การดูแลรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์เป็นสิ่งที่ไม่ควรวางใจเป็นอย่างยิ่งเพราะหากปล่อยให้เกิดช่องว่างเมื่อใด อาจนำองค์กรไปสู่ความเสียหายอย่างมหาศาล  การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถช่วยปกป้องข้อมูลจากการจารกรรมและความเสียหายด้านข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นซึ่งรวมถึงข้อมูลอันละเอียดอ่อน ข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้ (Personally Identifiable Information: PII) ข้อมูลสุขภาพที่ได้รับการคุ้มครอง (Protected Health Information: PHI) ข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูล และระบบข้อมูลของทุกภาคส่วน

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสร้างความยืดหยุ่นบนโลกไซเบอร์ได้อย่างไร

ปัจจุบัน องค์กรไม่สามารถพึ่งพาโซลูชันความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่พร้อมใช้งานอย่างซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสหรือไฟร์วอลล์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป อาชญากรไซเบอร์ฉลาดขึ้นและมีกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการป้องกันทางไซเบอร์ทั่วไป ดังนั้น การสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยด้านไซเบอร์จะต้องครอบคลุมการรักษาความปลอดภัยทุกด้านบนโลกไซเบอร์

ถ้าเช่นนั้น เรามาดูกันว่าบริษัทชั้นนำด้านไอทีอย่าง Microsoft, Apple, Google, Intel และ IBM มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง  คำตอบคือ ทุกบริษัทต่างก็นำมาตรฐาน ISO/IEC 27001 ไปใช้งานเช่นเดียวกับบริษัททั่วโลกที่ติดอันดับ Fortune500  ซึ่งมาตรฐาน ISO/IEC 27001 ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถนำไปใช้จัดการระบบข้อมูลความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิผล และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวบนโลกไซเบอร์ได้อย่างมั่นใจ

ในการที่จะปกป้องทรัพย์สินข้อมูลที่สำคัญขององค์กรจากภัยคุกคามทางดิจิทัลและปิดช่องว่างต่างๆ องค์กรจำเป็นต้องปรับใช้ความคิดที่ยืดหยุ่นทางไซเบอร์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นส่วนสำคัญ และไม่เพียงแต่กับระบบทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทีม วัฒนธรรมองค์กร และการปฏิบัติงานประจำวันด้วย ในความเป็นจริง ผู้นำธุรกิจในปัจจุบันตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์มากกว่าปีก่อนๆ เป็นอย่างมาก จากรายงาน Global Security Outlook 2023 ของ World Economic Forum (WEF) พบว่า 91% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าเหตุการณ์ทางไซเบอร์ที่ขยายวงกว้างและเป็นหายนะนั้นอย่างน้อยก็น่าจะเกิดขึ้นบ้างในอีก 2 ปีข้างหน้า

บริษัทต่างๆ ทั่วโลกได้ตอบสนองต่อแรงกดดันของภัยคุกคามทางดิจิทัลโดยการนำ ISO/IEC 27001 ไปใช้ มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่รู้จักกันดีที่สุดในโลกสำหรับระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management Systems: ISMS) ซึ่งเป็นเอกสารชุดนโยบาย ขั้นตอน กระบวนการ และระบบที่จัดการความเสี่ยงของข้อมูลสูญหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ การเจาะข้อมูล การรั่วไหลของข้อมูล หรือการโจรกรรม ดังนั้น องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับใช้กรอบความคิดที่ยืดหยุ่นต่อโลกไซเบอร์

ความยืดหยุ่นบนโลกไซเบอร์คืออะไร
ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์คือความสามารถขององค์กรในการดำเนินการเมื่อเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์หรือเหตุการณ์ทางไซเบอร์อื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีมาตรการทางเทคนิคและองค์กรที่จำเป็นเพื่อตรวจจับ ตอบสนอง และกู้คืนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้นเพื่อปรับปรุงความยืดหยุ่นในอนาคต

อันเดรียส วูล์ฟ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านไอทีของ ISO/IEC กล่าวว่าความยืดหยุ่นทางไซเบอร์คือสิ่งที่เข้ามาแทนที่เมื่อมาตรการป้องกันความปลอดภัยหยุดชะงัก ซึ่งในเศรษฐกิจดิจิทัล ความสามารถในการก้าวข้ามการหยุดชะงักทางไซเบอร์จะสร้างความแตกต่างให้กับองค์กรชั้นนำที่สามารถเปลี่ยนความเปราะบางให้กลายเป็นความแข็งแกร่ง และมีความมั่นใจในการรับมือกับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี

อันเดรียส วูล์ฟ และทีมงานได้ร่วมรับผิดชอบในการพัฒนามาตรฐาน ISO/IEC 27001 ฉบับใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2565 (ค.ศ.2022) ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกและปรับปรุงความน่าเชื่อถือทางดิจิทัล ซึ่งเป็นประโยชน์กับองค์กรโดยสนับสนุนให้สามารถรักษาความปลอดภัยของข้อมูลทุกรูปแบบ พัฒนากรอบการทำงานที่มีการจัดการจากส่วนกลาง ลดการใช้จ่ายในเทคโนโลยีการป้องกันที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งปกป้องความสมบูรณ์ ความลับ และความพร้อมใช้งานของข้อมูล

มาตรฐานไอเอสโอและความปลอดภัยทางไซเบอร์

ความยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงการทำงานภายในองค์กรเท่านั้น แต่จะต้องนำไปใช้กับพันธมิตรบุคคลที่สามทั้งหมดและตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) จึงได้จัดพิมพ์ The Cyber Resilience Index (CRI): Advancing Organizational Cyber Resilience เพื่อให้มีการนำไปใช้เป็นกรอบอ้างอิงให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนและมีความโปร่งใสเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ตลอดทั้งอุตสาหกรรม เพื่อนร่วมงาน และห่วงโซ่อุปทาน

CRI ช่วยให้ผู้นำทางไซเบอร์ทั้งภาครัฐและเอกชนมีกรอบแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดร่วมกันสำหรับความยืดหยุ่นทางไซเบอร์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นกลไกในการวัดประสิทธิภาพขององค์กร และเป็นภาษาที่ชัดเจนในการสื่อสารคุณค่า  และภายใต้หลักการของ CRI นั้น มีแนวทางปฏิบัติที่ตามมาและแนวทางปฏิบัติย่อยสำหรับความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ที่ดีขององค์กรซึ่งก็คือการใช้กรอบความปลอดภัยซึ่งเป็นที่ยอมรับและเป็นมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 27001 นั่นเอง

ที่มา:

  1. https://www.upguard.com/blog/cybersecurity-important
  2. https://www.iso.org/contents/news/2023/02/how-to-build-cyber-resilience.html

บทสรุปจากการประชุมประจำปี 2566 ของสภาเศรษฐกิจโลกเมื่อต้นเดือนมกราคม (WEF Annual Meeting 2023/Davos 2023) ทำให้คนทั่วโลกตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปิดประเทศของจีน หรือสงครามในยูเครน ซึ่งการเปิดประเด็นเหล่านี้ได้นำไปสู่การอภิปรายเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยด้วย

นอกเหนือจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าเรายังอาจจะประสบกับภัยอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ อัคคีภัย ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน หรือการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นต้น ภัยเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภัยคุกคามที่เราคาดไม่ถึง และส่งผลต่อให้การดำเนินธุรกิจต้องหยุดชะงัก ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อเกิดภัยเหล่านั้นก็คือการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่สม่ำเสมอและแข็งแกร่งนั่นเอง

การหยุดชะงักของธุรกิจคือประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารส่วนใหญ่กังวล แต่หากบริหารจัดการได้ดี  ก็จะเป็นประโยชน์และเกิดโอกาสอีกมากมาย แต่ถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ขึ้น  การมีแผนงานและความสามารถด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี  ซึ่งมาตรฐานสากล ISO 22301 เป็นมาตรฐานฉบับแรกของโลกที่องค์กรสามารถนำไปใช้เพื่อดำเนินการและรักษาแนความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ISO 22301, Security and resilience — Business continuity management systems — Requirements เป็นมาตรฐานสากลระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ใช้ในการดำเนินการและการรักษาแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้องค์กรมีการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อบุคลากร ผลิตภัณฑ์ และผลกำไรขององค์กร

เมื่อกล่าวถึงมาตรฐาน ISO 22301 สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ ความมั่นคงปลอดภัยและความยืดหยุ่นขององค์กรที่ทำให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าองค์กรมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ตระหนักถึงจุดที่เปราะบาง และมีแผนรับมือหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น นอกจากนี้ การกลับไปสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วจากการหยุดชะงักทางธุรกิจนั้น ก็จำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร  มีแผนรับมือที่ปฏิบัติตามได้ง่าย และทำให้พนักงานรู้บทบาทของตนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของมาตรฐาน ISO 22301 องค์กรจะต้องมีการพิจารณาจากมุมมองทางธุรกิจ ซึ่งได้แก่  การสนับสนุนวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์  การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  การปกป้องและเพิ่มพูนชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ และการสนับสนุนความยืดหยุ่นขององค์กร  ส่วนการพิจารณาจากมุมมองทางการเงิน มีการพิจารณาในเรื่องการลดความเสี่ยงทางกฎหมายและการเงิน และการลดต้นทุนทางตรงและทางอ้อมของการหยุดชะงัก ส่วนการพิจารณาจากมุมมองกระบวนการภายใน มีการพิจารณาในเรื่องการปรับปรุงขีดความสามารถให้คงประสิทธิภาพระหว่างการหยุดชะงัก  การแสดงให้เห็นถึงการควบคุมเชิงรุกของความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  และการแก้ไขจุดที่ยังเป็นปัญหา เป็นต้น

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 22301 ขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ ทำสิ่งเหล่านั้นได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า ซัพพลายเออร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ว่าพวกเขาไม่เพียงแค่เตรียมพร้อมสำหรับการหยุดชะงักของธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเตรียมพร้อมรับมืออนาคตด้วย

ISO 22301 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience โดยมีเลขานุการคือ SIS ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน

ที่มา:   

  1. https://www.weforum.org/agenda/2023/01/davos-2023-new-investment-narrative/
  2. https://www.iso.org/news/Ref2189.htm

ข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ระบุว่าประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่กันอย่างเบียดเสียดในเมืองซึ่งมีส่วนที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 70% และการที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ เมืองต่างๆ จำเป็นต้องมีแนวทางในการทำให้คาร์บอนเป็นศูนย์

แนวทางที่จะทำได้คือ  การทำให้ระบบต่างๆ ของเมืองมีประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้พลังงานสะอาด การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ การสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งใช้ทรัพยากรน้ำ ของเสีย และวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ไอเอสโอมีมาตรฐานอยู่นับพันฉบับที่ช่วยให้ผู้นำของเมืองต่างๆ สามารถดูแลใส่ใจตามคำแนะนำของสภาเศรษฐกิจโลกและทำให้เมืองสะอาดสะอ้านขึ้น ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืนมากขึ้นภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ต้องต่อสู้ด้วยปฏิบัติการของปัจเจกชนที่ช่วยให้มีการสร้างสภาพแวดล้อมในเมืองที่ตอบสนองความต้องการของพลเมืองในปัจจุบันพร้อมทั้งลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นสำหรับตัวเราเองและโลกของเรา

เริ่มต้นด้วยแนวทางแบบองค์รวมเชิงระบบ
การมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าเมืองที่ยั่งยืนคืออะไรเป็นสิ่งที่มีความหมายและยังเป็นเรื่องที่เมืองจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่เมืองแห่งความยั่งยืนได้

มาตรฐาน ISO 37101, Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use ได้จัดเตรียมกรอบการดำเนินงานโดยรวมสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชนซึ่งช่วยให้เมืองกำหนดวัตถุประสงค์และจัดเตรียมกลยุทธ์ให้พร้อมสำหรับการบรรลุเป้าหมายของเมือง มาตรฐานระบบการจัดการนี้ครอบคลุมทุกสิ่งที่เมืองต้องให้ความสำคัญโดยผู้นำของเมือง เช่น การใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่และสุขภาพของพลเมือง การปกครอง  เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 37101 ได้รับการสนับสนุนโดยมาตรฐานอื่นๆ อีกหลายมาตรฐานในเรื่องต่างๆ เช่น คำศัพท์ (ISO 37100) และตัวชี้วัดหลักสำหรับการวัดสมรรถนะของบริการของเมือง (ISO 37120) เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานนี้ได้พัฒนาเอกสารแนวทางสำหรับโครงสร้างชุมชนอัจฉริยะ รวมทั้งมุมมองที่สำคัญเช่น การขนส่งอย่างมาตรฐาน ISO 37161, Smart community infrastructures – Guidance on smart transportation for energy saving in transportation services ซึ่งจัดเตรียมแนวทางสำหรับอุตสาหกรรมขนส่ง รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลแห่งชาติพร้อมด้วยคำแนะนำวิธีการลดพลังงานที่ใช้ในการขนส่งสำหรับผู้โดยสาร การขนส่ง และบริการไปรษณีย์

เศรษฐกิจหมุนเวียนคืออนาคตของโลก
การเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่ทิ้งขว้างสิ่งของเหลือใช้กลายมาเป็นการให้ความสำคัญกับสิ่งของทุกอย่างซึ่งสามารถนำไปใช้ซ้ำหรือแปรรูปได้อีก  คืออนาคตที่ยั่งยืนซึ่งมีการอนุรักษ์ทรัพยากรอันมีค่ายิ่งของโลกเอาไว้ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน”

จากข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ระบุว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนคือโอกาสที่มีมูลค่านับล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งสามารถสร้างงานและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ ไอเอสโอจึงตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของอนาคตที่ยั่งยืนและได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 80 ประเทศเพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน

มาตรฐานที่คณะกรรมการดังกล่าวกำลังพัฒนาอยู่ก็คือ มาตรฐาน ISO 59004, Circular economy – Framework and principles for implementation ซึ่งให้กรอบการทำงานและหลักการสำหรับการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ มาตรฐาน ISO 59010, Circular economy – Guidelines on business models and value chains ซึ่งให้แนวทางโมเดลธุรกิจและห่วงโซ่คุณค่า รวมทั้ง ISO/TR 59031, Circular economy – Performance-based approach – Analysis of cases studies ซึ่งเป็นรายงานวิชาการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ค้นหาแนวทางเชิงสมรรถนะด้วยการวิเคราะห์กรณีศึกษา

การจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
การที่องค์กรมีระบบการจัดการพลังงานที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ อย่างมาตรฐาน ISO 50001, Energy management systems – Requirements with guidance for use จะช่วยให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถบรรลุประสิทธิผลและรู้ว่าควรปรับปรุงในส่วนใดบ้าง

ส่วนมาตรฐาน ISO 17742, Energy efficiency and savings calculation for countries, regions and cities มีเป้าหมายสำหรับชุมชนโดยเฉพาะและจัดเตรียมวิธีการที่ใช้ตัวชี้วัดเป็นพื้นฐานสำหรับการคำนวณการประหยัดพลังงานซึ่งนำมาพิจารณาสำหรับผู้ใช้งานขั้นสุดท้าย เช่น บ้านเรือน อุตสาหกรรม บริการ เกษตรกรรม และการขนส่ง เป็นต้น

มาตรฐานเพื่อความยั่งยืนสำหรับการใช้พลังงานอาคาร
ขณะที่ประชากรโลกกำลังเพิ่มมากขึ้น ความต้องการในการใช้พลังงานก็มีมากขึ้นตามไปด้วย มีข้อมูลระบุว่าเมื่อปี 2562 (ค.ศ.2019) ภาคส่วนพลังงานทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28% ซึ่งในด้านอาคารและการก่อสร้างเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเป็นอย่างมากในการปรับปรุงประสิทธิภาพและการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์

คณะอนุกรรมการวิชาการของไอเอสโอ SC 17, Sustainability in buildings and civil engineering works กำลังพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยสร้างโอกาสในการสนับสนุนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในทุกแง่มุมของการค้าด้านอาคาร รวมถึงมาตรฐาน ISO 15392, Sustainability in buildings and civil engineering works – General principles และมาตรฐานชุด ISO 16745 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทำให้การวัดและการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอาคารเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมอาคารและอุตสาหกรรมก่อสร้าง

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เน้นระบบ บริการ และกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองอันมีระบบที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ  ช่วยให้หลายสิ่งหลายอย่างในเมืองเป็นไปได้นับตั้งแต่การปรับปรุงการใช้พลังงานไปจนถึงการลดปัญหาจราจรติดขัด

แม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก แต่ชุดมาตรฐานใหม่ก็มีส่วนทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเพราะมีการให้มุมมองของภาพรวมที่ชัดเจนว่าระบบต่างๆ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร ดังนั้น ผู้นำของเมืองจึงสามารถระบุได้ว่าควรจะปรับปรุงส่วนใดเพื่อความมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับมาตรฐาน ISO/IEC 30145-3, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 3: Smart city engineering framework เน้นเรื่องกรอบการทำงานของวิศวกรรมเมืองอัจฉริยะจากมุมมองด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประกอบด้วยระบบวิศวกรรมทั้งแนวตั้งและแนวนอนซึ่งให้ภาพที่ชัดเจนสำหรับเทคนิคที่แตกต่างกันและองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับกระบวนการธุรกิจเมืองอัจฉริยะ

ไอเอสโอได้ร่วมกับไออีซีพัฒนาชุดมาตรฐานใหม่นี้ซึ่งจะรวมถึงมาตรฐาน ISO/IEC 30145-1, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 1: Smart city business process framework, และ ISO/IEC 30145-2, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 2: Smart city knowledge management framework ด้วย

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2627.html
  2. https://www.weforum.org/agenda/2021/01/cities-climate-decarbonize-integrated/