มาตรฐาน ISO 46001: 2019 เป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และช่วยให้องค์กรมั่นใจในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวทางสากลด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วยโครงสร้างระดับสูง (High Level Structure : HLS) 10 หัวข้อ ตามที่จะได้กล่าวถึงในบทความนี้ต่อไป

สำหรับโครงสร้างระดับสูงนั้น ไอเอสโอได้กำหนดขึ้นมาใช้กับมาตรฐานระบบการจัดการเพื่อให้สามารถนำไปใช้ร่วมกัน (integration) ได้ในระบบต่างๆ เช่น ระบบคุณภาพ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร เป็นต้น รวมทั้งระบบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งการมีโครงสร้างร่วมกันในระบบการจัดการเช่นนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการนำระบบการจัดการประเภทต่างๆ มาใช้ร่วมกันแล้ว ยังช่วยให้องค์กรมีความเข้าใจถึงวงจรการบริหารงานคุณภาพ หรือ PDCA มากขึ้นด้วย ได้แก่ วางแผน (Plan), ปฏิบัติ (Do), ตรวจสอบ (Check) และดำเนินการให้เหมาะสม (Act)

เนื้อหาหลัก (Core text) คือ ส่วนสำคัญที่อยู่ภายในแต่ละหัวข้อของ HLS ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกัน (Identical context) ในทุกๆ มาตรฐาน โดยเนื้อหาในส่วนแรกได้กล่าวถึงการกำหนด ขอบข่าย (Scope) ของการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ทุกประเภท ที่ต้องการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะมีการอ้างอิง (Normative references) ถึงมาตรฐานฉบับอื่นๆ ที่นำมาช่วยในการสนับสนุน เพื่อให้เกิดความง่ายในการประยุกต์ใช้มาตรฐานในแต่ละองค์กร นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึง คำศัพท์และบทนิยาม (Terms and definitions) ที่จำเพาะสำหรับการทำความเข้าใจมาตรฐาน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของมาตรฐานแต่ละฉบับ ในการประยุกต์ใช้มาตรฐานนี้  องค์กรควรทำความเข้าใจใน บริบทขององค์กร (Context of the organization) และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นต่างๆ ได้ถูกนำมาพิจารณา โดยระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กรจะมีทิศทางและถูกผลักดันให้เกิดประสิทธิผลมากหรือน้อยแค่เพียงใดขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและ ความเป็นผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารระดับสูง และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การวางแผน (Planning) ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนงาน ตัวชี้วัด เป้าหมายในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ การดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้นั้น ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรส่วน สนับสนุน (Support) ที่เหมาะสม ทั้งทรัพยากรบุคคลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุน ในส่วนสุดท้ายของมาตรฐานได้อธิบายถึงข้อกำหนดใน การดำเนินการ (Operation) และการควบคุมกระบวนการต่างๆ ตามแผนงานที่วางไว้ และการประเมินสมรรถนะ (Performance Evaluation) ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Improvement) ซึ่งเป็นไปตามวงวจร PDCA ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

จะเห็นได้ว่ามาตรฐาน ISO46001: 2019 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงภาพรวมในการบริหารจัดการน้ำ เน้นมุมมองการจัดการเชิงระบบภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์กรควรพิจารณาขยายขอบเขตความรับผิดชอบ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมการลดผลกระทบจากการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยใช้แนวทางการประเมินรอยเท้าน้ำ (Water Footprint) หรือนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซี่งเป็นกรอบแนวทางการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการจัดการน้ำแบบหมุนเวียน (Circular water management) ดังกรณีตัวอย่างของบริษัท Procter & Gamble (P&G) ประเทศอียิปต์ ที่ได้นำน้ำสบู่ที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) แทนการใช้น้ำจืด ในกระบวนการผลิตผงซักฟอก วิธีการนี้ส่งผลให้ลดปริมาณการใช้น้ำจืดลงเกือบ 40% ทั้งช่วยลดภาระการบำบัดน้ำสบู่ก่อนปล่อยออกจากโรงงาน

บริษัทในเครือ L’Oréal เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่นำเทคโนโลยีเมมเบรนมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียในโรงงานเครื่องสำอางก่อนปล่อยออกจากโรงงาน ซึ่งเป็นการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อนำไปสู่มาตรฐานคุณภาพของกลุ่มองค์กร โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดจะมีการนำกลับมาใช้ใหม่ในการทำความสะอาดเครื่องจักร สามารถลดการใช้น้ำจืดมากถึง 60%

จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ให้แนวทางสำหรับองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SDGs 6 เรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล (clean water and sanitation) ซึ่งหากภาคอุตสาหกรรมได้นำแนวทางดังกล่าวนี้มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ย่อมเป็นการสนับสนุนการทิศทางการพัฒนาของประเทศให้สามารถก้าวข้ามผ่านระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โอกาสทางการผลิตแบบใหม่หรือการสร้างนวัตกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน ควบคู่กับการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ที่มา :      

  1. https://www.iso.org/standard/68286.html
  2. https://www.wbcsd.org/Programs/Food-and-Nature/Water/Resources/spotlight-on-reduce-reuse-and-recycle

ปัจจุบัน มีมาตรฐานการบริหารจัดการที่ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้แต่ละองค์กรนำมาใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กร พร้อมรับมือกับสถานการณ์การลดลงของปริมาณน้ำและการขาดแคลนน้ำ โดยมาตรฐานต่าง ๆ ประกอบด้วยคำศัพท์ แนวคิด และหลักการ ซึ่งแต่ละองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะการประกอบกิจการของตน

การใช้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมในบริบทการจัดการน้ำ ลักษณะการใช้น้ำมีศัพท์ที่น่ารู้ 2 คำ ได้แก่ ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) และการใช้น้ำ (Water consumption)  

ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการหรือการดำเนินงานขององค์กรทั้งหมด รวมถึงน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำหมุนเวียน ซึ่งมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรหรือลิตร

โดยทั่วไปแล้ว  ในการรายงานปริมาณน้ำที่ใช้มักจะมีการรายงานเป็นต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ลูกบาศก์เมตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์, ลิตร/คน หรือ ลูกบาศก์เมตร/ห้องพัก โดยจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป

สำหรับคำว่า การใช้น้ำ (Water consumption) ที่หากอ้างถึงปริมาณการใช้แล้วอาจมีน้อยกว่าปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) เนื่องจากน้ำบางส่วนอาจติดไปกับผลิตภัณฑ์หรือระเหยไปในบรรยากาศ ทำให้ไม่สามารถคืนสู่แหล่งน้ำดั้งเดิมหรือนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว การใช้น้ำตลอดทั้งกระบวนการผลิตหรือการบริการขององค์กรนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้หรือปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) ต้องมีค่าเท่ากับปริมาณน้ำไหลออก (Outflow) เสมอ ซึ่งประเมินได้โดยการทำสมดุลน้ำ (Water balance) ใช้ในกรณีต้องการคำนวณหาปริมาณน้ำที่องค์กรใช้จริง และนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจวางแผนการปรับปรุง พัฒนาสมรรถนะของการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ แนวคิดวัฏจักรชีวิต (Life cycle) ซึ่งเป็นที่นิยมในวงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ในบริบทของการประเมินผลกระทบจากการใช้น้ำ เรียกว่าการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) ของผลิตภัณฑ์ ทำได้โดยการวิเคราะห์หาปริมาณการใช้น้ำเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เริ่มตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนผลิต การส่งมอบผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้บริโภค จนกระทั่งการกำจัดซากหลังการใช้งาน โดยนิยมวัดในหน่วยของปริมาณน้ำที่ใช้ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Functional Unit) ตัวอย่างเช่น ลิตร/ผลิตภัณฑ์ 1 หน่วย

สำหรับในแง่มุมของการวัดประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำขององค์กร มีตัวชี้วัด 2 ประเภทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (Business activity indicator) ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น การกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้น้ำของแต่ละกิจการ เช่น กิจการ ประเภทอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นปริมาตรหรือมวลของผลิตภัณฑ์ กิจการประเภทสำนักงาน โรงพยาบาล ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นจำนวนพนักงานหรือจำนวนคนที่ใช้บริการ และกิจการประเภทธุรกิจโรงแรม อาจกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจเป็นจำนวนห้องที่มีผู้เข้าพัก เป็นต้น ตัวชี้วัดอีกประเภทสำหรับอ้างถึงปริมาณน้ำสุทธิใช้ในกิจกรรมการดำเนินธุรกิจ แต่ไม่รวมปริมาณน้ำที่มีการรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ ศัพท์ใช้คำว่า ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water efficiency indicator) ซึ่งจะแสดงถึงปริมาณน้ำที่ใช้จริงต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (BAI: Business activity indicator) ตัวอย่างเช่น โรงงานแห่งหนึ่งมีประสิทธิภาพการใช้น้ำเท่ากับ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ แสดงว่าโรงงานแห่งนี้ได้กำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ คือ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ หากองค์กรมีการนำน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต มาผ่านการบำบัดให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เราเรียกน้ำนั้นว่า น้ำหมุนเวียน (Reclaimed water)

ดังนั้น ทุกองค์กรที่ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ควรแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency performance) ขององค์กร โดยการใช้น้ำปริมาณลดลง หรือการใช้ประโยชน์จากน้ำที่องค์กรดึงมาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด

การนำเสนอนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน  เป็นเพียงหนึ่งในชุดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ ได้มีความเข้าใจในการตีความเนื้อหาเบื้องต้นด้านการจัดการน้ำได้อย่างถูกต้อง

สำหรับท่านที่สนใจแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โปรดติดตามบทความในวารสารออนไลน์ MASCI Innoversity ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาที่ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผน และนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำไปปฏิบัติภายในองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/standard/68286.html
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14046:ed-1:v1:en

องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์น้ำของโลก (World Day for Water) อันเนื่องมาจากปัญหาโลกร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฏจักรน้ำบนโลกอย่างฝนแล้ง น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติต่างๆ และยังส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรโลก ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการด้วย

ปัจจุบัน สถานการณ์วิกฤตน้ำทั่วโลกส่งผลให้บางประเทศมีน้ำใช้ลดลง ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ หรือประสบปัญหามลพิษทางน้ำหรือแหล่งน้ำเสีย  ภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกจึงปรับตัวและเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยนำวิธีการบริหารจัดการน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในองค์กร เพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้เมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตน้ำ

จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการทำงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนพบว่ามีปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่สามารถนำองค์กรไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และองค์กรทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้

ประการแรก ความมุ่งมั่นและกลยุทธ์ขององค์กร โดยการกำหนดเป้าหมาย พันธกิจ กลยุทธ์ในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และการประเมินความเสี่ยงของแหล่งน้ำที่นำมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม การบริหารเชิงกลยุทธ์จะช่วยให้องค์กรกำหนดและพัฒนาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันขึ้นมาได้ และเป็นแนวทางที่บุคลากรภายในองค์กรรู้ว่าจะใช้ความพยายามไปในทิศทางใดจึงจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

ประการที่สอง การบริหารจัดการน้ำ ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและควรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตลอดทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้วิเคราะห์ได้ง่าย สามารถวางแผนและแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างมาตรฐานสากลที่สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เช่น มาตรฐาน ISO 46001: 2019 ระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency management systems – Requirements with guidance for use) และมาตรฐาน  ISO 14046: 2014 การจัดการสิ่งแวดล้อม – วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ – แนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับเอสเอ็มอี (Environmental Management – Water Footprint – A Practical Guide for SMEs)
เป็นต้น

ประการที่สาม นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยการนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแนวคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กร เช่น การหาเทคโนโลยีที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสียให้สามารถกลับมาใช้ใหม่ หรือการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการใช้น้ำในกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดี ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ครั้งเดียวหลายด้าน หลายกระบวนการขององค์กร

ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยองค์กรควรสร้างความรู้และความตระหนักให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้รับทราบถึงแนวทางในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และควรแสวงหาโอกาสความเป็นไปได้ในการใช้ขอบเขตอิทธิพลขององค์กรในการส่งเสริมองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าให้นำแนวปฏิบัติที่ดีด้านการจัดการน้ำมาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นส่วนสนับสนุนให้องค์กรได้บรรลุผลตามเป้าหมายของการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาตลอดวัฐจักรชีวิต (Life Cycle Perspective)

ประการสุดท้าย เครือข่ายทางสังคมและการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น ในรูปแบบของการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ  และชุมชน หรือที่เรียกกันว่า “การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ” โดยทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือกันในการเป็นแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ ทั้งทางด้านทักษะและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการร่วมมือกับองค์กรอื่นที่มีลักษณะธุรกิจประเภทเดียวกัน เพื่อผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพของระบบการจัดการน้ำและเป็นระบบที่ยั่งยืน

ปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ได้นำเสนอเพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรในการริเริ่มหรือปรับแนวทางการกำกับดูแลองค์กร กระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาส และการบริหารความเสี่ยง เช่น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  เป็นต้น เพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม และสามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาวิกฤตน้ำของโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2452315116301424
  2. http://www.wwf.or.th/what_we_do/wetlands_and_production_landscape/freshwater/
  3. https://www.unwater.org/water-facts/scarcity/

ปัจจุบัน หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามอันเกิดจากความไม่สมดุลของปริมาณน้ำฝนและภัยแล้ง ซึ่งประเทศต่างๆ กำลังดำเนินการแก้ไขและป้องกันเพื่อสนับสนุนแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในหัวข้อ SDG 6 (Clean Water and Sanitation) โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทุกคนมีน้ำไว้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและมีการจัดการน้ำและสุขาภิบาลอย่างยั่งยืน

การดำเนินงานขององค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถดำเนินการเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ และยังสามารถดำเนินการเปิดเผยข้อมูลที่เรียกว่า ESG ได้อีกด้วย ซึ่งก็คือ การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลองค์กร (Environment Social Governance: ESG) อันหมายถึง การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด เป้าหมาย พัฒนาการ และผลการดำเนินงานสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลองค์กร ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกกันว่ารายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ซึ่งนิยมเปิดเผยเป็นรายปี

อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรอาจมีความกังวลว่าจะได้รับประโยชน์หรือไม่จากการเปิดเผยข้อมูล ESG และเมื่อดำเนินการแล้วจะมีบทบาทต่อสมรรถะทางการเงินขององค์กรอย่างไร วารสาร MIT Sloan Management Review ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ได้ให้ข้อมูลว่าการดำเนินการเหล่านั้น เป็นเรื่องที่องค์กรสามารถบริหารจัดการได้ซึ่ง ESG เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงทุน จึงมีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาว แต่หากองค์กรทั่วโลกไม่สนับสนุนให้องค์กรลงทุนแล้วก็เป็นการยากที่โลกของเราจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) อย่างไรก็ตาม เราสามารถดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ง่ายกว่าที่คิดไว้

เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้รวมทั้งมีส่วนร่วมในการสนับสนุน SDG 6 ผู้เขียนจึงขอนำเสนอแนวทางการรายงานข้อมูลความยั่งยืนขององค์กรด้านน้ำ หนึ่งในตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานการจัดทำรายงาน Global Reporting Initiative (GRI)  ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ภาพรวมการใช้น้ำขององค์กร และวิธีการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้องค์กรรายงานข้อมูลปริมาณน้ำที่มีการดึงมาใช้จากแหล่งน้ำต่างๆ  รายงานปริมาณการระบายน้ำ และปริมาณการใช้น้ำจากแหล่งต่างๆ ขององค์กร

สำหรับขั้นตอนการเขียนรายงาน GRI ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ขั้นตอน คือ การเตรียมการภายในองค์กร (Prepare) การพูดคุยหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งในและนอกองค์กร (Connect) การกำหนดเป้าประสงค์และเนื้อหารายงาน (Define) การติดตามเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น (Monitor) และการลงมือเขียนรายงาน (Report) ตามลำดับ โดยมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการใช้น้ำและการระบายน้ำ ดังนี้

  1. GRI 303: น้ำและการระบายน้ำออก (Water and Effluents)
  1. GRI 306: การระบายน้ำออก และการจัดการของเสีย (Effluents and Waste)

การรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะการใช้น้ำตามกรอบการรายงานความยั่งยืนตามแนวทางสากล GRI ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่สามารถดึงดูดผู้ลงทุน ทำให้ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาว แสดงถึงความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้ธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและภาคการบริการที่มีการใช้น้ำปริมาณมาก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้แนวคิดการลงทุนที่ยั่งยืน (Sustainable Investment) รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน SDG 6 เพื่อให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 ต่อไป

ที่มา :  

  1. https://www.globalreporting.org/standards/resource-d ownload-center
  2. https://sloanreview.mit.edu/article/supporting-sustainable-development-goals-is-easier-than-you-might-think/