ปัจจุบัน นวัตกรรมนับเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ให้ก้าวทันคู่แข่ง และไอเอสโอเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้พัฒนาชุดมาตรฐานใหม่ที่ช่วยให้องค์กรสามารถค้นหาแนวคิดที่ดีที่สุดจากแนวคิดดีๆ จำนวนมาก และมีการใช้ประโยชน์จากกระบวนการจัดการนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นวัตกรรมไม่เพียงแต่หมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงการค้นหาวิธีที่ดีกว่าในการทำสิ่งของหรือปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่นำไปสู่การปรับปรุงระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญด้วย อย่างไรก็ตาม การประสานเอาแนวคิดเหล่านี้เข้าด้วยกันและทำให้เกิดการปรับปรุงเพื่อกลยุทธ์องค์กรจะทำให้มั่นใจว่าแนวคิดเหล่านั้นได้ผลดีที่สุด
ชุดมาตรฐานใหม่ ISO 56000 มีเป้าหมายในการจัดเตรียมองค์กรให้มีแนวทางและกระบวนการที่ทำให้องค์กรได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการนวัตกรรมขององค์กร
มาตรฐาน ISO 56003, Innovation management – Tools and methods for innovation partnership – Guidance เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมแนวทางที่มีโครงสร้างสำหรับองค์กรในการค้นหาวิธีการที่จะนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนนวัตกรรมกับองค์กรอื่น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าถ้าร่วมมือกับองค์กรอื่นในโครงการนวัตกรรมแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้มีวิธีคัดเลือกหุ้นส่วนที่เหมาะสมด้วย
การเชื่อมโยงกับหุ้นส่วนที่เหมาะสม และการตกลงร่วมกัน ทำให้มีแนวทางวิธีการที่ดีที่สุดในการมอบหมายบทบาทและความรับผิดชอบรวมทั้งมีการวางคู่มือขั้นตอนการดำเนินงานด้านการควบคุมอย่างมีประสิทธิผล
นอกจากนี้ รายงานทางวิชาการที่มีชื่อว่า ISO/TR 56004, Innovation Management Assessment – Guidance จะช่วยให้องค์กรทบทวนกระบวนการจัดการนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิผล เพื่อที่จะสามารถปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานใหม่ ISO 56002, Innovation management – Innovation management system – Guidance ที่กำลังจะเกิดขึ้นยังให้แนวทางการพัฒนา การนำไปใช้ การรักษา และการปรับปรุงระบบการจัดการนวัตกรรมอย่างแท้จริงด้วย
อลิส เดอ คาซาโนเว ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าการจัดการนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิผลจะทำให้องค์กรมีการเติบโตก้าวหน้าอย่างแท้จริงด้วยการทำให้มีการนำความรู้และความคิดสร้างสรรค์ไปใช้งานอย่างง่ายดายกับคนในองค์กรรวมทั้งคนในองค์กรอื่นที่มีความร่วมมือต่อกัน
นวัตกรรมไม่ได้เป็นแต่เพียงการประดิษฐ์คิดค้นที่ใหญ่พอเท่านั้น แต่ยังเป็นความสามารถขององค์กรในการปกป้องและตอบสนองต่อสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อตอบสนองต่อโอกาสใหม่และทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วเกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย
ในแง่นี้ แนวคิดใหม่ที่มีความสำคัญที่เรามองเห็นอยู่บ่อยๆ มักจะมาพร้อมกับผลลัพธ์ของแนวคิดเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมากและการเปลี่ยนแปลงที่มีการนำไปปรับใช้นั่นเอง ซึ่งมาตรฐานการจัดการนวัตกรรมจะช่วยให้องค์กรทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการเตรียมคู่มือขั้นตอนการปฏิบัติงานซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติและแนวทางที่ดีที่สุดที่ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามข้อมูลที่เหมาะสม และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิผล
คณะกรรมการวิชาการได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) เพื่อใช้งานร่วมกันด้านคำศัพท์ร่วมและโครงสร้างสำหรับนวัตกรรม ดังนั้น ความหมายของคำว่า “นวัตกรรม” และ “การจัดการนวัตกรรม” จึงมีการนำไปใช้ในมาตรฐานคู่มือแนวทางการรวบรวมและการตีความข้อมูลนวัตกรรมของ OECD ด้วย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลแนวทางสากลที่สำคัญสำหรับการรวบรวมและการใช้กิจกรรมด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรม
มาตรฐาน ISO 56003: 2019 และ ISO/TR 56004: 2019 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation management มีเลขานุการคือ AFNOR ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
https://www.iso.org/news/ref2368.html
เรื่องราวของ “การวัด” มีความเป็นมาที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ กล่าวกันว่ามนุษย์รู้จัก “การวัด” ก่อน “การเขียน” เรารู้จักนับเลข และการใช้ดวงอาทิตย์บอกเวลา เรารู้จักนำวัตถุที่มีอยู่บนโลกนี้มาวัดความยาวและชั่งน้ำหนัก ต่อมา มนุษย์เราต้องการการวัดที่ดีขึ้น ศาสตร์ของการวัดจึงมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปพร้อมกับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ
“มาตรวิทยา” มีความเป็นมาที่ยาวนานควบคู่กับความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน เนื่องจากระบบหน่วยวัดสากลมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้โลกของเราเตรียมปรับหน่วยวัดพื้นฐานใหม่ ตามที่ MASCI Innoversity เคยนำเสนอบทความในหัวข้อ “มาตรวิทยาโลกเตรียมปรับหน่วยวัดใหม่” มาแล้ว
หน่วยวัดสากลที่มีการปรับปรุงใหม่จำนวน 4 หน่วย ได้แก่ กิโลกรัม แอมแปร์ เคลวิน และโมล นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของการวัดสากลนับตั้งแต่ปี 2418 (ค.ศ.1875 ซึ่งเป็นปีที่ BIPM ถือกำเนิดขึ้นและเป็นปีที่ผู้แทน 17 ประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาด้านการวัด) เป็นต้นมา
ทั้งนี้ ชุดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการวัดของไอเอสโอซึ่งได้รับการเผยแพร่จากไอเอสโอและไออีซี คือ ชุดมาตรฐาน ISO 80000, Quantities and Units มีการให้ความหมายของชื่อสากล ความหมาย และสัญลักษณ์ของปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และหน่วยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว
สำหรับหน่วยการวัดสากลนั้น นักวิทยาศาสตร์ด้านมาตรวิทยามากกว่า 60 ประเทศได้มารวมตัวกันในการประชุมเชิงปฏิบัติการทั่วไปด้านการชั่งและการวัด (General Conference on Weights and Measures: CGPM) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 16 พฤศจิกายน 2561 ที่แวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส เพื่อร่วมกันให้สัตยาบันในความหมายใหม่ของหน่วยการวัดสากล
ในการประชุมดังกล่าว เลขาธิการไอเอสโอยังได้ลงนามในประกาศร่วมในการสอบกลับทางมาตรวิทยาเพื่อแสดงพันธสัญญาของไอเอสโอในการให้ความร่วมมือกับองค์กรทั้ง 3 องค์กร ได้แก่ BIPM, OIML (International Organization of Legal Metrology) และ ILAC (International Laboratory Accreditation Cooperation) ด้วย การประกาศดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงความคงที่และการเปรียบเทียบสากลว่าจะได้รับการรับรองหากผลของการวัดมีการสอบกลับไปยังแหล่งอ้างอิงที่เป็นที่ยอมรับกันทางมาตรวิทยา และเป็นพื้นฐานสำหรับทุกองค์กร
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการทั่วไปด้านการชั่งและการวัดดังกล่าว เลขาธิการไอเอสโอกล่าวว่าการตัดสินใจในการให้ความหมายใหม่ของหน่วยสากลหลัก 7 หน่วยนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก
การรับเอาการวัดที่เป็นมาตรฐานไปใช้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเศรษฐกิจโลกซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
การให้ความหมายใหม่นี้หมายความว่าเราจะไม่พึ่งพิงวัตถุทางกายภาพสำหรับการวัดที่แม่นยำอีกต่อไป ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากมายต่อโลกของเราโดยจะทำให้เกิดการเร่งนวัตกรรม และการลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเทคโนโลยี และจะทำให้วิทยาศาสตร์ด้านการวัดในรุ่นต่อๆ ไปเกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้น
ชุดมาตรฐาน ISO 80000 มีการเน้นในเรื่องของความกลมกลืนแบบสากลในเรื่องของคำศัพท์ นิยาม และสัญลักษณ์ของหน่วยและปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ซึ่งเป็นการยืนยันภาษาที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการเขียนสูตรต่างๆ อันเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรในสาขาต่างๆ
ชุดมาตรฐานที่มีการอ้างอิงในเอกสารของ BIPM (Bureau International des Poids et Mesures หรือ International Bureau of Wdights and Measures) ประกอบด้วย 13 ส่วน โดย 11 ส่วนมาจากไอเอสโอ และ 2 ส่วนมาจากไออีซี ซึ่งมีศัพท์ ความหมาย สัญลักษณ์ที่แนะนำ หน่วย และข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม มาตรวิทยา และอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการอ้างอิงเพื่อการเขียนทางวิทยาศาสตร์หรือเอกสารทางวิชาการ ตำรา มาตรฐาน และแนวทางอื่นๆ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การอ้างอิงชุดมาตรฐาน ISO 80000 ได้รับการทบทวนไปพร้อมกันกับเอกสารโบรชัวร์เรื่องระบบหน่วยสากล (International System of Units: SI) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 (ค.ศ.2019)
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
ปัจจุบัน เมืองมีการเติบโตมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีคนจะย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองเพิ่มมากขึ้นอีก 2.4 พันล้านคนในอีก 30 ปีข้างหน้า การสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนเป็นหัวข้อหลักที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญเนื่องในวันสากลแห่งเมืองในปีนี้ และมาตรฐานไอเอสโอก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เมืองเป็นเช่นนั้นได้
เราจะส่งเสริมให้เมืองเป็นที่สนใจในขณะเดียวกันก็สามารถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมได้อย่างไรในเมื่อเมืองทั่วโลกต่างเผชิญปัญหาที่ประชากรเติบโตอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่เมืองแซปปาด้าในประเทศอิตาลีกลายเป็นชุมชนแรกในยุโรปที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 37101 การพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชน – การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน – ข้อกำหนดพร้อมแนวทางการใช้งาน (Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use) เมืองก็ได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการท้องถิ่นเป็นอย่างมาก มีโครงการใหม่ๆ เพื่อการศึกษาและการปกป้องสิ่งแวดล้อม และมีวิธีการส่งเสริมเมืองและระบบเพื่อวัดและติดตามสมรรถนะด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนอีกด้วย
ISO 37101 เป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรฐานที่อุทิศให้กับเมืองที่ต้องการพิสูจน์อนาคตที่ต้องการความยั่งยืนและยืดหยุ่น ซึ่งมาตรฐานนี้มีส่วนทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ในข้อที่ 11 คือเมืองและชุมชนที่มีความยั่งยืน ซึ่งต้องการทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ “วันสากลแห่งเมือง” ในปีนี้ด้วย
มาตรฐานดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 268, Sustainable cities and communities ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ กว่า 50 ประเทศ ซึ่งได้เข้าร่วมในการพัฒนามาตรฐานอื่นๆ ที่เป็นกรอบการดำเนินงานและใช้วัดสมรรถนะด้วย เช่น ชุดมาตฐาน ISO 37150 ด้านโครงสร้างชุมชนอัจฉริยะ และ ISO 37120 ด้านตัวชี้วัดบริการของเมืองและคุณภาพชีวิต
ดร.แบร์นาร์ แชงโดรส ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 268 กล่าวว่าเมืองในวันพรุ่งนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายแต่ก็เป็นโอกาสที่ดีครั้งสำคัญด้วย เช่น การมีโอกาสที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของพลเมือง และการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพลเมือง เป็นต้น
อนาคตของเมืองส่งผลกระทบต่อทุกคนเพราะเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องนับตั้งแต่การขนส่งสาธารณะ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สาธารณูปโภคเช่น น้ำและพลังงาน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของสังคม สุขภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย
การสร้างเมืองที่มีความยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโดยธรรมชาตินั้น เมืองมีปฏิสัมพันธ์ของระบบที่ซับซ้อนสูง มาตรฐานของสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้นำของเมืองสามารถระบุวิสัยทัศน์ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เมืองเป็นไปตามที่ต้องการ ทำอย่างไรจึงจะจัดการกับความท้าทายของพลเมืองที่เติบโตขึ้นทุกวัน และเมืองจะก้าวไปสู่อนาคตกับกลยุทธ์ที่มีความชัดเจนได้อย่างไร พร้อมด้วยเป้าหมายและโรดแมปของเมือง
ไอเอสโอได้ติดตามเรื่องราวของเมืองที่มีความยั่งยืนทั่วโลกและจะเข้าร่วมประชุมวิชาการกับองค์กรมาตรฐานสากล ได้แก่ คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์หรือไออีซีและสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือไอทียูในการประชุมวิชาการเมืองอัจฉริยะของโลกในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ที่เมืองซานตาเฟ่ ประเทศอาร์เจนติน่า
การประชุมวิชาการดังกล่าวจะเป็นการรวมคนและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยและปรึกษาหารือเพื่อทำให้เห็นภาพของสิ่งที่จำเป็นจะต้องพัฒนาสำหรับเมืองที่มีความยั่งยืนและเมืองอัจฉริยะในอนาคตพร้อมด้วยแนวทางการแก้ไขปัญหาในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2341.html
ปัจจุบัน เอไอไม่ใช่เพียงนิยายวิทยาศาสตร์เหมือนที่เราเคยพบเห็นอีกต่อไป แต่เอไอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราแล้ว เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง และการแพทย์ ก็เป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว เอไอคืออะไรกันแน่ ทำไมเอไอต้องมีมาตรฐานสากล และอะไรคือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเอไอ
มีรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ของสถาบันแม็คคินซีย์โกลบอลกล่าวถึงการลงทุนในเอไอว่ามีการเติบโตที่รวดเร็ว และได้คาดการณ์ว่าผู้นำด้านดิจิตอลอย่างกูเกิ้ลมีการใช้จ่ายระหว่าง 20 – 30 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) โดยมีการกระจายการลงทุนไปกับการวิจัยและพัฒนาถึง 90% และเน้นด้านเอไออีก 10%
จากองค์กรความร่วมมือข้อมูลสากล (International Data Corporation: IDC) ระบุว่าภายในปีหน้า โครงการที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอลทรานสฟอร์เมชั่นจะทำให้เกิดธุรกิจเอไอประเภทต่างๆ 40% และภายในปี 2564 (ค.ศ.2021) 75% ของแอพพลิเคชั่นธุรกิจจะมีการนำเอไอไปใช้โดยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นประมาณ 52.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ข้อมูลจากประธานคณะกรรมการวิชาการคณะใหม่ของไอเอสโอ ISO/IEC JTC1, Information technology, subcommittee SC 42, Artificial intelligence วิลเลียมกล่าวถึงคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวว่าได้เริ่มต้นด้วยการพัฒนามาตรฐานพื้นฐานอย่างแนวคิดและคำศัพท์ (ISO/IEC 22989) ซึ่งเน้นถึงประโยชน์ของเอไอที่มีอยู่ค่อนข้างกว้างและเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากเช่น Data Scientist, digital practitioners และองค์กรด้านกฎระเบียบ แต่ก็ยังมีช่องว่างของเอไออยู่ เช่น คนมีแนวโน้มที่จะคิดว่าเอไอเป็นหุ่นยนต์อัตโนมัติหรือคอมพิวเตอร์ที่สามารถเล่นเกมชนะเซียนหมากรุกได้ แต่เอไอเป็นได้มากกว่านั้น กล่าวคือ เป็นการรวบรวมเอาเทคโนโลยีที่สามารถทำให้นำเอาข้อมูลความรู้ที่รวบรวมไปใช้ในรูปแบบของสารสนเทศจากเครื่องจักรจนกระทั่งเกิดประสิทธิผล
วิลเลี่ยม ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/IEC JTC 1 อธิบายว่าบ่อยครั้ง เอไอถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีระบบจัดการด้วยตนเองแบบอัตโนมัติ ในระบบเอไอหลายระบบ การจัดการข้อมูลที่ดีจะมีการเตรียมการก่อนที่จะป้อนเจ้าสู่เครื่องจักรที่มาในรูปแบบของแมชชีนเลิร์นนิ่งซึ่งจะสามารถใช้ประโยชน์ด้านการคาดการณ์จากข้อมูลที่มีอยู่ได้ เทคโนโลยีนี้ยังรวมถึง Big data และการวิเคราะห์ต่างๆ ด้วย
วิลเลี่ยมซึ่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสของหัวเว่ยเทคโนโลยีและเป็นประธานคณะอนุกรรมการวิชาการ ISO/IEC มีความรู้และประวัติการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า เศรษฐศาสตร์ และการบริหารธุรกิจจากทั้งสแตนฟอร์ดและวอร์ตัน โดยมีประวัติการทำงานที่เน้นไปในด้านกลยุทธ์ด้านธุรกิจและเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังทำงานให้กับบริษัทข้ามชาติอย่างซิสโก้และบรอดคอมรวมทั้งเป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี IoT เมื่อเร็วๆ นี้ ยังเป็นเลขานุการของคณะกรรมการนำร่องของ Industrial Internet Consortium เขาได้เตรียมจดสิทธิบัตรมากกว่า 850 รายการ และเกือบ 400 รายการอยู่ในระหว่างการตรวจสอบและใกล้จะได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว
วิลเลี่ยมมีความเชี่ยวชาญอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่การบ่มเพาะในช่วงเริ่มต้นไปจนถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ และการมาตรฐานซึ่งเขามองว่าเป็นพาหนะที่สมบูรณ์แบบในการขยายธุรกิจอุตสาหกรรมในภาพรวม เขากล่าวว่าเราจำเป็นต้องมีมาตรฐานสำหรับเอไอด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน ประการแรก ระดับของความซับซ้อนของเทคโนโลยีในสังคมปัจจุบัน ประการที่สอง ไอทีกำลังขับเคลื่อนลงลึกไปในทุกภาคส่วน หลังจากที่ขับเคลื่อนมาอย่างช้าๆ ในช่วงทศวรรษที่ 70 ถึง 80 คนเราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องการระบบไอทีเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอีกต่อไป แต่กลับมีความจำเป็นในเรื่องของการคาดการณ์อนาคตในเชิงกลยุทธ์ด้านไอทีมากกว่า และท้ายที่สุด ไอทีมีอยู่ในทุกภาคส่วน และทุกภาคส่วนต้องพึ่งพาไอที นับตั้งแต่การเงินไปจนถึงการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ การขนส่ง ไปจนถึงหุ่นยนต์ และเรื่องอื่นๆ
โลกของเราจึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นรวมทั้งเอไอ โดยระบบนิเวศของเอไอได้รับการแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ สังคม และจริยธรรม รวมถึงกลุ่มที่กว้างขวาง ได้แก่ มาตรฐานพื้นฐาน วิธีการและเทคนิคในการคำนวณ ความน่าเชื่อถือ และการระบุ application domains
สำหรับมาตรฐานพื้นฐาน ด้วยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกันมาก จุดเริ่มต้นพื้นฐานมีการทำงานของคณะกรรมการในด้านมาตรฐานพื้นฐาน ซึ่งมองที่มุมมองของเอไอว่ามีความจำเป็นต้องใช้คำศัพท์ร่วม รวมทั้งอนุกรมวิธานคำศัพท์และนิยาม ท้ายที่สุด มาตรฐานเหล่านี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ผู้ควบคุมกฎ ผู้เชี่ยวชาญ สามารถพูดภาษาเดียวกัน ส่วนวิธีการและเทคนิคในการคำนวณ หัวใจของเอไอคือการประเมินของแนวทางทางการคำนวณและคุณลักษณะของระบบเอไอ ซึ่งรวมทั้งการศึกษาเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน (เช่น อัลกอริทึม การให้เหตุผล เป็นต้น) ซึ่งมีการใช้ในระบบเอไอ คุณสมบัติและคุณลักษณะ รวมทั้งการศึกษาระบบเอไอเฉพาะด้านที่มีอยู่เพื่อทำความเข้าใจและระบุแนวทางการคำนวณ โครงสร้าง และคุณลักษณะ กลุ่มที่ทำการศึกษานี้จะรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในด้านนี้แล้วแนะนำการมาตรฐานในด้านที่มีความจำเป็น ส่วนความน่าเชื่อถือ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเอไอ กลุ่มการศึกษากำลังพิจารณาเรื่องของความน่าเชื่อถือและความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ระบบเอไอมีความเข้มแข็ง โปร่งใส และปราศจากอคติ สำหรับการระบุ application domains บริบทที่เอไอมีการนำไปใช้และรวบรวมกรณีตัวอย่างการใช้งานที่เป็นตัวแทน ถือว่าการขนส่งและการขับเคลื่อนอัตโนมัตินับเป็นหนึ่งในกลุ่มดังกล่าว
วิลเลียมได้คาดการณ์ถึงมาตรฐานเอไอซึ่งเขามั่นใจว่าการรับเอามาตรฐานไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ นั้นไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเทคโนโลยีหลักๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เราเป็นอยู่ด้วย
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2336.html
เมืองอัจฉริยะเป็นสิ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเนื่องจากพื้นที่ในเมืองคาดว่าจะมีประชากรเพิ่มมากขึ้นถึง 70% ภายในปี 2050
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “มาตรฐาน” จะเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น (Standards make cities smarter) หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ร่วมกับไออีซีหรือคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์ และไอทียู หรือสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ กำหนดให้เป็นวาระสำคัญในการเฉลิมฉลองวันมาตรฐานโลกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2560 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้
MASCI Innoversity ได้นำเสนอไว้ในบทความเรื่อง “14 ตุลาคม วันมาตรฐานโลก”
สิ่งที่เมืองสมัยใหม่ต้องทำให้สำเร็จเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมือง ได้แก่ น้ำใช้ที่เพียงพอ การเข้าถึงน้ำ
ที่สะอาดทั่วโลก ความสามารถในการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ และความรู้สึกของความมั่นคงและปลอดภัย
การสร้างเมืองอัจฉริยะ ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย ทุกๆ เมืองมีศูนย์กลางที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและต้องการการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองแบบองค์รวม มาตรฐานสากลเป็นสิ่งที่จะช่วยได้เนื่องจากประกอบด้วยความรู้ของผู้เชี่ยวชาญและวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่เมืองสามารถใช้ในการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหา
ที่ออกแบบมาสำหรับแต่ละเมืองที่มีการปรับให้เข้ากับความต้องการที่เฉพาะเจาะจง
มาตรฐานสากลมีความสำคัญในการทำให้เชื่อมั่นในคุณภาพและสมรรถนะ หากปราศจากมาตรฐาน เทคโนโลยีที่แตกต่างกันจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ มาตรฐานเป็นการอำนวยความสะดวกให้สามารถเปรียบเทียบบริการและผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันได้ ซึ่งสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรม
เมื่อมาตรฐานมีการทำงานกับระบบร่วมกัน จะทำให้เกิดการผสมผสานของโครงสร้างและแนวทางการแก้ไขปัญหาจากซัพพลายเออร์ที่แตกต่างกัน
หากไม่มีมาตรฐานระหว่างประเทศ เมืองจะมีความยากลำบากในการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยและสร้างบริการที่สะดวกสบาย มาตรฐานจึงเป็นพื้นฐานสำหรับการเข้าถึงด้านไฟฟ้าและอุปกรณ์อีกหลายอย่างรวมทั้งระบบที่ใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐานสากลเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสารสามารถทำการเก็บรวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ข้อมูล และดูแลความมั่นคงปลอดภัยด้านข้อมูลได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมแนวทางที่สำคัญในทุกแง่มุมสำหรับชีวิตในเมือง เช่น อาคารที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งอัจฉริยะ การบริหารจัดการของเสียที่มีการปรับปรุง
ให้ดีขึ้น และชุมชนที่มีความยั่งยืน เป็นต้น
มาตรฐานสากลยังสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะแบบผสมผสานและทำให้มีความสะดวกสบายราบรื่นมากขึ้น ด้วยมาตรฐานสากลนี้เอง จะทำให้เราสามารถสร้างเมืองที่มีความเป็นอัจฉริยะมากยิ่งขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
วันมาตรฐานโลกจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อตกลงทางเทคนิควิชาการแบบสมัครใจซึ่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกได้นำไปประโยชน์ต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2231.html
ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ค่อนข้างคุ้นเคยกับไฟล์ PDF ซึ่งเป็นที่นิยมในการทำ e-Document ซึ่ง Adobe Acrobat เป็นกลุ่มของโปรแกรมประยุกต์หรือซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นและบริการเว็บที่ได้รับการพัฒนาโดยระบบ Adobe ที่สามารถจัดการไฟล์ต่างๆ ได้ในรูปแบบที่เรียกว่า PDF กลุ่มของโปรแกรมประกอบด้วย Acrobat Reader, Acrobat และ Acrobat.com
รูปแบบไฟล์ PDF นี้ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของการมีมาตรฐานเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่าข้อกำหนดของ PDF ไม่มีการเผยแพร่จากการผลิตเทคโนโลยีในปี 2536 (ค.ศ.1993) แล้ว PDF ก็คงเป็นเพียงแค่หนึ่งในรูปแบบเอกสารธรรมดาหลายๆ แบบที่มีอยู่ทั่วไป แต่การตัดสินใจสร้างข้อกำหนด PDF ของ Adobe นั้น ทำให้ PDF มีความพิเศษและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมให้กับนักพัฒนา
Adobe’s PDF version 1.7 ได้มีการนำมาพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO 32000 เมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) (ISO 32000 -Document management -Portable document format) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สมาชิกของกลุ่มงานของคณะทำงานวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 171/SC 2/WG 8 ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่รับผิดชอบด้านมาตรฐานก็ได้เริ่มพัฒนาข้อกำหนดซึ่งเพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่ข้อกำหนดสำหรับรูปแบบ PDF 2.0 ไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
คุณค่าของ PDF ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันคือ ทุกวันนี้ ทั่วโลกต่างใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ PDF ซึ่งเป็นมาตรฐานโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งไฟล์ PDF ควรเป็นสิ่งที่สามารถทำงานร่วมกันได้สำหรับทุกคน ผู้ใช้งานขั้นสุดท้ายควรจะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันไม่ว่าจะใช้ซอฟต์แวร์อะไร ดังนั้น คุณลักษณะหลักของไฟล์ PDF ซึ่งทำงานในลักษณะเดียวกันเสมอนี้ จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ประสบความสำเร็จ
สำหรับพื้นฐานการใช้งาน PDF 2.0 ยังคงเหมือนเดิม แต่คุณค่าสำหรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้น เช่น การแก้ไขข้อผิดพลาด การทำให้คุณลักษณะหรือฟีเจอร์มีความทันสมัย มีการอัพเดตมาตรฐานอ้างอิง เป็นต้น ซึ่งข้อกำหนดจำนวน 14% (ของ 972 หน้า) ได้มีการทบทวนและเขียนใหม่ทั้งหมด
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็ทำให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ดีโดยมีการใช้งานร่วมกันได้ดีขึ้น โดยสรุป PDF 2.0 ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและช่วยนักพัฒนาประหยัดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงการซัพพอร์ท PDF ในทุกระดับ
อย่างไรก็ตาม PDF 2.0 รวมทั้งฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดได้ปรับปรุงข้อกำหนดที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นในหลายเรื่อง เช่น เอกสารที่ไม่ได้ใส่รหัส สามารถทำเป็นไฟล์ที่ปลอดภัยเพื่อที่จะจัดส่งกันภายในในรูปแบบของเอกสารจดหมายนำส่ง (Cover Letter) ที่สามารถอ่านได้, มีการสนับสนุนใหม่ให้ มีฟีเจอร์ที่ให้พื้นที่และรูปแบบไฟล์ทรีดี (Product Representation Compact: PRC) และมีคำอธิบายประกอบได้เป็นจำนวนมาก, ไฟล์ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับการแนะนำด้วย PDF/A-3 ในครั้งแรก แต่ปัจจุบัน ขยายไปเป็นเอกสาร PDF 2.0 ที่มีความสามารถในการรวมเอาข้อมูลขนาดมหาศาล (สามารถอ่านได้) ที่แนบไปกับ PDF และผู้ใช้งานสามารถรวมเอาแหล่งหรือข้อมูลและรูปแบบไฟล์อื่นๆ ไปเป็นส่วนหนึ่งของเอกสาร PDF ได้ เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 32000-2, Document management – Portable document format – Part 2: PDF 2.0 เป็นข้อกำหนดแรกที่มีการพัฒนาทั้งหมดภายใต้กระบวนการและแนวทางของไอเอสโอ ทำให้มีความชัดเจนขึ้นและใช้งานได้ดีขึ้น
ISO 32000-2 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 171 Document management applications คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 2, Document file formats, EDMS systems and authenticity of information ซึ่งมีเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (American National Standards Institute: ANSI)
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้ที่ห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2199.html
เรื่องของความโปร่งใสขององค์กรจะต้องมีการบริหารจัดการและการควบคุมอย่างไร องค์กรควรมีทิศทางในเรื่องนี้อย่างไร และในด้านความรับผิดชอบเพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในระยะยาวควรดำเนินการอย่างไร สิ่งเหล่านี้ คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอด้านการกำกับดูแลองค์การขึ้นมาใหม่ เพื่อตอบสนองเป้าหมายขององค์การในเรื่องของความโปร่งใส
เดฟ อดัมสัน ผู้แทนของ BSI ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษของไอเอสโอ ผู้พิจารณาข้อเสนอต่างๆ ของการก่อตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 309 – Governance of organizations ได้กล่าวว่าคณะกรรมการนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับองค์การต่างๆ ในอันที่จะบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ในนามของประชาชนที่องค์การเหล่านั้นมีความรับผิดชอบในการให้บริการ ซึ่งหมายความว่าองค์การนั้นมีความชัดเจนในวัตถุประสงค์และคุณค่าขององค์การที่มีความรับผิดชอบในการให้บริการ รวมถึงคุณค่าที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการที่กำลังดำเนินกิจการอยู่
เขาเชื่อว่าทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของคณะกรรมการใหม่ของไอเอสโอ มาตรฐานนี้มีแนวโน้มว่าจะให้หลักการในระดับสูงและทิศทางของการกำหนดระบบการกำกับดูแลองค์การที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถใช้ได้กับองค์การทุกขนาด ตั้งแต่ระดับบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ไปจนถึงธุรกิจที่มีผู้ดำเนินกิจการเพียงคนเดียว
มาตรฐานการกำกับดูแลองค์การซึ่งได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 309 ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ควบคุมกฎ กล่าวคือ จะเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนนโยบายสาธารณะ
คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานให้มีแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการกำกับดูแลองค์การเพื่อให้มีสมรรถนะโดยครอบคลุมในทุกด้าน รวมทั้งทิศทาง การควบคุม และความรับผิดชอบในการดำเนินการ ซึ่งช่วยให้องค์การแสดงความมุ่งมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านหลักฐานและการรายงาน รวมทั้งกระตุ้นให้มีการปกครองดูแลหน่วยงานให้มีการตัดสินใจที่ถูกต้อง มีการส่งเสริมวัตถุประสงค์และคุณค่าขององค์กรและทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรได้
นอกจากการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลองค์การแล้ว คณะกรรมการนี้ยังพิจารณาการทำงานในด้านที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการรับสินบนด้วย ได้แก่ ISO 37001 มาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน (Anti-bribery Management Systems) และ ISO 19600 มาตรฐานระบบการจัดการความสอดคล้อง (Compliance Management Systems) ซึ่งในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าวนั้น มีผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาทำงานพัฒนามาตรฐานร่วมกันและทำให้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องดังกล่าว
คณะกรรการได้มีการประชุมครั้งแรกไปแล้วเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และประเทศต่างๆ รวม 38 ประเทศได้แสดงความสนใจที่จะมีส่วนร่วมในงานดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการกระตุ้นให้บางประเทศ เช่น จีน ไนจีเรีย และมาเลเซีย เป็นต้น ได้ร่วมมีพันธสัญญาในการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำและความเป็นหุ้นส่วนร่วมกันด้วย
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2158