ปัจจุบัน มีมาตรฐานการบริหารจัดการที่ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้แต่ละองค์กรนำมาใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กร พร้อมรับมือกับสถานการณ์การลดลงของปริมาณน้ำและการขาดแคลนน้ำ โดยมาตรฐานต่าง ๆ ประกอบด้วยคำศัพท์ แนวคิด และหลักการ ซึ่งแต่ละองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะการประกอบกิจการของตน

การใช้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมในบริบทการจัดการน้ำ ลักษณะการใช้น้ำมีศัพท์ที่น่ารู้ 2 คำ ได้แก่ ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) และการใช้น้ำ (Water consumption)  

ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการหรือการดำเนินงานขององค์กรทั้งหมด รวมถึงน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำหมุนเวียน ซึ่งมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรหรือลิตร

โดยทั่วไปแล้ว  ในการรายงานปริมาณน้ำที่ใช้มักจะมีการรายงานเป็นต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ลูกบาศก์เมตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์, ลิตร/คน หรือ ลูกบาศก์เมตร/ห้องพัก โดยจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป

สำหรับคำว่า การใช้น้ำ (Water consumption) ที่หากอ้างถึงปริมาณการใช้แล้วอาจมีน้อยกว่าปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) เนื่องจากน้ำบางส่วนอาจติดไปกับผลิตภัณฑ์หรือระเหยไปในบรรยากาศ ทำให้ไม่สามารถคืนสู่แหล่งน้ำดั้งเดิมหรือนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว การใช้น้ำตลอดทั้งกระบวนการผลิตหรือการบริการขององค์กรนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้หรือปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) ต้องมีค่าเท่ากับปริมาณน้ำไหลออก (Outflow) เสมอ ซึ่งประเมินได้โดยการทำสมดุลน้ำ (Water balance) ใช้ในกรณีต้องการคำนวณหาปริมาณน้ำที่องค์กรใช้จริง และนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจวางแผนการปรับปรุง พัฒนาสมรรถนะของการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ แนวคิดวัฏจักรชีวิต (Life cycle) ซึ่งเป็นที่นิยมในวงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ในบริบทของการประเมินผลกระทบจากการใช้น้ำ เรียกว่าการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) ของผลิตภัณฑ์ ทำได้โดยการวิเคราะห์หาปริมาณการใช้น้ำเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เริ่มตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนผลิต การส่งมอบผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้บริโภค จนกระทั่งการกำจัดซากหลังการใช้งาน โดยนิยมวัดในหน่วยของปริมาณน้ำที่ใช้ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Functional Unit) ตัวอย่างเช่น ลิตร/ผลิตภัณฑ์ 1 หน่วย

สำหรับในแง่มุมของการวัดประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำขององค์กร มีตัวชี้วัด 2 ประเภทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (Business activity indicator) ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น การกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้น้ำของแต่ละกิจการ เช่น กิจการ ประเภทอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นปริมาตรหรือมวลของผลิตภัณฑ์ กิจการประเภทสำนักงาน โรงพยาบาล ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นจำนวนพนักงานหรือจำนวนคนที่ใช้บริการ และกิจการประเภทธุรกิจโรงแรม อาจกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจเป็นจำนวนห้องที่มีผู้เข้าพัก เป็นต้น ตัวชี้วัดอีกประเภทสำหรับอ้างถึงปริมาณน้ำสุทธิใช้ในกิจกรรมการดำเนินธุรกิจ แต่ไม่รวมปริมาณน้ำที่มีการรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ ศัพท์ใช้คำว่า ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water efficiency indicator) ซึ่งจะแสดงถึงปริมาณน้ำที่ใช้จริงต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (BAI: Business activity indicator) ตัวอย่างเช่น โรงงานแห่งหนึ่งมีประสิทธิภาพการใช้น้ำเท่ากับ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ แสดงว่าโรงงานแห่งนี้ได้กำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ คือ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ หากองค์กรมีการนำน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต มาผ่านการบำบัดให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เราเรียกน้ำนั้นว่า น้ำหมุนเวียน (Reclaimed water)

ดังนั้น ทุกองค์กรที่ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ควรแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency performance) ขององค์กร โดยการใช้น้ำปริมาณลดลง หรือการใช้ประโยชน์จากน้ำที่องค์กรดึงมาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด

การนำเสนอนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน  เป็นเพียงหนึ่งในชุดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ ได้มีความเข้าใจในการตีความเนื้อหาเบื้องต้นด้านการจัดการน้ำได้อย่างถูกต้อง

สำหรับท่านที่สนใจแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โปรดติดตามบทความในวารสารออนไลน์ MASCI Innoversity ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาที่ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผน และนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำไปปฏิบัติภายในองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/standard/68286.html
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14046:ed-1:v1:en

องค์การสหประชาชาติมีแผนปฏิบัติการระดับสากลระหว่างปี 2561 – 2571 (ค.ศ.2018 – 2028) ที่มีชื่อว่า “น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Water for Sustainable Development) ซึ่งเน้นไปที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีการจัดการที่ผสมผสานเรื่องของทรัพยากรให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

สำหรับไอเอสโอ ได้พัฒนามาตรฐานที่สามารถใช้ได้ทั่วโลกเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำ การบริหารจัดการที่ดีในการบริการเกี่ยวกับน้ำและการลดมลพิษ
ใน 4 เรื่องหลัก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนดังกล่าวเป็นอย่างมาก ดังต่อไปนี้

  1. การสูญเสียน้ำและน้ำดื่ม มีข้อมูลประมาณการว่าในแต่ละวันมีน้ำจำนวน 45,000 ล้านลิตรเกิดการสูญเสียไปในประเทศกำลังพัฒนา นับเป็นมูลค่า
    ทางเศรษฐกิจมากกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ดังนั้น หากเพียงแค่ประหยัดน้ำลงครึ่งหนึ่งได้ ก็จะช่วยให้มีน้ำเพียงพอสำหรับคนจำนวน
    90 ล้านคนสำหรับมาตรฐานที่จะช่วยในเรื่องนี้ได้ก็คือ มาตรฐาน ISO 24528 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ISO/WD 24528 Water Loss in Urban Supply Systems-guideline of preliminary phase of Water Loss reduction and Management project)

    ปัจจุบันมีคนจำนวน 5.2 พันล้านคนที่บริโภคน้ำดื่มที่มีการจัดการอย่างปลอดภัย (เช่นบริการที่ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เข้าถึงได้เมื่อจำเป็นและปราศจาก
    การปนเปื้อน) ซึ่งมาตรฐานที่ช่วยส่งเสริมการเข้าถึงบริการน้ำดื่มได้ก็คือ ISO 24512 (Activities relating to drinking water and wastewater services – Guideline for the management of drinking water utilities and for the assessment of drinking water services)

    นอกจากนี้ มีข้อมูลว่าคนจำนวน 1.8 พันล้านคนที่บริโภคน้ำดื่มที่ปนเปื้อนซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยได้ ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน
    ISO 30500 – Non-sewered sanitation systems ขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขปัญหานี้ในระบบการสุขาภิบาลที่ไม่เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้ง

  1. การชลประทานและการใช้ประโยชน์จากน้ำ เกษตรกรรมทั่วโลกต้องพึ่งพิงการสูบน้ำประมาณ 70% และมาตรฐาน ISO 16075-1- Guidelines for treated wastewater use for irrigation projects เป็นมาตรฐานที่กำหนดแนวทางพื้นฐานสำหรับการใช้น้ำเสียซ้ำในโครงการชลประทานนอกจากนี้ มีข้อมูลว่าคนจำนวน 24 – 700 ล้านคนจะเข้าไปอยู่ในภูมิภาคที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งบางพื้นที่ภายในปี 2030 อันเนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมาตรฐานที่จะช่วยในเรื่องนี้ก็คือ ISO 14055-1 ซึ่งจะช่วยกำหนดวิธีปฏิบัติที่ดีสำหรับ
    การแก้ไขการเสื่อมลงของดินและความแห้งแล้ง
  1. วอเตอร์ฟุตพริ้นท์และมลพิษจากอุตสาหกรรม ความต้องการน้ำทั่วโลก (ในแง่ของการสูบน้ำขึ้นมาใช้) มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 55% ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) ส่วนใหญ่อันเนื่องมาจากการผลิต ซึ่งมาตรฐาน ISO 14046 เป็นมาตรฐานที่จะช่วยให้บริษัทมีการติดตามในเรื่องวอเตอร์ฟุตพริ้นท์สำหรับกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมก็มีผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำซึ่งมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่สิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องนี้ มาตรฐาน ISO 22524 – Pilot plan for industrial wastewater treatment facilities in the objective of reuse ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
    เป็นโครงการนำร่องสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียของอุตสาหกรรมซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ
  1. น้ำเสียและการสุขาภิบาล ทั่วโลกมีน้ำเสียที่กลับเข้ามาในระบบนิเวศโดยไม่มีการบำบัดหรือนำมาใช้ซ้ำถึง 80% ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน
    ISO 24521 – Activities relating to drinking water and wastewater services – Guideline for the management of basic on-site domestic wastewater service ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการสำหรับบบริการน้ำเสียภายในประเทศที่ใช้ได้ในไซต์งานขั้นพื้นฐาน

ไอเอสโอได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนามาตรฐานเพื่อให้คนทั่วโลกสามารถใช้ทรัพยากรน้ำอันมีค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน
ให้แผนปฏิบัติการระดับสากลในเรื่อง“น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ขององค์การสหประชาชาติประสบความสำเร็จต่อไปด้วย

ที่มา: https://www.iso.org/isofocus_126.html