เหตุการณ์เมื่อก่อนเกิดโรคระบาด COVID-19  การท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ปัจจุบัน ในขณะที่อุตสาหกรรมบางส่วนค่อยๆ เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา  ความท้าทายจึงกลายเป็นการทำให้การท่องเที่ยวหลังการระบาดใหญ่กลับคืนมาอีกครั้งในรูปแบบที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม

การท่องเที่ยวเป็นภาคส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลก โดยสามารถทำให้เกิดงานจำนวน 1 ใน 10 ตำแหน่งทั่วโลก อุตสาหกรรมนี้ยังมีศักยภาพที่มีคุณค่าในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ประการขององค์การสหประชาชาติเกือบทั้งหมดด้วย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก (SDG 15, Life on Land), การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร (SDG 14, Life under Water), การบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ (SDG 12, Responsible Consumption and Production) และการขจัดความยากจน (SDG 1, No Poverty)

เรามาดูกันว่ามาตรฐานไอเอสโอด้านการท่องเที่ยวสามารถช่วยอะไรได้บ้าง

การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันเท่าใดนักและมีแนวทางปฏิบัติมากมายที่อาจขัดขวางความก้าวหน้าได้ ด้วยเหตุนี้ ไอเอสโอจึงพัฒนามาตรฐานสากลสำหรับหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนขึ้นมาหลายฉบับด้วยกัน ตัวอย่างเช่น

ISO 23405, Tourism and related services – Sustainable tourism – Principles, terminology and model เป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเน้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลักการ คำศัพท์และแบบจำลอง มาตรฐานนี้จะสร้างเวทีสำหรับอุตสาหกรรมโดยการให้คำจำกัดความและคำศัพท์ที่ตกลงกันไว้ซึ่งสามารถใช้รูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนได้ และสามารถใช้ได้กับองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยไม่คำนึงถึงขนาดและสถานที่ตั้ง

มาตรฐานนี้จะช่วยให้มีการระบุ การประเมิน และการบรรเทาผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวัฒนธรรมท้องถิ่น ในขณะที่ยังคงสามารถรักษาคุณภาพการบริการในระดับสูงและสามารถปกป้องผู้ปฏิบัติงานได้ด้วย

ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งแคมป์หรือโรงแรมระดับห้าดาว ล้วนแต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น มาตรฐาน ISO 21401 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อกำหนดระบบการจัดการความยั่งยืนสำหรับสถานประกอบการด้านที่พัก ซึ่งสามารถส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้

มาตรฐานนี้ระบุข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจสำหรับการนำระบบการจัดการความยั่งยืนมาใช้ในที่พักนักท่องเที่ยว โดยกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน สุขภาพและความปลอดภัยสำหรับพนักงานและลูกค้าหรือแขกผู้มาเยือน การปกป้องสิ่งแวดล้อม การใช้น้ำและพลังงาน การสร้างของเสีย และการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น

การรักษาชายหาดของเราให้สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแต่ทำให้การมาเยี่ยมเยือนเป็นประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังดีสำหรับโลกของเราด้วย ชายหาดสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งของโลกเรา ก็คือ ทะเล ด้วย

ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 13009 ขึ้นมา เพื่อให้มาตรฐานนี้เป็นมาตฐานด้านการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง  เป็นข้อกำหนดและคำแนะนำสำหรับการดำเนินงานชายหาด ซึ่งให้แนวทางที่ตกลงกันในระดับสากลที่ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่ความปลอดภัยของชายหาดและทางน้ำ ไปจนถึงการทำความสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน การกำจัดของเสีย การวางแผนและการส่งเสริม นอกจากนี้ ยังช่วยให้แน่ใจว่ากิจกรรมความบันเทิงในพื้นที่ดำเนินการภายใต้กรอบความรับผิดชอบต่อสังคมและให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขอนามัยสำหรับผู้มาเยี่ยมเยือน

ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ามีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตรวมทั้งการท่องเที่ยว  อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีแนวโน้มจะเริ่มต้นมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวใช้เสรีภาพอย่างเต็มที่และแสวงหาประสบการณ์ที่ท้าทายมากขึ้น  ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20611 ขึ้นมา มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่มีแนวทางปฏิบัติที่ดีเพื่อความยั่งยืน  มีข้อกำหนดและข้อแนะนำที่ให้แนวทางทั้งหมดแก่ผู้ให้บริการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยเพื่อให้มั่นใจว่าการผจญภัยเหล่านี้ดีต่อโลกด้วยเช่นกัน มาตรฐานนี้มีความหมายมากกว่าการรีไซเคิล โดยให้แนวทางที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึงการให้ความรู้แก่ลูกค้าและการดำเนินการเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นในเชิงรุก

การปกป้องชีวิตใต้น้ำเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของ SDG 14 ซึ่งมีภารกิจในการอนุรักษ์และใช้มหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  ชุมชนการดำน้ำจึงสามารถมีบทบาทเชิงบวกได้ และเพื่อสนับสนุนในเรื่องนี้ ไอเอสโอจึงพัฒนามาตรฐานสากลสำหรับการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งมีมาตรฐาน 2 ฉบับที่มีจุดมุ่งหมายโดยตรงสำหรับแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน

ตัวอย่างเช่น ISO 21416, Recreational diving services – Requirements and guidance on environmentally sustainable practices in recreational diving ซึ่งเป็นข้อกำหนดและคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมในการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ที่ช่วยให้ศูนย์ดำน้ำและบริการต่างๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทางน้ำ แบะมีแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล เช่น การขัดขวางไม่ให้นักดำน้ำให้อาหารหรือกำจัดสัตว์น้ำ หรือวิธีใช้งานเรือในลักษณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

มาตรฐานนี้สามารถใช้ร่วมกับมาตรฐาน  ISO 21417,Recreational diving services – Requirements for training on environmental awareness for recreational divers มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับบริการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับการฝึกอบรมความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับนักดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้แก่นักดำน้ำเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของกีฬาของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการลดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อน่านน้ำของเรา .

มาตรฐานทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการด้านการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวของไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ซึ่งมีเลขานุการคือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2697.html

กีฬาโอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่ดึงดูดให้คนทั่วโลกเข้าไปท่องเที่ยวและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน พร้อมกันนั้นก็นำมาซึ่งความเสี่ยงหรืออันตรายในด้านความมั่นคงปลอดภัยด้วย และเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานใหม่ที่จะช่วยให้เมืองมีการจัดการกับงานใหญ่ๆ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสาธารณชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงาน

มาตรฐาน ISO 22379, Security and resilience – Guidelines for hosting and organizing large citywide events มีเป้าหมายในการจัดเตรียมแนวทางและความเชี่ยวชาญด้านวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง ความปลอดภัยของสาธารณชน และความต่อเนื่องของการบริการระหว่างที่มีการจัดงานใหญ่

มาตรฐานนี้จะเป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกของโลกที่จะนำเอาความรู้และวิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในการจัดการใหญ่อย่างโอลิมปิกฤดูร้อนที่โตเกียว ในปี 2020 และโอลิมปิกฤดูหนาวในปักกิ่ง รวมทั้งงานเบอร์ลินมาราธอน เข้ามารวมกัน

อีวาร์โคลุนด์ ผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่พัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้มาตรฐานนี้ทรงคุณค่าและโดดเด่นไม่เหมือนใครก็คือมาตรฐานนี้จะเป็นผลผลิตของบทเรียนและการเรียนรู้ของเมืองจำนวนมากและผู้จัดงานอีเว้นท์ทั่วโลก

เขากล่าวว่า เมืองจำนวนมากมองว่าอีเว้นท์ระดับสากลเช่นนี้ดึงดูดผู้คนจำนวนมากเข้ามาและเป็นวิธีการหลักในการส่งเสริมเมืองให้ก้าวไปสู่ระดับโลก แต่การที่จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร

สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในปัจจุบันก็คือแต่ละเมืองเริ่มต้นวางแผนงานจากศูนย์โดยไม่ได้รับเอาความรู้เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญหรือความสามารถหรือวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของเมืองอื่นเข้ามาใช้ ดังนั้น มาตรฐานนี้จะช่วยเมืองหรือผู้ใช้งานได้เรียนรู้และได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันเรื่องราวดังกล่าว

ลุนด์กล่าวว่าถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังไม่มีมาตรฐานสากลใดที่สามารถกล่าวถึงองค์ประกอบทั้งหมดในการเตรียมงานแบบองค์รวม ตลอดจนการลงมือจัดงานให้ประสบความสำเร็จและประเมินผลการทำงานในลักษณะที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีความยั่งยืน

การใช้มาตรฐาน ISO 22379 จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดอีเว้นท์ขนาดใหญ่มีการปรับปรุงที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เมืองมีความสามารถในการเป็นเจ้าภาพในแบบที่มีส่วนร่วมต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วย

มาตรฐาน ISO 22379 ยังช่วยให้เมืองตัดสินใจว่าควรจะจัดงานหรือไม่ เนื่องจากจะช่วยให้เมืองสามารถระบุความเสี่ยงที่แท้จริงและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย

มาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO 20121, Event sustainability management systems – Requirements with guidance for use ซึ่งให้กรอบการทำงานสำหรับการปฏิบัติงานในอีเว้นท์ที่ยั่งยืนในระดับสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน มาตรฐานยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการพัฒนา

มาตรฐานนี้ ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience ซึ่งมี SIS  สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน เป็นเลขานุการ

มาตรฐานดังกล่าวมีส่วนในการส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อ 3 Good Health and Well-being, ข้อ 6 Clean Water and Sanitation, ข้อ 7 Affordable and Clean Energy, ข้อ 8 Decent Work and Economic Growth, ข้อ 9 Industry, Innovation and Infrastructure, ข้อ 10 Reduced Inequality, ข้อ 11 Sustainable Cities and Communities, ข้อ 12 Responsible Consumption and Production, ข้อ 13 Climate Action, Peace และข้อ 16 Justice and Strong Institutions

 

ที่มา:  https://www.iso.org/news/ref2458.html

องค์กรมีการประเมินและให้คุณค่าความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร  อันที่จริงแล้ว มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่จะบอกเราได้ แต่ข้อมูลที่จะทำให้เราสามารถตัดสินคุณค่าที่แท้จริงกลับมีไม่มากนัก  ล่าสุด ไอเอสโอได้เตรียมคำตอบให้กับเราแล้ว

องค์กรสามารถวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมกับองค์กรเพื่อกำหนดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ที่จะได้รับ แต่วิธีไหนจะเป็นวิธีที่องค์กรควรใช้นั้น ไอเอสโอ ได้เข้ามาช่วยเราแล้วด้วยการให้แนวทางวิธีการตามมาตรฐาน ISO 14007, Environmental management – Guidelines for determining environmental costs and benefits

องค์กรจำเป็นต้องรู้ว่าตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมและกลยุทธ์ใดที่ช่วยในเชิงเศรษฐกิจได้ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ต้นทุนด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญในทางกลยุทธ์และวิธีการที่จะนำไปสู่โครงการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ISO 14007 ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดและสื่อสารด้านต้นทุนและประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของตัวองค์กรเอง  และยังช่วยบอกองค์กรให้รู้ว่าจะทำการวิเคราะห์ความคุ้มค่าหรือประสิทธิภาพด้านต้นทุนอย่างไรในกรณีที่องค์กรมีทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป

มาร์ติน แบกซ์เตอร์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207 คณะอนุกรรมการ SC 1, Environmental management systems อธิบายว่าปัจจุบัน มีแรงผลักดันมากขึ้นในการประเมินต้นทุนทางธรรมชาติเช่นเดียวกับความต้องการในการประเมินทางการเงินสำหรับลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรและผลกระทบ

มาตรฐาน ISO 14007 ช่วยให้มีการสร้างข้อมูลที่โปร่งใสและแม่นยำ  ลดอุปสรรคด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยให้เข้าใจคุณค่าของความยั่งยืน

ส่วนมาตรฐานใหม่อย่าง ISO 14008 Monetary valuation of environmental impacts and related environmental aspects เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งอธิบายวิธีการประเมินลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบซึ่งมีการจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและประโยชน์ดังกล่าว ดังนั้น ทั้งจึงแนะนำให้ใช้มาตรฐานสองฉบับนี้ควบคู่กัน

ความยั่งยืนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาไว้ซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของคนในปัจจุบันและเพื่อลูกหลานในอนาคต และความเป็นอยู่ที่ดีนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจซึ่งต้นทุนทางธรรมชาติก็มีบทบาทสำคัญสำหรับอนาคต

สำหรับมาตรฐาน ISO 14007 ได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 1, Environmental management systems โดยมีเลขานุการคือ SCC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

 

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2456.html

การจัดซื้อขององค์กรเป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งขององค์กรซึ่งผู้บริหารไม่อาจมองข้ามไปได้ ปัจจุบัน องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญกับการจัดซื้อที่ยั่งยืน โดยมีการคำนึงถึงเกณฑ์ด้านความยั่งยืนในการประเมินการจัดซื้อขององค์กรด้วย และเกณฑ์หรือมาตรฐานจะมีมุมมองครอบคลุมกระบวนการการตัดสินใจซื้ออย่างรอบด้านซึ่งการจัดซื้อของทุกองค์กรต่างมีผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

องค์กรใหญ่ๆ ที่มีการนำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้งาน ได้แก่ ธนาคารโลก ซึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2562 ได้จัดทำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนโดยกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนให้กับพนักงานและโครงการที่มีการลงทุนกับธนาคารในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญ เช่น ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความมีประสิทธิภาพ ความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เป็นต้น นอกจากนี้ เมื่อปี 2558 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ก็ได้กำหนดกลยุทธ์การจัดซื้อโดยคำนึงถึงประโยชน์ของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนเช่นกัน (UNDP Procurement Strategy 2015 – 2017)

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20400 การจัดซื้ออย่างยั่งยืน เพื่อให้องค์กรทั่วโลกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งจะมีส่วนต่อความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบด้วย โดยองค์กรสามารถรวมนโยบายการจัดซื้อและวิธีปฏิบัติเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงซึ่งจะทำให้องค์กรมองเห็นโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนเป็นโอกาสที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรด้วยการปรับปรุงด้านผลผลิต การประเมินคุณค่าและสมรรถนะ การส่งเสริมการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อ ซัพพลายเออร์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด รวมทั้งการส่งเสริมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร

มาตรฐาน ISO 20400 จะทำให้องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้มีความเข้าใจเรื่องของการจัดซื้ออย่างยั่งยืน และผลกระทบที่เกิดขึ้นของกิจกรรมจัดซื้อโดยคำนึงถึงเรื่องของนโยบาย กลยุทธ์ องค์กร และกระบวนการ รวมทั้งวิธีการนำการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้ในองค์กร ทั้งนี้ มาตรฐาน ISO 20400 ยังใช้หัวข้อหลักของความรับผิดชอบทางสังคมที่นำมาจากมาตรฐาน ISO 26000, Guidance on social responsibility เพื่อทำให้องค์กรมีกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจากการกระบวนการจัดซื้อผ่านทางซัพพลายเชนขององค์กรด้วย

องค์กรทุกประเภทและทุกขนาดสามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ซึ่งการนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่บริบทและลักษณะของแต่ละองค์กร โดยการนำไปใช้งานนั้นให้ใช้แนวคิดที่เหมาะสมกับขนาดขององค์กร และสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่นำไปใช้ก็จะช่วยส่งเสริมองค์กรขนาดเล็กและองค์กรขนาดกลางที่เป็นซัพพลายเชนให้มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นด้วย

ที่มา : https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:20400:ed-1:v1:en

วันที่ 27 กันยายนของทุกปี องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNWTO) ได้กำหนดให้เป็นวันท่องเที่ยวโลก ซึ่งไอเอสโอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนทั่วโลกด้วยการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยว และในปีนี้ได้มีส่วนร่วมในหัวข้อ “การท่องเที่ยวและงาน: อนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน”

พาลัด ซิงห์ พาเทล รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของอินเดียซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันท่องเที่ยวโลกกล่าวว่า  การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนชั้นนำที่มีการจ้างงานถึง 10% ของการจ้างงานทั่วโลก และการพัฒนาการท่องเที่ยวมีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงต่อการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาตรฐานหลายมาตรฐานของไอเอสโอมีส่วนช่วยสนับสนุนให้โลกมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างงานที่ดี มีคุณค่ามากขึ้นด้วย

นาตาเลีย ออร์ทิส เดซาราเต ผู้จัดการคณะกรรมการวิชาการของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอที่ทุ่มเทให้กับอุตสหกรรมท่องเที่ยว กล่าวว่าไอเอสโอมีมาตรฐานจำนวนมากที่มีเป้าหมายในการปรับปรุงความสามารถของบุคลากรที่ทำงานในภาคส่วนการท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน ISO 24802, Recreational diving services – Requirements for the training of scuba instructors และ ISO 13970, Recreational diving services – Requirements for the training of recreational snorkelling guides ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีปฏิบัติในระดับสากลที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำน้ำ

มาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจในคุณภาพในระดับสูงอันนำมาซึ่งประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมดำน้ำและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ  อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ISO/TR 21102, Adventure tourism – Leaders – Personnel competence ซึ่งเป็นรายงานทางวิชาการที่ให้รายละเอียดว่าตลาดคำนึงถึงอะไรว่าเป็นความสามารถที่จำเป็น ทำให้นายจ้างมีแนวทางในการเปรียบเทียบในระดับสากลและลูกจ้างมีสิ่งที่ใช้เป็นแนวทางเดียวกันในการแข่งขันกับผู้อื่น

ความมั่นคงและความปลอดภัยเป็นใบผ่านทางไปสู่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งทำให้มั่นใจในข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว และยังสร้างสรรค์งานได้มากขึ้นด้วย

ไอเอสโอยังมีมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอีกจำนวนมากที่ช่วยปรับปรุงเรื่องของความยั่งยืน ความปลอดภัย และความเป็นมืออาชีพในกิจกรรมการท่องเที่ยว  ทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 21101, Adventure tourism – Safety management systems – Requirements เป็นมาตรฐานที่ทำให้ผู้ให้บริการกิจกรรมท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีแนวทางระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมมีประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผู้ปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีสมรรถนะด้านความปลอดภัย สามารถตอบสนองความคาดหวังสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมและความปลอดภัยของพนักงาน รวมทั้งสนับสนุนความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายที่มีการประยุกต์ใช้

ISO 20611, Adventure tourism – Good practices for sustainability – Requirements and recommendations เป็นมาตรฐานที่เป็นเค้าโครงวิธีการขององค์กรการท่องเที่ยวแบบผจญภัยสามารถนำไปใช้ปฏิบัติอย่างยั่งยืนและส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่อ่อนโยนสำหรับผู้มีส่วนร่วมและชุมชนท้องถิ่น

ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับช่วยในการวางแผนอย่างรอบคอบและมีการประเมินความเสี่ยง เช่น การใช้แห่งทรัพยากรพลังงานใช้ซ้ำ มีความตระหนักถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับของเสียและในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศอันเปราะบาง

ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements ช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและการมีส่วนร่วมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่อยู่ในระหว่งการพัฒนาคือ ISO 22525, Tourism and related services – Medical tourism – Service requirements ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มีการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามระดับที่คนไข้คาดหวัง

มาตรฐานไอเอสโอสำหรับการท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 228, Tourism and related services  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอในเรื่องการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง  และรับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานในขอบข่ายของคำศัพท์ ข้อกำหนดของการบริการด้านการท่องเที่ยวของผู้ให้บริการการด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้บริโภคมีเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกใช้บริการท่องเที่ยว

สำหรับวันท่องเที่ยวโลกเป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นโดย UNWTO ซึ่งมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอที่ทำการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยวดังกล่าว

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2440.htm
  2. https://www.iso.org/committee/375396.html  

ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญกำลังประชุมกันเพื่ออภิปรายถึงมาตรฐานใหม่ของไอเอสโอที่จะช่วยวัดปริมาณผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศของสสารที่สามารถนับปริมาณได้

ระบบการคำนวณที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน มีการเน้นไปที่การวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นส่วนใหญ่ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์หรือมีเทน และไอเอสโอมีจำนวนมาตรฐานที่สนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น ชุดมาตรฐาน ISO 14064 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสาระสำคัญอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศซึ่งระบบการวัดในมาตรฐานที่มีอยู่เดิมไม่ครอบคลุม

มาตรฐานใหม่ที่กำลังพัฒนานี้มีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดที่เรียกว่าการแผ่รังสี (radiative forcing) ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่มีการดูดซับไปโดยโลกของเราและพลังงานที่มีการแผ่รังสีกลับไปยังอวกาศ  ซึ่งเมื่อพลังงานที่กำลังแผ่เข้ามายังโลก มีมากกว่าพลังงานที่กลับออกไป ชั้นบรรยากาศของโลกจึงเกิดความอุ่น ดังนั้น อุณหภูมิของโลกจึงสูงขึ้น

มีหลายสิ่งที่สามารถมีผลต่อการแผ่รังสี รวมทั้งก๊าซเรือนกระจก ไอน้ำ และฝุ่นละออง มาตรฐานใหม่จึงเน้นไปที่วิธีการใหม่ในการคำนวณปริมาณนี้ี

บริททิน แอล โบนนิ่ง ผู้จัดการคณะกรรมการกลุ่มพัฒนามาตรฐานได้กล่าวไว้ว่า มาตรฐานแนวทางของ ISO 14082 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะขยายขอบข่ายมาตรฐานไอเอสโอเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปด้วยการพิจารณาถึงฟุตพริ้นท์ด้านสภาพอากาศของสสารที่มีผลกระทบต่อการแผ่รังสี

สสารเช่นผงผุ่นเขม่าดำและฝุ่นอื่นๆ ไม่ได้มีการพิจารณาอยู่ภายใต้นิยามของก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน ISO 14064 ดังนั้น เราจึงรู้ว่าเราจำเป็นต้องมีมาตรฐานใหม่ที่ใช้ในการวัดและคำนวณผลกระทบของสิ่งที่มีอิทธิพลในด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครซึ่งไม่ใช่แก๊สทั้งในเชิงกายภาพและเคมี  หากมาตรฐานดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยให้มีหลักการและแนวทางในการคำนวณและการรายงานฟุตพริ้นท์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการแผ่รังสี

ในอนาคต มาตรฐานนี้จะช่วยให้ระบุโครงการและปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่มีส่วนในการบริหารจัดการด้านการแผ่รังสีอย่างมีประสิทธิผล และสนับสนุนความน่าเชื่อถือ ความคงเส้นคงวา และความโปร่งใสในเรื่องดังกล่าวรวมถึงการลดของปริมาณและการรายงานด้วย

ร่างมาตรฐานนี้เป็นเอกสารแนวทางสำหรับการวัดตัวชี้วัดและการวัดปริมาณ ซึ่งไม่รวมถึงข้อแนะนำสำหรับวิธีขององค์กรที่สามารถเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการแผ่รังสีหรือมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่เป็นการเน้นไปที่วิธีการคำนวณและวัดผลกระทบต่อการแผ่รังสีที่สสารอาจมีผลกระทบไปถึง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญได้กล่าวย้ำว่าเทคนิควิศวกรรมดาวเคราะห์ (geoengineering) เช่น การบริหารจัดการรังสีจากดวงอาทิตย์ และการบริหารจัดการรังสีจากโลกนั้น อยู่นอกเหนือขอบข่ายของเอกสารนี้

มาตรฐาน ISO/AWI 14082, Radiative Forcing Management – Guidance for the Quantification and Reporting of Radiative Forcing-Based Climate Footprints and Mitigation Efforts อยู่ในระหว่างการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากสมาคมผู้บริโภค ภาคการศึกษา เอ็นจีโอ และรัฐบาล

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกของไอเอสโอซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 160 ประเทศ  ซึ่งไอเอสโอได้มีความพยายามเป็นอย่างมากในการทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานมากขึ้นรวมทั้งนำเอาความต้องการของผู้บริโภคเข้ามาพิจารณาด้วย กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการร่างมาตรฐานใหม่นี้ยังมีการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงงานให้เข้ากับศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่โดย IPCC ด้วย

การเตรียมการสำหรับมาตรฐานดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามในการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเรื่องที่เกี่ยวกับการแผ่รังสีซึ่งยังไม่เคยมีการพิจารณาในเรื่องนี้ และไอเอสโอหวังว่าจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2425.html

ข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization: UNWTO) ระบุว่าหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดและรวดเร็วที่สุด คือ “การท่องเที่ยว”   โดยมีประชากรนับพันล้านคนทั่วโลกที่เดินทางท่องเที่ยวทุกปี และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 3.3% ทุกปีจนถึงปี 2579 (ค.ศ.2030)

ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างมาก และยังส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ไอเอสโอจึงได้พัฒนาคู่มือสากลฉบับใหม่สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักเพื่อช่วยให้เจ้าของสถานที่มีการปรับปรุงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจและวัฒนธรรมอันดีระหว่างประเทศด้วย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทำให้คนนับล้านคนมีงานทำและมีส่วนสำคัญโดยตรงในการทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ด้วย

สิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการท่องเที่ยวและยังอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและการมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจชุมชน และแม้ว่าจะมีโครงการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่มีอยู่ทั่วโลก  หรือมีการส่งเสริมโดยผู้ปฏิบัติงานด้านการท่องเที่ยวหรือองค์กรอื่นๆ ที่ให้ความสนใจในเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว  แต่ก็ยังไม่มีองค์กรมาตรฐานสากลที่มีความเป็นกลางแห่งใดเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ จนกระทั่งไอเอสโอได้เห็นความสำคัญและพัฒนามาตรฐานด้านที่พักขึ้นมา

มาตรฐาน ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อนำระบบการจัดการด้านความยั่งยืนไปใช้ในด้านที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ ยังคงเน้นประเด็นอื่น เช่น ด้านสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และความปลอดภัยสำหรับพนักงานและแขกทีมาพัก การปกป้องสิ่งแวดล้อม การบริโภคพลังงานและน้ำ การทำให้เกิดของเสียและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

มานูเอล โอเตโร ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าโครงการหลายโครงการในตลาดที่ผู้ให้บริการที่พักสามารถใช้มาตรฐานนี้เพื่อช่วยพัฒนาการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมได้

โครงการหลายโครงการด้านที่พักเพื่อความยั่งยืนจากประเทศต่างๆ และองค์กรต่างๆ สามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องที่ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้และจะทำให้สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดเหล่านั้นได้อย่างไร

มาตรฐานที่ได้รับการเห็นพ้องต้องกันในระดับสากลนี้ได้ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องของตลาดที่อาจมีความสับสนอยู่ มีการนำไปประยุกต์ใช้กับที่พักทุกประเภทและสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการด้านความยั่งยืนได้  นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นตลาดให้มีความยั่งยืนมากขึ้นทั้งในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่พักและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวม

อเล็กซานเดอร์ การ์ริโด ผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าผู้ที่นำมาตรฐานระบบการจัดการด้านความยั่งยืนไปใช้โดยอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐาน ISO 21401 จะสามารถยืนยันกับแขกที่มาพักและกลุ่มลูกค้าในตลาดได้ว่าพวกเขามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

มาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักโดยการทำให้การบริหารจัดการมีความเข้มแข็งมากขึ้นและพัฒนาชื่อเสียงไปพร้อมๆ กับการให้บริการที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นเพื่อลูกค้าและพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ ลูกจ้าง และชุมชนท้องถิ่น

ISO 21401 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ซึ่งมีเลขานุการร่วมคือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน และ INNORPI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศตูนีเซีย

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2366.html  

สำหรับสังคมที่จะมีการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนแล้ว เราไม่อาจละเลยคนกลุ่มหนึ่งที่มีความบกพร่องทางร่างกายซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลก (ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561) การให้คนเหล่านั้นมีส่วนร่วมและสร้างพลังให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้และจำเป็นต้องสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 3 ธันวาคม เป็นวันผู้พิการสากล (International Day of Persons with Disabilities: IDPD) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ตามวาระ 2030 ที่กล่าวไว้ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  และมาตรฐานสากลของไอเอสโอหลายมาตรฐานถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวโดยยังมีมาตรฐานอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

จากป้ายสัญลักษณ์บนท้องถนนไปจนถึงการก่อสร้างอาคาร มาตรฐานไอเอสโอช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ นักออกแบบ และผู้กำหนดนโยบายสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการหรือการเข้าถึงของทุกคนได้

ด้วยความร่วมมือระหว่างไออีซี ไอทียูและไอเอสโอ  จึงมีการพัฒนามาตรฐาน ISO/IEC Guide 71, Guide for addressing accessibility in standards ขึ้นมาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยให้ผู้พัฒนามาตรฐานมีการพิจารณาถึงประเด็นด้านการเข้าถึง (accessibility) ของคนทุกประเภทเมื่อทำการพัฒนาหรือทบทวนมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่เคยมีการพิจารณาในเรื่องนี้มาก่อน

สำหรับวันผู้พิการสากลในปีนี้มีการอุทิศให้กับการสร้างโลกที่มีความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับวาระ 2030 และปรากฏอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อ เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่มีคุณค่าที่ช่วยให้คนในเมืองมีแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับชุมชน คือ ISO 37101, Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use ซึ่งช่วยให้เมืองมีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีบริการที่ครอบคลุมความต้องการของเมือง

ส่วนมาตรฐาน ISO/IEC Guide 71: 2014 Guide for addressing accessible in standards เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมแนวทางให้ผู้ที่ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานให้คำนึงถึงข้อกำหนดด้านการเข้าถึงและข้อแนะนำสำหรับมาตรฐานทั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเข้าถึงของคนทุกประเภท โดยมีการสรุปคำศัพท์และประเด็นที่ควรพิจารณาเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนามาตรฐานเพื่อให้คนทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ คำอธิบายถึงความสามารถและคุณลักษณะของมนุษย์และกลยุทธ์ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ และการพิจารณาการออกแบบมาตรฐานให้ผู้ใช้งานทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างมาตรฐานที่ใช้แนวทางดังกล่าวประกอบการพัฒนามาตรฐาน เช่น ISO/TS 20646: 2014 Ergonomics guidelines for the optimization of musculoskeletal workload,   ISO 17069: 2014 Accessible design – Consideration and assistive products for accessible meeting เป็นต้น

มีตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับประโยชน์ของมาตรฐานในด้านการเข้าถึงของทุกคน จากวิดีโอที่เป็นเรื่องราวของชองอีฟ เลอ เมอร์ บุคลากรห้องสมุดดิจิตอลขององค์กรวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากการตกรถไฟทำให้เสียขาไปข้างหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและเกือบจะเสียชีวิต แต่ด้วยความอดทนและกำลังใจจากพ่อแม่ ทำให้เขาฟื้นตัว ใช้ขาเทียม  หันมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติและเล่นกีฬาหลายประเภท เขาฝึกฝนกีฬาประเภทต่างๆ และไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความพิการ ทำให้ได้รับรางวัลระดับโลกเป็นจำนวนมาก และสามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองด้วยการปีนถึงยอดเขามองบลังค์อันเป็นยอดเขาสูงที่สุดในยุโรปโดยใช้เวลาสองวันซึ่งแม้แต่คนปกติธรรมดาก็ยากที่จะทำได้  อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเข้าถึงในเรื่องมาตรฐานต่างๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาคงไม่ได้มีความสะดวกสบายอย่างเช่นทุกวันนี้

การที่ทุกคนรวมทั้งผู้พิการสามารถเข้าถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการได้เพราะ “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและจำเป็นต้องมีการสนับสนุนให้คนทั่วโลกเห็นประโยชน์และร่วมกันใช้มาตรฐานเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียมกันต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2351.html
  2. https://www.iso.org/standard/57385.html

ข้อมูลจาก The Sustainable Infrastructure Imperative, The New Climate Economy Report ของธนาคารโลกระบุว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการลงทุนเป็นจำนวนมากนับล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเรา ซึ่ง คณะกรรมการไอเอสโอคณะใหม่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อทำงานในเรื่องของการเงินที่ยั่งยืนโดยเฉพาะแล้ว

การปรับตัวให้สามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนที่มีนัยสำคัญพอสมควร กล่าวคือ ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ควรมีการลงทุนประมาณ 90 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้ว่าจะมีการลงทุนโครงการสีเขียวและการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความยั่งยืนไปแล้ว แต่โลกของเรายังจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอคณะใหม่ คือ ISO/TC 322, Sustainable finance มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนตลาดการลงทุนด้านความยั่งยืนด้วยการพัฒนามาตรฐานสากลใหม่ สำหรับโครงการแรกของคณะกรรมการนี้จะเป็นการพัฒนากรอบการทำงานสำหรับการเงินที่ยั่งยืนซึ่งเป็นแนวคิดรวบยอดที่มีอยู่แล้วและพิจารณาคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกัน

ไมค์ เฮนิแกน เลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าว ระบุว่ามีมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล การเงิน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนรวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เช่น พันธบัตรสีเขียว แต่ยังไม่มีมาตรฐานใดที่ครอบคลุมถึงการเงินที่ยั่งยืน

เป้าหมายของคณะกรรมการ ISO/TC 322 คือการมุ่งไปที่การเงินที่ยั่งยืนเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นและมีประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างระบบการเงินทั่วโลกกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ และจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานที่มีอยู่สามารถทำให้มาตรฐานด้านการเงินที่ยั่งยืนมีความชัดเจนและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และสามารถจัดหาคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกันได้รวมทั้งวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและแนวทางการใช้งานในระดับสากล

กรอบการทำงานครั้งแรกนี้จะช่วยทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนที่ยั่งยืนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไปได้และจะทำให้มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้นด้วย

ส่วนงานในอนาคตของคณะกรรมการนี้จะพิจารณาถึงการรวมเอาเรื่องของความยั่งยืนเข้ากับการตัดสินใจในด้านการเงิน การบริการและผลิตภัณฑ์ การตัดสินใจด้านการลงทุนที่จะทำให้บรรลุผลด้านสังคมที่ดี นอกเหนือจากด้านผลตอบแทนทางการเงิน การเงินสีเขียว ซึ่งจะรวมเอาการเงินที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ด้วยเพื่อสนับสนุนแนวคิดด้านพลังงานสะอาด พร้อมด้วยการเงินที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างขึ้น รวมทั้งการลงทุนเกี่ยวกับโครงการเฉพาะ เช่น โครงการประสิทธิผลด้านพลังงาน และเมืองที่ยั่งยืน เป็นต้น

ในอนาคตอันใกล้นี้ โลกของเราจะก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วย “การเงินที่ยั่งยืน” จากการทำงานของคณะกรรมการ ISO/TC 322 ซึ่งไอเอสโอเชื่อมั่นว่าจะมีส่วนสำคัญในการทำให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2350.html

การดำเนินธุรกิจของบริษัทห้างร้านต่างๆ ย่อมต้องการสร้างคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า  อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจสามารถส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป ทำให้โลกของเราต้องมีเป้าหมายในเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ผลักดันให้เกิดขึ้น

โลกของเรายังมีคนมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มลพิษจากสถานีพลังงานถ่านหิน การทับถมของพลาสติกใต้ท้องมหาสมุทรซึ่งทำให้สัตว์น้ำต้องเสียชีวิตลง การตัดไม้ทำลายป่า และการละลายของน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือ เป็นต้น

ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลเสียและคุกคามต่อทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสำหรับความเป็นอยู่ของมนุษย์ในอนาคต  และจากรายงานความเสี่ยงระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ปี 2561 ระบุว่าถึงแม้ว่าพื้นฐานด้านเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นจากสัญญาณของการกระตุ้นการเติบโต แต่โลกของเราไม่มีเวลาที่จะมัวแต่ฟังเรื่องของการยกยอปอปั้นกันอีกต่อไปแล้ว  รายงานดังกล่าวได้ทำให้มีความกังวลมากขึ้นในเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจในเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม

ประเด็นดังกล่าวได้รับการยืนยันเช่นกันจากเลขาธิการสมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล (International Trade Union Confederation – ITUC) ชารัน เบอร์โรว์ ซึ่งกล่าวเตือนในที่ประชุมดาวอสเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในเดือนมกราคม ว่ารูปแบบเศรษฐกิจที่มีมาก่อนหน้านี้ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของกำลังคนแม้ว่าซีอีโอขององค์กรต่าง ๆ จะมีพันธสัญญาต่อข้อตกลงปารีสแล้วก็ตาม

สำหรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อที่ 12 เรื่องการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) นั้น การบรรลุเป้าหมายนี้จำเป็นต้องมีกรอบการดำเนินงานระดับประเทศสำหรับการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนที่รวมเอาแผนงานระดับภาคส่วนและระดับประเทศ การปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืน และพฤติกรรมผู้บริโภค ให้เข้ากับบรรทัดฐานระดับสากลในเรื่องของการบริหารจัดการสารเคมีอันตรายและของเสีย

พอล โพลแมน ซีอีโอของยูนิลีเวอร์ซึ่งเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลกที่นำเอาเรื่องของความยั่งยืนมารวมเข้ากับกิจกรรมของบริษัท ได้กล่าวในรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian ว่า SDGs นำเสนอโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์เราและจะกลายเป็นศูนย์กลางของเป้าหมายธุรกิจและการตัดสินใจด้านการลงทุน เขากล่าวว่าแบรนด์ที่ยั่งยืนของยูนิลีเวอร์กำลังเติบโตขึ้นถึง 30% ซึ่งเร็วกว่าแบรนด์ที่เหลือของบริษัท

สำหรับแม็คโดนัลด์ บริษัทฟ้าสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกัน ได้ประกาศแผนการที่จะลดการใช้หลอดแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาใช้หลอดกระดาษแทนในระเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งบีบีซีกล่าวว่าแค่ในประเทศสหราชอาณาจักรแห่งเดียว มีการใช้งานถึง 8.5 ล้านหลอดต่อปี

ส่วนเอสเอ็มอีที่มีสายตาหลักแหลมและมองเห็นประโยชน์ในเรื่องนี้ ก็สามารถนำ SDGs มาใช้เป็นกลยุทธ์องค์กรได้เช่นกันซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและชุมชน และมาตรฐานที่มีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวอย่างชัดเจนก็คือมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อ ISO 20400 ซึ่งมีการเชื่อมโยงเข้ากับมาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 ซึ่งมีการนำเสนอข้อแนะนำเป็นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับ SDGs และอยู่ในหัวข้อหลักด้านความรับผิดชอบต่อสังคม 7 เรื่อง ได้แก่ การกำกับดูแลองค์กร สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การดำเนินงานอย่างเป็นธรรม ประเด็นด้านผู้บริโภค และการมีส่วนร่วมและการพัฒนาของชุมชน

บุคคลหนึ่งที่มีประสบการณ์ครั้งแรกในเรื่องนี้คือช้าค ชามม์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเอทูคอนซัลติ้ง ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่มีพนักงาน 100 คน ปฏิบัติงานอยู่ในประเทศฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญในด้านการปรับเปลี่ยนองค์กร ชามม์ได้เข้าไปทำงานโครงการของไอเอสโอเป็นเวลา 4 ปีซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นความพยายามครั้งใหญ่สำหรับองค์กรเล็กๆ อย่างเอทูคอนซัลติ้ง  ซึ่งค่อนข้างกระตือรือร้นในการส่งเสริมมาตรฐานใหม่ในตลาดฝรั่งเศสและได้สร้างมาตรวัดตามมาตรฐาน ISO 20400 เพื่อวัดวิธีการที่องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนปฏิบัติทุกปี รวมทั้งวิธีการประยุกต์ใช้แนวทางมาตรฐานและผลกระทบของความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีต่อสังคม

เขายังได้อธิบายต่อไปว่า ISO 20400 มีความเชื่อมโยงกับ ISO 26000 และ SDG 12 ด้วยเหตุนี้เอง มาตรฐานจึงให้การสนับสนุนและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของคณะทำงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP)

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐาน ISO 20400, Sustainable procurement – Guidance เป็นการนำไปใช้งานเฉพาะภาคส่วนของมาตรฐาน 26000 ซึ่งระบุหลักการของพฤติกรรมเชิงจริยธรรมตลอดทั้งซัพพลายเชน ซึ่งมีประโยชน์ดังต่อไปนี้

ISO 20400 ทำให้องค์กรมีโครงสร้างของการจัดซื้ออย่างยั่งยืน สามารถแปลงนโยบายไปสู่ภาษาที่ซัพพลายเชนสามารถตอบสนองได้ เพราะมาตรฐานนี้มีการจัดเตรียมกรอบแนวทางที่มีการเชื่อมโยงเป้าหมายขององค์กรและทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในการจัดซื้ออย่างยั่งยืนได้

ภารกิจขององค์กรทั่วโลกทั้งภาครัฐและเอกชน คือ การเข้าร่วมปฏิบัติการด้านความยั่งยืนโดยการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนผ่านการปฏิบัติ เช่น การนำ ISO 20400 มาตรฐาน การจัดซื้ออย่างยั่งยืน ไปใช้งาน เพื่อร่วมกันผลักดันให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเร็วต่อไป

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2322.html