจุบัน องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญกับการจัดซื้อที่ยั่งยืน โดยมีการคำนึงถึงเกณฑ์ด้านความยั่งยืนในการประเมินการจัดซื้อขององค์กรด้วย และเกณฑ์หรือมาตรฐานจะมีมุมมองครอบคลุมกระบวนการการตัดสินใจซื้ออย่างรอบด้านซึ่งการจัดซื้อของทุกองค์กรต่างมีผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

องค์กรใหญ่ๆ ที่มีการนำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้งาน ได้แก่ ธนาคารโลก ซึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2562 ได้จัดทำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนโดยกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนให้กับพนักงานและโครงการที่มีการลงทุนกับธนาคารในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญ เช่น ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความมีประสิทธิภาพ ความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เป็นต้น นอกจากนี้ เมื่อปี 2558 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ก็ได้กำหนดกลยุทธ์การจัดซื้อโดยคำนึงถึงประโยชน์ของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนเช่นกัน (UNDP Procurement Strategy 2015 – 2017)

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20400 การจัดซื้ออย่างยั่งยืน เพื่อให้องค์กรทั่วโลกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งจะมีส่วนต่อความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบด้วย โดยองค์กรสามารถรวมนโยบายการจัดซื้อและวิธีปฏิบัติเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงซึ่งจะทำให้องค์กรมองเห็นโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนเป็นโอกาสที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรด้วยการปรับปรุงด้านผลผลิต การประเมินคุณค่าและสมรรถนะ การส่งเสริมการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อ ซัพพลายเออร์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด รวมทั้งการส่งเสริมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร

มาตรฐาน ISO 20400 จะทำให้องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้มีความเข้าใจเรื่องของการจัดซื้ออย่างยั่งยืน และผลกระทบที่เกิดขึ้นของกิจกรรมจัดซื้อโดยคำนึงถึงเรื่องของนโยบาย กลยุทธ์ องค์กร และกระบวนการ รวมทั้งวิธีการนำการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้ในองค์กร ทั้งนี้ มาตรฐาน ISO 20400 ยังใช้หัวข้อหลักของความรับผิดชอบทางสังคมที่นำมาจากมาตรฐาน ISO 26000, Guidance on social responsibility เพื่อทำให้องค์กรมีกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจากการกระบวนการจัดซื้อผ่านทางซัพพลายเชนขององค์กรด้วย

องค์กรทุกประเภทและทุกขนาดสามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ซึ่งการนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่บริบทและลักษณะของแต่ละองค์กร โดยการนำไปใช้งานนั้นให้ใช้แนวคิดที่เหมาะสมกับขนาดขององค์กร และสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่นำไปใช้ก็จะช่วยส่งเสริมองค์กรขนาดเล็กและองค์กรขนาดกลางที่เป็นซัพพลายเชนให้มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นด้วย

ที่มา : https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:20400:ed-1:v1:en

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรับรู้อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ร้อนทะลุบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิในฤดูหนาวในอาร์คติกที่เพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ปี 2533 (ค.ศ. 1990) ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ปะการังฟอกขาว หรือผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพ  ไปจนถึงเรื่องคลื่นความร้อน และความไม่มั่นคงด้านอาหาร

นอกจากนี้ ผลกระทบของภาวะโลกร้อนยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ อีกด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้ ธุรกิจชั้นนำของโลกมีการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อธุรกิจแล้วพบว่ามีมูลค่าเกือบล้านล้านเหรียญสหรัฐ  แสดงว่าเราไม่อาจจะเพิกเฉยต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและไอเอสโอก็ได้พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศฉบับใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในเรื่องนี้เช่นกัน

สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นแง่มุมทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้  ซึ่งยังสร้างโอกาสอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานของ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) แสดงว่ากลุ่มของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐได้ประเมินค่าใช้จ่ายด้านความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่มีต่อธุรกิจไว้ที่เกือบ 1 ล้านล้านเหรีญสหรัฐ  หรืออีกด้านหนึ่ง พวกเขาประเมินโอกาสที่จะได้รับจากธุรกิจมีมากกว่าสองเท่า

ดังนั้น การมีแผนการที่รัดกุมและเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จทางธุรกิจ

มาตรฐาน ISO 14090, Adaptation to climate change — Principles, requirements and guidelines เป็นมาตรฐานฉบับแรกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรประเมินผลกระทบในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวอย่างมีประสิทธิผลซึ่งช่วยให้มีการระบุและประเมินความเสี่ยง และรีบทำอะไรกับโอกาสที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

มาตรฐานนี้เสนอกรอบการทำงานที่ทำให้องค์กรมีการพิจารณาการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อมีการออกแบบและการนำนโยบายไปใช้รวมถึงกลยุทธ์ การวางแผน และกิจกรรม

จอห์น ดอรา ผู้ประสานงานร่วมกลุ่มการทำงานที่พัฒนามาตรฐานนี้กล่าวว่าผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อากาศที่ไม่พึงคาดหวังและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ สามารถมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อส่วนที่สำคัญที่สุดขององค์กรถ้าหากไม่มีการเตรียมการในเรื่องนั้นมาก่อนซึ่งเป็นเพราะความเสียหายด้านโครงสร้างหรือการดิสรัพท์ต่อธุรกิจของพวกเขา ความเข้าใจผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือไม่เพียงแต่มีการนำเอาปฏิบัติการด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอกาศเข้ามาใช้เท่านั้น แต่การตัดสินใจขององค์กรยังสามารถทำได้บนพื้นฐานของความเสี่ยงและโอกาสด้วย ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่องความยืดหยุ่น จึงเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อห่วงโซ่คุณค่า เช่น ในการจัดซื้อ การลงทุน และการประกันภัย เป็นต้น

เหลียง ซัน ผู้ประสานงานร่วมอีกคนหนึ่งกล่าวว่า มาตรฐาน ISO 14090 จะช่วยให้องค์กรประเมินและเตรียมการสำหรับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและทำให้เกิดความยืดหยุ่นได้มากขึ้น และยังช่วยให้องค์กรเน้นถึงโอกาสที่เป็นไปได้เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

มาตรฐานใหม่ของไอเอสโอเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะมีแผนการปรับตัวอยู่หรือไม่ก็ตาม การนำไปใช้ยังช่วยให้ผู้ใช้มีส่วนสนับสนุนโดยตรงต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในเรื่องปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) ด้วย

มาตรฐาน 14090 ได้รับการพัฒนาโดยคณะทำงานกลุ่มที่ 9 ของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management คณะอนุกรรมการที่ 7, Greenhouse gas management and related activities ซึ่งมีเลขานุการร่วมคือ SAC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน และ SCC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่นำมาใช้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคณะกรรมการก็กำลังทำงานด้านมาตรฐานอื่นๆ ที่จะช่วยดำเนินการต่อในเรื่องแนวทางต่อไป ซึ่งรวมถึง ISO14091, Adaptation to climate change — Vulnerability, impacts and risk assessment และ ISO 14092, GHG Management and related activities: requirement and guidance of adaptation planning for organizations including local governments and communities.

อนาคตโลกของเราขึ้นอยู่กับความพยายามในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งมาตรฐานสากลที่กล่าวมาข้างต้นจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญและพัฒนาการปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายด้านปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ จึงนับว่าเป็นการพลิกวิกฤตโลกร้อนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา :

1. https://www.iso.org/news/ref2405.html
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14090:ed-1:v1:en
3. https://www.un.org/en/climatechange/un-climate-summit-2019.shtml

จากข้อมูลของมูลนิธิเอลเลน แมคอาร์เธอร์ คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) ขยะพลาสติกในมหาสมุทรจะมีจำนวนมากกว่าปลา และสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ได้ระบุว่าหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ การก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนนั่นเอง ซึ่งจะทำให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยมีนวัตกรรมใหม่ๆ การสร้างงาน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นการออกแบบเศรษฐกิจที่เน้นการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ เป็นการสร้างคุณค่าขึ้นใหม่ ทำให้เกิดของเสียน้อยลงและมีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแอนเดอร์ส ไวค์มาน อดีตเอกอัครราชทูตของกระทรวงต่างประเทศ​สวีเดน อดีตผู้ช่วยเลขาธิการและผู้อำนวยการด้านนโยบายของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)  เลขาธิการสมาคมอนุรักษ์ธรรมชาติสวีเดน และสมาชิกสภาสหภาพยุโรป ได้กล่าวไว้ว่า

“ถ้าทั้งโลกมีเป้าหมายร่วมกันจริงๆ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเสียใหม่เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน”

ในการที่จะก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน แคทเธอรีน เชอโวช ประธานคณะกรรมการของไอเอสโอในเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน กล่าวว่าจำเป็นต้องมีโมเดลทางเศรษฐกิจแบบใหม่ ธุรกิจก็จำเป็นต้องมีโมเดลธุรกิจใหม่ สิ่งที่ยังขาดอยู่คือการมีวิสัยทัศน์ระดับโลกว่าจริงๆ แล้วเศรษฐกิจหมุนเวียนคืออะไร รวมทั้งโมเดลที่องค์กรต่างๆ สามารถรับเอาไปใช้ได้

ปัจจุบัน ไอเอสโอมีคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 323, Circular economy ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ 65 ประเทศและกำลังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แนวคิดสำหรับคณะกรรมการเริ่มต้นด้วยการสัมมนาที่ AFNOR สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส จัดขึ้น โดยมีผู้นำทางธุรกิจจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมแสดงความต้องการในการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาแล้วก็คือ มาตรฐานของประเทศฝรั่งเศส XP X30-901, Circular economy – Circular economy project management system – Requirements and guidelines ซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2561 และมีเสียงสะท้อนในทางที่ดีจนกระทั่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 323, Circular economy

คณะกรรมการวิชาการตั้งใจจะสร้างชุดของหลักการที่เห็นพ้องต้องกันในระดับสากลสำหรับคำศัพท์ กรอบการทำงานของเศรษฐกิจหมุนวียน และพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการ และจะพิจารณารูปแบบธุรกิจทางเลือกและวิธีการวัดและประเมินเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วย

แคทเธอรีน กล่าวว่ามีความเร่งด่วนที่จะต้องก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากผลกระทบของทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังจะหมดไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของความไม่เท่าเทียมกันในประเทศต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปแบบการผลิตและการบริโภคของประชากรโลก และคณะกรรมการต่างก็เห็นด้วยว่าจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐานในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

คณะกรรมการ ISO/TC 323, Circular economy มีเป้าหมายที่จะเปิดเผยทุกแง่มุมของเศรษฐกิจหมุนเวียนรวมทั้งการจัดซื้อภาครัฐ การผลิต การกระจาย และตลอดทั้งช่วงชีวิตรวมทั้งในเรื่องที่กว้างขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนสังคม และการประเมิน เช่น ฟุตพริ้นท์ของระบบหมุนเวียนหรือดัชนีชี้วัด เป็นต้น

คณะกรรมการวิชาการนี้จะได้รับประโยชน์จากคณะกรรมการวิชาการไอเอสโออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย ซึ่งได้ทุ่มเทให้กับการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เช่น การจัดซื้ออย่างยั่งยืน การจัดการคุณภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

การทำงานของคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญโดยตรงต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในหัวข้อที่ 8 การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Decent Work and economic growth) หัวข้อที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบ (Responsible consumption and production) หัวข้อที่ 13 การดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน (Climate action)  และหัวข้อที่ 15การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก (Life on land)

หากทั่วโลกร่วมมือร่วมใจกันก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว นอกจากลูกหลานของเราจะไม่ประสบกับปัญหาขยะพลาสติกมากกว่าปลาในมหาสมุทรแล้ว แต่ยังจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าเดิมและมีความยั่งยืนกว่าเดิมอีกด้วย

ที่มา :

1. https://www.iso.org/news/ref2402.html
2. https://www.the101.world/circular-economy/

บทความเรื่อง คำถามเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน  ตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงวิธีการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไร ซึ่งจากบทความในวารสาร Sloan Management Review ระบุว่าเราสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งนี้ จากการศึกษาของคณะกรรมการว่าด้วยมาตรฐานทางบัญชีความยั่งยืน (Sustainability Accounting Standards Board: SASB) พบว่าบริบทของ SDGs ในแนวคิดเรื่องประเด็นสำคัญ (Materiality) เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมผลลัพธ์ ESG (Environment, Social and Governance)  กับผลกระทบของ SDGs (Sustainable Development Goals)

ในรายงานทางการเงิน ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุน ประเด็น  SDGs ยังเพิ่มความสำคัญมากขึ้นรวมทั้งในประเด็น ESG ด้วย SASB ได้ระบุประเด็น ESG ที่สำคัญใน 10 สาขาอุตสาหกรรม (แบ่งออกเป็น 79 สาขาอุตสาหกรรม) และใน Provisional Standards ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ SASB พัฒนาขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมทั้ง 79 สาขา ได้รับการแนะนำให้เป็นตัวชี้วัด (KPIs) ในรายงานการทางการเงินด้วย

เราสามารถคาดเดาล่วงหน้าถึงผลสำเร็จของ SDGs ได้ด้วยการปรับปรุงผลลัพธ์ของ ESG ผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ ทำความเข้าใจผลลัพธ์ของ ESG ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับบริษัท กำหนดวิธีที่สมรรถนะของผลลัพธ์ที่มีส่วนสำคัญใน SDGs ข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่านั้น และสุดท้าย ติดตามการปรับปรุงสมรรถนะของผลลัพธ์ ESG ที่มีผลกระทบต่อ SDGs

เพื่อทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ของ ESG และผลกระทบของ SDG จึงทำการจับคู่ประเด็นทั้งสองโดยใช้โมเดลที่พัฒนาโดยทรูแวลูแล็บส์ แล้วทำการจับคู่ประเด็นสำคัญที่ระบุสำหรับทั้ง 79 สาขาอุตสาหกรรมสำหรับ SDG 16 หัวข้ออีกครั้ง ซึ่งผู้นำองค์กรจะต้องเข้าใจในการสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นและมีส่วนสำคัญใน SDGs  ซึ่งพวกเขาได้ทำการคำนวณดัชนีผลกระทบ SDG ของอุตสาหกรรม (ซึ่งมีวิธีการต่างๆ เช่น ใช้อัตราส่วนระหว่างจำนวนประเด็นสำคัญของ ESG ที่เกี่ยวข้องกับ SDG และจำนวนประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ SDG แล้วคูณด้วยหนึ่งร้อย และวิธีการอื่นๆ เป็นต้น) การคำนวณนี้แสดงให้เห็นว่าแต่ละสาขาหรือภาคส่วนของอุตสาหกรรม มี SDGs เฉพาะด้านซึ่งมีผลกระทบสูง สำหรับแต่ละ SDG มีบางสาขาที่มีผลกระทบสูงและยังมีความสำคัญมากกว่า SDG ในภาพรวมมากกว่าสาขาอื่น เช่น  สาขาการบริโภคมีผลกระทบในวงกว้างโดยเฉพาะ สำหรับ SDG ข้อ 2 (การยุติความหิวโหย) และข้อ 15 (ระบบนิเวศน์ที่ยั่งยืน) เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์พบว่า SDG ทั้ง 16 ข้อ (ไม่นับข้อ 17 ซึ่งเป็นเรื่องของความร่วมมือหรือหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน)  ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่สำคัญมากที่สุด 3 ลำดับแรก ดังต่อไปนี้

  1. SDG ข้อ 1 (ขจัดความยากจน) และข้อ 2 (ขจัดความหิวโหย) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การบริโภค และทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  2. SDG ข้อ 3 (มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) ส่งผลต่อการบริโภค การดูแลสุขภาพ และการแปลงทรัพยากร
  3. SDG ข้อ 4 (การศึกษาที่เท่าเทียม) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การบริโภค และการบริการ
  4. SDG ข้อ 5 (ความเท่าเทียมทางเพศ) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีและการสื่อสาร และการบริโภค
  5. SDG ข้อ 6 (การจัดการน้ำและการสุขาภิบาล) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การบริโภค และทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  6. SDG ข้อ 7 (พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้) ส่งผลต่อการแปลงทรัพยากร การดูแลสุขภาพ และทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  7. SDG ข้อ 8 (การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การแปลงทรัพยากร และทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  8. SDG ข้อ 9 (อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีและการสื่อสาร และการแปลงทรัพยากร
  9. SDG ข้อ 10 (ลดความเหลื่อมล้ำ) ส่งผลต่อเทคโนโลยีและการสื่อสาร การดูแลสุขภาพ และการเงิน
  10. SDG ข้อ 11 (ชุมชนและเมืองที่ยั่งยืน) ส่งผลต่อทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การดูแลสุขภาพ และทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และพลังงานทางเลือก
  11. SDG ข้อ 12 (การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน) ส่งผลต่อการแปลงทรัพยากร ทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และการบริโภค
  12. SDG ข้อ 13 (การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ส่งผลต่อการบริโภค การแปลงทรัพยากร และทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และพลังงานทางเลือก
  13. SDG ข้อ 14 (การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล) ส่งผลต่อทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การแปลงทรัพยากร และการบริโภค
  14. SDG ข้อ 15 (การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก) ส่งผลต่อการบริโภค การดูแลสุขภาพ และการแปลงทรัพยากร
  15. SDG ข้อ 16 (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีและการสื่อสาร และการแปลงทรัพยากร

ทั้งนี้ โดยรวมแล้ว ภาคส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุด 4 อันดับแรกต่อ SDGs ได้แก่ การดูแลสุขภาพ การบริโภค การแปลงทรัพยากร และทรัพยากรที่ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีก ซึ่งธุรกิจสามารถนำไปพิจารณาประยุกต์ใช้ได้ด้วยการใช้ตัวชี้วัดสมรรถนะด้าน ESG ของ SASB ในการพิจารณาวิธีการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไร เช่น การระบุและวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายสำหรับภาคส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อการลงทุนละความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นต้น

ผู้สนใจรายละเอียดสามารถศึกษาได้จากบทความใน Sloan Management Review ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ที่มา :

  1. https://sloanreview.mit.edu/article/supporting-sustainable-development-goals-is-easier-than-you-might-think/
  2. https://www.sasb.org/
  3. https://www.sasb.org/sectors/resource-transformation/

เมื่อเร็วๆ นี้ วารสาร Sloan Management Review ได้ตีพิมพ์บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจโดยตั้งคำถามว่าจะดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไรได้อย่างไร

มีคำถามสำหรับบริษัทและนักลงทุนว่าจะสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goal: SDG) ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ทั้ง 17 ข้อได้อย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับกลยุทธ์ขององค์กรในเรื่องดังกล่าว

เนื่องจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียวไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะสนับสนุนเป้าหมายทั้งหมดดังกล่าวได้ ในขณะเดียวกัน บริษัทก็ต้องสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุด ดังนั้น จึงมักถูกตั้งคำถามว่าแล้วจะทำดีและทำกำไรไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม การวัดผลในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่เหมือนกับการวัดผลสมรรถนะทางการเงินที่มีมาตรฐานตายตัว ดังนั้น จึงมีระบบนิเวศขนาดใหญ่ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและผู้ค้าข้อมูลที่พยายามจะแก้ปัญหาดังกล่าว  และทั้งบริษัทต่างๆ และนักลงทุนต่างก็พยายามหาทางทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่บริษัทก็ยังคงมีคำถามว่าแล้วผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาวหรือไม่  และเป้าหมายทั้ง 17 ข้อ 169 เป้าหมายนั้นเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงของโลกในขณะที่ ESG metrics (ESG: Environment, Social and Governance) คือเรื่องของสมรรถนะขององค์กร  อะไรคือสิ่งที่หายไประหว่างทางที่จะแสดงถึงความสัมพันธ์กันของทั้งสองสิ่ง

ในส่วนของนักลงทุนก็ยังคงมีความกังวลใจเกี่ยวกับบริษัทที่มีผลงานน้อยมากในการอธิบายถึงวิธีที่สมรรถะของ ESG มีส่วนทำให้เกิดสมรรถนะทางการเงิน

เมื่อปราศจากการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากชุมชนการลงทุน ชุมชนของบริษัทก็ไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมที่จำเป็นในอันที่จะบรรลุถึงเป้าหมายภายปี 2030 ได้

ความท้าทายเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ โดยหัวใจสำคัญปรากฎอยู่ในงานของคณะกรรมการว่าด้วยมาตรฐานทางบัญชีความยั่งยืน (Sustainability Accounting Standards Board: SASB) ในบริบทของ SDGs ในแนวคิดเรื่องประเด็นสำคัญ (Materiality) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมผลลัพธ์ ESG กับผลกระทบของ SDGs

ในรายงานทางการเงิน ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุน ประเด็น  SDGs ยังเพิ่มความสำคัญมากขึ้นรวมทั้งในเประเด็น ESG ด้วย SASB ได้ระบุประเด็น ESG ที่สำคัญใน 10 สาขาอุตสาหกรรม (แบ่งออกเป็น 79 สาขาอุตสาหกรรม) และใน Provisional Standards ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ SASB พัฒนาขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมทั้ง 79 สาขา และได้รับการแนะนำให้เป็นตัวชี้วัด (KPIs) ในรายงานการทางการเงินด้วย

ในขณะที่ตัวชี้วัดระดับอุตสาหกรรมของ SASB เป็นการแสดงผลลัพธ์ของ ESG ผลลัพธ์เหล่านี้ก็มีผลกระทบต่อองค์กรและคนที่อยู่นอกองค์กรด้วย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อ SDGs ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ ESG และผลกระทบของ SDG จึงมีอยู่ตามแนวคิดในเรื่องประเด็นสำคัญดังกล่าว ทั้งนี้ เราสามารถคาดเดาล่วงหน้าถึงผลสำเร็จของ SDGs ได้ด้วยการปรับปรุงผลลัพธ์ของ ESG ผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ ทำความเข้าใจผลลัพธ์ของ ESG ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับบริษัท กำหนดวิธีที่สมรรถนะของผลลัพธ์ที่มีส่วนสำคัญใน SDGs ข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่านั้น และสุดท้าย ติดตามการปรับปรุงสมรรถนะของผลลัพธ์ ESG ที่มีผลกระทบต่อ SDGs

ตัวอย่างเช่น การสร้างงานโดยบริษัทหนึ่งคือผลลัพธ์ของ ESG และผลกระทบของ SDG จะรวมถึงการรู้หนังสือมากขึ้น (SDG ข้อ 4 คือการศึกษาที่มีคุณภาพ) เนื่องจากมีเด็กจำนวนมากขึ้นที่สามารถเรียนจบแทนที่จะต้องไปทำงานเลี้ยงครอบครัว หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอนของบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับ SDG ข้อ 13 ในเรื่องปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ  ดังนั้น เราจึงวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นสำคัญของ ESG และ SDGs ได้

เพื่อทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ของ ESG และผลกระทบของ SDG จึงทำการจับคู่ประเด็นทั้งสองโดยใช้โมเดลที่พัฒนาโดยทรูแวลูแล็บส์ แล้วทำการจับคู่ประเด็นสำคัญที่ระบุสำหรับทั้ง 79 สาขาอุตสาหกรรมสำหรับ SDG 16 หัวข้ออีกครั้ง ซึ่งผู้นำองค์กรจะต้องเข้าใจในการสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นและมีส่วนสำคัญใน SDGs รายละเอียดจะเป็นอย่างไรและจะนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้อย่างไร โปรดติดตามในตอนต่อไปซึ่งเป็นตอนจบค่ะ

ที่มา :

  1. https://sloanreview.mit.edu/article/supporting-sustainable-development-goals-is-easier-than-you-might-think/
  2. https://www.sasb.org/
  3. https://www.sasb.org/sectors/resource-transformation/

MASCI Innoversity เคยนำเสนอเรื่อง “มาตรฐานการจัดซื้ออย่างยั่งยืน” เมื่อเร็วๆ นี้มาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ผู้จัดซื้อจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญปัญหากับ “การจัดซื้ออย่างยั่งยืน” แม้ว่าผู้บริหารจะประกาศนโยบายให้มีการจัดซื้อจากซัพพลายเออร์ที่คำนึงถึงความยั่งยืนและใช้แนวทางตามมาตรฐาน ISO 20400 แล้วก็ตาม แต่ผู้จัดซื้อก็ยังพบว่ามีความยากลำบากในการหาซัพพลายเออร์ดังกล่าว

ซัพพลายเออร์บางรายมีพันธสัญญาในการปกป้องสิ่งแวดล้อม บางรายก็มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีเลิศสำหรับพนักงาน และรายอื่นๆ ก็เสนอราคาต่ำ แต่ทั้งหมดก็อาจจะไม่สามารถตอบสนองข้อกำหนดขั้นต่ำทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ และผู้จัดซื้อก็มีหน้าที่ต้องซื้อหาสินค้าหรือบริการที่บริษัทจำเป็นต้องใช้ต่อไป

อันที่จริงแล้ว ความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการคิดและการปฏิบัติที่ก้าวไปไกลกว่าการคิดเพียงแค่ภายในบริษัทของตนเอง และต้องใช้เวลาในการดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งต้องมีกลยุทธ์ในระยะยาวและมีความเข้มแข็ง รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสจะต้องให้ความใส่ใจในเรื่องของความยั่งยืนด้วย

วารสาร Sloan Management Review ได้นำเสนอแนวทางของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนในโลกของความเป็นจริงเอาไว้ว่าการจัดซื้อต้องเริ่มต้นด้วยการรับรู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัท ความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนมักจะอยู่ภายใต้กรอบของคำว่า “win-win” ยกตัวอย่างเช่น บริษัทเชื่อว่าเราสามารถทำให้ต้นทุนต่ำได้แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลงและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วย เป็นต้น

สิ่งนั้นคือเป้าหมายที่เป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติ บ่อยครั้งมักมีความขัดแย้งระหว่างวัตถุประสงค์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เราอาจจะต้องการประนีประนอมในเรื่องหนึ่งเพื่อให้ได้ประโยชน์ในอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องนี้เป็นจริงได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น รองเท้าไนกี้ได้ออกรองเท้ารุ่นไนกี้ฟลายนิตซึ่งไม่ได้ทำการตัดเย็บเหมือนรองเท้าทั่วไป แต่เป็นการถักทอจากเส้นด้ายเดี่ยว ด้วยเทคโนโลยีการถักทอเช่นนี้หมายถึงการใช้วัสดุที่ลดลง ของเสียที่ลดลง  จึงเป็นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อมไปกับการลดค่าใช้จ่ายอันเป็นผลดีในเชิงเศรษฐกิจด้วย แต่ถ้าเทคโนโลยีนี้นำไปสู่การขายรองเท้าในปริมาณมากขึ้นและไปถึงจุดที่ว่ารองเท้าไม่ได้มีการนำไปรีไซเคิลล่ะ ผลกระทบต่อโลกอาจเป็นผลเสียในระยาวมากกว่า เป็นต้น ซึ่งยังมีคำถามต่อไปว่าอะไรคือวัสดุที่เหมาะสมกับรองเท้าฟลายนิต โมเดลรองเท้าในอนาคตเป็นอย่างไร และอะไรคือกระบวนการรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว

บริษัทส่วนใหญ่มักจะมีความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ชนิดที่เรียกว่าไม่สามารถทิ้งกันได้ ในบางกรณี ทางเลือกที่จะเลือกซัพพลายเออร์รายอื่นอาจจะไม่มีอยู่จริง ดังนั้น จึงอาจจะไม่มีทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนเลย และบริษัทก็มีความต้องการไปถึงจุดที่ว่าไม่จำเป็นต้องเลือกวัตถุประสงค์ด้านหนึ่งเพื่อทดแทนกับวัตถุประสงค์อีกด้านหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจทำได้ง่าย

วารสาร Sloan Management Review จึงได้นำเสนอวิธีการที่บริษัทระดับโลกจัดการในเรื่องการจัดซื้ออย่างยั่งยืนดังต่อไปนี้

  1. พัฒนาการจัดลำดับของการยอมเลือกสิ่งหนึ่งเพื่อทดแทนอีกสิ่งหนึ่ง ถ้าเรายอมรับว่าการเลือกแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ (เทรดออฟ) เราต้องตัดสินใจอย่างเป็นระบบในการระบุและประเมินการจัดลำดับของสิ่งนั้น ซึ่งจะบังคับให้เราต้องบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เราให้คุณค่ามากที่สุด เช่น การตัดสินใจที่จะนำเอาเหตุผลหลักด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้ซึ่งต้องการให้เกณฑ์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่เหนือกว่าด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะทำได้ยาก แต่มันจะช่วยให้ขับเคลื่อนไปสู่ความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนในระยะยาว  ซึ่งการเทรดออฟเป็นทางเลือกที่ทำได้ไม่ง่ายนัก
  2. เน้นถึงวิธีการจัดซื้อในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยน การเน้นในโครงการจัดซื้ออย่างยั่งยืนด้วยความชัดเจนจะทำให้เกิดการจัดหาซัพพลายเออร์ที่มีความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าจะมีความจำเป็นต้องเน้นไปในระยะยาว เราจะต้องปักธงนำให้รู้ว่าองค์กรของเราจะทำอย่างไรบ้างในแต่ละช่วงเวลา การนำไปสู่เป้าหมายระยะกลางจะทำให้รู้ว่าเราจะทำได้ดีขึ้นหรือแย่ลง แต่นี่คือวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมาย การจัดซื้ออย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของความพยายามของซัพพลายเออร์ แต่เป็นเรื่องของการเน้นด้านสมรรถนะ
  3. สร้างสมรรถนะของซัพพลายเออร์ การจัดซื้ออย่างยั่งยืนไม่ใช่เป็นเรื่องของการบอกซัพพลายเออร์ว่าพวกเขาขาดอะไร แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทหรือองค์กรของเราควรช่วยให้ซัพพลายเออร์หลักสร้างความเข้มแข็งในสมรรถนะด้านความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืน การร่วมมือระหว่างกันเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมากในเรื่องที่ไม่ได้สร้างการแข่งขันที่แตกต่างกันและในเรื่องที่บริษัทของเราเองก็ไม่สามารถทำได้ตามลำพัง
    เช่น หลายบริษัทที่ซื้อของจากซัพพลายเออร์รายหนึ่งอาจร่วมมือกันให้ข้อมูลเพื่อทำให้ซัพพลายเออร์นั้นทำงานมีประสิทธิภาพกับผู้ซื้อเหล่านี้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น  Electronic Industry Citizenship Coalition ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2547 (ค.ศ.2004) โดยการรวมตัวกันของกลุ่มบริษัทเล็กๆ ด้านอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมในด้านความยั่งยืนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
  1. อย่าปล่อยให้มีความสบายใจจนเกินไปหรืออย่าหยุดพอใจในสมรรถนะที่เรามีอยู่ การมองหาซัพพลายเออร์จากผู้นำอุตสาหกรรมที่เป็นที่ยอมรับอาจไม่ใช่วิธีการที่มีความยั่งยืนเท่าใดนัก เราอาจจะเป็นองค์กรที่ดีที่สุดท่ามกลางองค์กรที่แย่ๆ อีกหลายแห่ง จงอย่าพอใจกับสมรรถนะในระดับที่ยอมรับได้เท่านั้น  ในระยะยาวแล้ว ขอให้ยึดเป้าหมายที่กำหนดไว้และมองหาวิธีการที่ดีกว่าในการทำให้บรรลุเป้าหมายแม้ว่าการจัดซื้ออย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่ยากในการทำให้ประสบความสำเร็จ

สุดท้ายแล้วความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนจำเป็นที่บริษัทของเราและซัพพลายเชนจะต้องสร้างเกณฑ์พื้นฐานโดยมีทางเลือกแบบ win-win และ
จะต้องมีการพัฒนาภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งอย่าลืมจัดลำดับความสำคัญ และโฟกัสไปที่สิ่งที่เร่งด่วนจริงๆ  ขอให้จำไว้ว้าเราไม่จำเป็นต้องเน้นในทุกเรื่องในครั้งเดียวกัน เราจำเป็นต้องมีการปรับปรุงในการจัดซื้อในเรื่องที่เราสามารถทำได้ และแม้ว่าเราจะทำได้ดีขึ้นแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเราได้บรรลุถึงความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนแล้ว

ด้วยการนำนโยบายการจัดซื้อย่างยั่งยืนไปใช้ บริษัทของเราก็จะก้าวไปอีกขึ้นหนึ่ง เราต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถสร้างบริษัทที่ยั่งยืนได้ถ้าไม่มีซัพพลายเออร์ที่มีความยั่งยืน แต่ขอให้มั่นใจว่าทุกคนเข้าใจว่าเรากำลังเดินทางไปในระยะยาว และไม่มีวิธีการเริ่มต้นใดๆ ที่จะมีความสมบูรณ์แบบ สิ่งสำคัญคือเมื่อเราก้าวไปเราต้องมีการปรับปรุงทุกเมื่อที่เราสามารถทำได้และขอให้รักษามันไว้ให้ดี และนี่คือวิธีการจัดซื้ออย่างยั่งยืนในระยะยาวที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกองค์กร

ที่มา:

  1. http://sloanreview.mit.edu/article/sustainable-procurement-requires-perseverance/
  2. https://www.cips.org/Documents/Resources/Knowledge%20Summary/Sustainable%20Procurement.pdf