องค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ ILO (International Labour Organization) พบว่าในแต่ละปี มีคนมากกว่า 2.3 ล้านคนเสียชีวิตอันเนื่องมาจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและมากกว่า 300 ล้านคนยังคงประสบอุบัติเหตุแต่ไม่ร้ายแรงถึงกับเสียชีวิต อุบัติเหตุดังกล่าวได้ก่อภาระให้กับลูกจ้างและนายจ้างเป็นอย่างมาก เช่น ทำให้เกิดการสูญเสียจากการต้องออกจากงานอย่างกะทันหัน การขาดงานและองค์กรต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น เป็นต้น แต่อันที่จริงแล้ว เหตุการณ์เหล่านั้นสามารถป้องกันได้ด้วยการมีกระบวนการและระบบที่เหมาะสมในสถานที่ทำงาน

ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization) ได้เห็นความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน จึงได้ฟอร์มทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพื่อพัฒนามาตรฐานใหม่ คือ มาตรฐาน ISO 45001 อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงสมรรถนะด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งจะสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างๆ มีความปลอดภัยและสามารถลดอัตราการสูญเสียและบาดเจ็บอันเกิดจากการทำงานลงได้

มาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย – ISO 45001, Occupational health and safety เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยใช้แนวทางระบบการจัดการทั่วไปเช่นเดียวกับ มาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 นอกจากนี้ ยังมีการนำเอาแนวทางขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ มาตรฐานระดับประเทศและมาตรฐานระดับระหว่างประเทศต่างๆ รวมทั้งผลการประชุมร่วมในระดับสากลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแรงงานมาพิจารณา ร่วมด้วย

มาตรฐานนี้ทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรประเภทใดหรือมีขนาดเท่าใด ก็สามารถนำเอามาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้ได้และยังสามารถนำเอาไปใช้ผสมผสานกับโครงการด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยได้ด้วย เช่น ด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพของพนักงาน เป็นต้น และถึงแม้ว่าจะไม่ได้ระบุข้อกำหนดด้านกฎหมายทั้งหมด แต่ก็มีบางส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งไอเอสโอคาดว่าจะประกาศใช้เดือนธันวาคม 2560

iso45001-timeline850x350

ที่มา :  http://www.iso.org/iso/iso45001

นับตั้งแต่มีการตีพิมพ์มาตรฐาน ISO 22000 ฉบับแรกในปี 2542 (ค.ศ.2005) ผู้ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารรวมทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภคและรัฐบาลก็ได้เผชิญกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของอาหารฉบับใหม่ และได้รับการกระตุ้นในเวลาต่อๆ มาว่ามีความต้องการให้มาตรฐานนี้มีการทบทวนเสียใหม่
จึงมีการพบปะกันของคณะทำงาน ISO/TC 34/SC 17/WG 8 – Management Systems for Food Safety ซึ่งรับผิดชอบในการทบทวนมาตรฐานดังกล่าว โดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของไอร์แลนด์ หรือ NSAI (National Standards Authority of Ireland) สมาชิกของไอเอสโอและกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ดับลิน เมืองหลวงของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ เพื่ออภิปรายและดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานดังกล่าว

เมื่อปีที่แล้ว ได้มีการปรึกษาหารือกันระหว่างผู้ใช้มาตรฐานดังกล่าวซึ่งมีการหยิบยกเอาช่องว่างของมาตรฐานปัจจุบันมาพิจารณาด้วย เช่นคำบางคำ พบว่ามีแนวโน้มจะทำให้เกิดความสับสน ยกตัวอย่างเช่น การกล่าวถึงเรื่องบางเรื่องซ้ำๆ และมีบางแนวคิดที่จำเป็นต้องได้รับการอธิบายให้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น SMEs ยังจำเป็นต้องปรับปรุงในเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงอีกด้วย ดังนั้น คณะทำงานนี้ จึงเตรียมการแก้ไขประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

ทำให้แนวคิดหลักบางประการมีความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การควบคุมจุดวิกฤตที่จำเป็นต้องมีการจัดการ มี โครงการเชิงปฏิบัติการ แนวทางเรื่องความเสี่ยง การเรียกคืนและการถอดถอนผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมาตรการควบคุมภายนอก

นอกจากนี้ มาตรฐาน ISO 22000 จะมีรูปแบบเดียวกับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันจะเดินตามโครงสร้างที่เหมือนกันในเรื่องของข้อความร่วม ศัพท์และนิยาม ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ชีวิตก็ง่ายขึ้น บริษัทต่างๆ ต้องการได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการหลายมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น 9001 หรือ ISO 22000 รูปแบบที่มีความร่วมมือกันจะทำให้แน่ใจได้ว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่าง มาตรฐาน และทำให้การใช้ร่วมกันมีความง่ายขึ้นตลอดจนทำให้ผู้อ่านสามารถอ่านและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมอาหารอาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทบทวน และแก้ไขโดยเฉพาะ ผู้ใช้มาตรฐานรายอื่นๆ ก็จะได้รับเลือกเป็นกลุ่มที่เข้ามาร่วมพิจารณาให้ข้อคิดเห็นตามความจำเป็น ด้วย ซึ่งรวมถึง SME ผู้ผลิตอาหารสัตว์และผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ออกกฎระเบียบที่กำลังมองหาโมเดลที่จะพัฒนาข้อกำหนดเชิงบังคับสำหรับแนวทางการจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร หรือแม้แต่ผู้ผลิตซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดการอาหารโดยตรงแต่มีกิจกรรม ที่อยู่ภายในขอบเขตของมาตรฐาน เช่น เรื่องของน้ำ เป็นต้น

บริษัทและองค์กรจำนวนมากไม่ได้ใช้ ISO 22000 เองแต่เชื่อมโยงเข้ากับมาตรฐานการบริหารจัดการคุณภาพ ISO 9001 ดังนั้น จึงมีความต้องการที่จะรวมเอามาตรฐานสองมาตรฐานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ มาตรฐานในตระกูล ISO/TS 22002 – Prerequisite program on food safety ยังสนับสนุนบางภาคส่วนและช่วยให้มีการนำ ISO 22000 ไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการล่วงหน้าก่อนอีกด้วย

ปกติแล้ว งานทั้งหมดนี้จำเป็นต้องให้องค์กรที่แตกต่างกันโดยเฉพาะในเรื่องของห่วงโซ่อาหารเข้ามามีส่วนร่วมในการทบทวนและแก้ไขมาตรฐาน
ดังนั้น คณะทำงานกลุ่มนี้จะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งในกลางเดือนตุลาคม 2558 เพื่อส่งมอบร่างมาตรฐานที่มีการทบทวนออกมาเป็นฉบับที่ 2 ซึ่งในขณะนี้ ยังเรียกว่าเป็นเอกสารที่กำลังดำเนินงานอยู่ (working document) และถ้าเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้จริง มาตรฐาน ISO22000 จะแล้วเสร็จและได้รับการตีพิมพ์ในปี 2560 (ค.ศ. 2017)

ที่มา : http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref1951

 

ทุกๆ วัน ในการผลิตและบริโภคอาหาร จะมีการขนส่งอาหารจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการปนเปื้อนและอันตรายอื่นๆ ถ้าเช่นนั้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เราบริโภคเข้าไปนั้นมีความปลอดภัย

วันอนามัยโลก (ตรงกับวันที่ 7 เมษายน ของทุกปี) ในปี 2558 นี้ องค์การอนามัยโลกได้เน้นในเรื่องของความปลอดภัยของอาหาร ดังนั้น เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันอนามัยโลกและสร้างความตระหนักในเรื่องความสำคัญของมาตรฐานอาหารของไอเอสโอ (ISO หรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน) จึงมีการเปิดตัวโครงการโซเชียลมีเดียขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2558 โดยไอเอสโอได้นำเสนอโปสเตอร์เกี่ยวกับความปลอดภัยใน 6 รูปแบบไปเผยแพร่โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

1.    จากฟาร์มสู่จานอาหาร (From farm to plate) ทำให้อาหารมีความปลอดภัยด้วยมาตรฐาน ISO 22000 (การจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร) ซึ่งมีข้อแนะนำ 5 ประการคือ ทำให้อาหารสะอาด แยกอาหารดิบออกจากอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ปรุงอาหารให้สุกโดยทั่วถึงกัน ทำให้อาหารมีความปลอดภัยด้วยการใช้อุณหภูมิที่เหมาะสมปลอดภัย และใช้น้ำและวัตถุดิบที่สะอาด
2.    ฟาร์มที่ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน ISO/TS 22002-3 (Prerequisite programs on food safety — Part 3: Farming) และการผลิตอาหารที่ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน ISO 22002-6 (Prerequisite programs on food safety — Part 6: Feed production)
3.    การขนส่งและการจัดเก็บที่ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน ISO 22002-5 (Prerequisite programs on food safety — Part 5: Transport and storage)
4.    อาหารปลอดภัยด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัย ISO 23560 (Woven polypropylene sacks for bulk packaging of foodstuffs) และการสอบกลับ ISO 22005 (Traceability in the feed and food chain — General principles and basic requirements for system design and implementation)
5.    การปรุงอาหารที่ปลอดภัยด้วย
5.1    การปกป้องอาหารจากซาลโมเนลล่าในอาหาร (ISO 6579 – Microbiology of food and animal feeding stuffs — Horizontal method for the detection of Salmonella spp. และการปกป้องอาหารจากซาลโมเนลล่าในน้ำ (ISO 19250- Water quality — Detection of Salmonella spp.)
5.2    การปกป้องอาหารจากลิสเตอเรีย (ISO 11290-2 – Microbiology of food and animal feeding stuffs — Horizontal method for the detection and enumeration of Listeria monocytogenes — Part 2: Enumeration method)
6.    การขนส่งอาหารที่ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน ISO 22002-2 (Prerequisite programmes on food safety – Part 2: Catering)
มาตรฐานไอเอสโอส่งเสริมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารเช่นเดียวกับประสิทธิภาพของซัพพลายเชนในอาหารจากฟาร์มสู่โต๊ะอาหารและยังช่วยป้องกันโรคภัย ป้องกันแบคทีเรียและจัดการกับความเสี่ยงต่างๆ ได้อีกด้วย

นับตั้งแต่ผู้ผลิตทางการเกษตรไปจนถึงผู้ผลิตอาหาร ห้องปฏิบัติการ ผู้ควบคุมกฎหมายและกฎระเบียบรวมทั้งผู้บริโภค การรวบรวมมาตรฐานด้านอาหารของไอเอสโอเพื่อการใช้งานนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่าเมื่อเราใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารเหมือนกันทั่วโลก ก็จะมีการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยและประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

การทำงานกับเครือข่ายสมาชิกระดับประเทศของไอเอสโอ ทำให้การทำงานด้านมาตรฐานไอเอสโอสามารถเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ไว้ได้มากที่สุดและมีแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับความปลอดภัยด้านอาหารของโลก ตลอดจนมีการเผยแพร่และขยายไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนาด้วย

ไอเอสโอมีความมุ่งมั่นในการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศมาแล้วมากกว่า 19,500 มาตรฐานและได้ส่งเสริมให้มีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและความปลอดภัย

ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref1949

ปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้งานพลาสติก 250 ล้านตัน ดังนั้น สิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดของอุตสาหกรรมนี้ก็คือระดับความปลอดภัยสูงสุดซึ่งประธานคณะกรรมการวิชาการคนใหม่ด้านเครื่องจักรสำหรับยาง และพลาสติกของไอเอสโอ คลอดิโอ เซลาต้า (Claudio Celata) ได้แบ่งปันความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดังกล่าว เรื่องของการเจริญเติบโตและความสำคัญของมาตรฐานเครื่องจักรสำหรับยางและพลาสติกที่จำเป็นต้องมีความคงเส้นคงวาและมีรูปแบบเฉพาะ

คลอดิโอ เซลาต้า ไม่ใช่มือใหม่แต่อย่างใดเมื่อเขาได้ก้าวเข้าสู่วงการอุตสาหกรรม เขาได้สร้างสรรค์เครื่องจักรสำหรับยางและพลาสติกซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในอาชีพของเขา เริ่มจากเครื่องมือด้านความปลอดภัยหลายๆ ตัวที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ซึ่งเดิมไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ปัจจุบัน คลอดิโอ เซลาต้า เป็นประธานคนใหม่ของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 270, Plastics and rubber machines ซึ่งมีเลขานุการมาจาก UNI ซึ่งเป็นสถาบันแห่งชาติของประเทศอิตาลี นอกจากนี้ เขายังเป็นที่ปรึกษาให้กับสมาคมผู้ผลิตแม่พิมพ์และเครื่องจักรในกระบวนการผลิตยางและพลาสติกแห่งประเทศอิตาลี (ASSOCOMAPLAST) เขาได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรม ความท้าทายและมาตรฐานที่จะกำหนดรูปแบบวิธีต่างๆ ซึ่งนวัตกรรมจะทำให้เติบโตได้

>>>อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม<<<

ขึ้นชื่อว่า “ทะเล” ไม่ว่าจะเป็นทะเลที่ใดในโลกนี้ ก็ยังคงเป็นสถานที่ที่ดึงดูดผู้คนให้ไปท่องเที่ยวอยู่เสมอ และตอนนี้ สถานที่ท่องเที่ยวตามชายหาดก็จะยิ่งดูดีได้ง่ายยิ่งขึ้นเพราะองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานหรือไอเอสโอ ได้ตีพิมพ์มาตรฐานระหว่างประเทศฉบับแรกเกี่ยวกับชายหาดเพื่อให้มีการนำไปใช้งาน

ชายหาดไม่ใช่เป็นแค่เพียงสถานที่ที่นักท่องเที่ยวโหยหาท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสายลมและแสงแดดเท่านั้น ความจริงแล้ว ชายหาดยังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศอีกด้วย ชายหาดเป็นสภาพแวดล้อมที่มีความสะอาด ปลอดภัยและมีความยั่งยืนสำหรับผู้คนบนโลกใบนี้ ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้กำหนดมาตรฐาน ISO 13009: 2015 ชายหาด การท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง – ข้อกำหนดและข้อแนะนำสำหรับการปฏิบัติการของชายหาด (ISO 13009: 2015 Beaches, Tourism and related services—Requirements and recommendations for beach operation) ซึ่งมีแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกสำหรับผู้ที่ทำงานบริเวณชายหาดให้สามารถบริหารจัดการและการตัดสินใจต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

ISO 13009: 2015 เป็นมาตรฐานการบริหารจัดการชายหาดทั่วไป รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างนับตั้งแต่การส่งเสริมและการวางแผนเกี่ยวกับชายหาด ความปลอดภัยของน้ำ การทำความสะอาด ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืนและการกำจัดของเสีย รวมทั้งด้านข้อมูลและการสื่อสารด้วย

มาตรฐานนี้เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับองค์กรหรือหน่วยงานที่ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว เจ้าของโรงแรม ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อช่วยบริหารจัดการพื้นที่บริเวณชายหาด หากองค์กรหรือหน่วยงานดังกล่าวสามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน ISO 13009:2015 ได้แล้วก็จะเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีคุณค่า สามารถดึงดูดความสนใจตลอดจนเงินทุนจากนักลงทุนและสาธารณชนให้มีการปรับปรุงสถานที่บริเวณชายหาดให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าและบริการในสถานที่ดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ มาตรฐานดังกล่าวยังสามารถส่งเสริมกิจกรรมด้านการบันเทิงในพื้นที่ชายหาดให้มีกรอบการทำงานและแนวทางสำหรับสุขอนามัยและความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว และมีความรับผิดชอบด้านสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ปัจจุบันรัฐบาลไทยก็ได้เข้าไปช่วยดูแลและบริหารจัดการพื้นที่ชายหาด หากมีการนำมาตรฐานดังกล่าวไปช่วยบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น ก็จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยได้อีกทางหนึ่ง

หมายเหตุ: ท่านสามารถศึกษามาตรฐาน ISO 13009: 2015 ได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

ที่มา:
1.    http://www.iso.org/iso/home/
2.    http://www.iso.org/iso/catalogue_detail?csnumber=52329

ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 2-7 กุมภาพันธ์ 2558 คณะทำงานขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน หรือ ISO (International Organization for Standardization) ได้ร่วมกันประชุมทบทวนมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าขณะนี้ได้มีมาตรการและการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อสิ่งแวดล้อมและมีการทำการ Carbon Offset โดยการใช้มาตรฐาน ISO 14064 การติดตามและการรายงานคุณสมบัติก๊าซเรือนกระจก (ISO 14064 for greenhouse gas quantification, reporting and monitoring)

คณะทำงานผู้จัดงานการประชุม (WG5 Tokyo meeting) ดังกล่าวได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวของไอเอสโอว่าแนวคิดการทดแทนหรือออฟเซ็ต การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนมาจากความคิดที่ว่าพวกเขารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าต้องการจัดการประชุมแบบที่เรียกว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แนวคิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นจากหนึ่งในสมาชิกของไอเอสโอที่มีความเห็นว่าอยากให้ไอเอสโอทำสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายในลักษณะนี้เพราะไม่เพียงแต่จะดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่มันยังทำให้พวกเขามีโอกาสที่ไม่เหมือนใครในการฝึกปฏิบัติด้วยการนำเอามาตรฐานที่ตนเองเป็นผู้ประกาศใช้มาใช้เสียเอง

ที่มา:

  1. http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref1935
  2. http://www.businesseventsthailand.com/th/nc/news-download/news/detail/article/ tceb-partners-with-tgo-to-prepare-the-direction-on-carbon-footprint-assessment-for-the-exhibition-in/

>>>อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม<<<

มาตรฐาน ISO 29110 (Software Engineering-Lifecycle Profiles for Very Small Enterprises (VSE)) เป็นมาตรฐานที่ให้การรับรองคุณภาพการบริหารงานหรือผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ ให้แก่สถานประกอบการ  ผู้ประกอบการ องค์กร ที่มีขนาดเล็ก โดยมีพนักงานไม่เกิน 25 คน หรือหน่วยงานด้าน software ที่อยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ (ใช้มาตรฐาน ISO 15540 เป็นแม่แบบ) เพื่อให้มีกระบวนการในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นระบบและเข้าสู่กระบวนการทางสากล โดยจะเป็นการเริ่มต้นเชิงกิจกรรมของการปรับปรุงกระบวนการ หรือ SPI (Software Process Improvement)

โดยที่มาตรฐาน ISO 29110 ให้ความสำคัญในกระบวนการที่จะต้องทำการปรับปรุงให้เป็นระบบ 2 กระบวนการหลัก คือ

  1. กระบวนการด้านการบริหารโครงการ (Project Management)
  2. กระบวนการด้านการสร้างซอฟต์แวร์ (Software Implementation)

กระบวนการด้านการบริหารโครงการและกระบวนการด้านการสร้างซอฟต์แวร์

มาตรฐาน ISO 29110 ช่วยในการปรับปรุงสมรรถนะองค์กร ทำให้มีการบริหารจัดการคุณภาพและบริการด้านซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพและมีศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจขององค์กร อีกทั้งยังสร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ และเวทีตลาดโลก

ที่มา :
สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

อนาคตในด้านโลกาภิวัตน์ทางระบบนิเวศและเศรษฐกิจโลกกำลังผสมผสานกันมากขึ้นเรื่อยๆ การปกป้องสภาวะอากาศและการอนุรักษ์ทรัพยากรก็กำลังกลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้นและบัดนี้ได้กลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัาในหลายๆ ประเทศ ดังนั้นการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสีเขียว จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการดำเนินการธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์

ในปัจจุบัน หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน จึงมีการส่งเสริมให้คิดค้นนวัตกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังจะยกตัวอย่างเช่น บริษัท Bosch ซึ่งได้เล็งเห็นถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าว และได้มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม และได้พัฒนาและผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในสาขาพลังงานลม เชื้อเพลิงชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ อันได้แก่

  1. การขับเคลื่อนและการเปลี่ยนผ่านสู่โรงไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานจากทะเล ด้วยวิธีการขับเคลื่อนและการเปลี่ยนผ่านใหม่ๆ บริษัท Rexroth ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Bosch ได้สนับสนุนผู้ผลิตกังหันลม ในปี 2551 มีการติดตั้งกังหันลมซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ Bosch Rexroth ทั่วโลกกว่า 2,700 ตัว Bosch Rexroth ยังได้พัฒนาแนวคิดขับเคลื่อนที่แน่วแน่และมีประสิทธิภาพให้กับส่วนงานใหม่ในยุคพลังงานจากทะเล ต้นแบบแรกถูกทดสอบในโรงไฟฟ้านอกชายฝั่งประเทศนอร์เวย์และเกาะบริเตนใหญ่ พร้อมด้วยองค์ประกอบไฮดรอลิกและเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านจาก Bosch Rexroth
  2. ตัวรับแสงอาทิตย์สำหรับยุคความร้อน ทำให้เราสามารถทำความร้อนและต้มน้ำด้วยแสงอาทิตย์โดยปราศจากคาร์บอนไดออกไซด์ จากตัวเลือกแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งหลาย พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์คือหนึ่งในส่วนที่ใหญ่ที่สุดในการให้พลังงานครอบคลุมความต้องการการใช้ทั่วโลก และ Bosch ก็กำลังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ในฐานะส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ริเริ่มโดยรัฐบาลของประเทศเยอรมัน Bosch กำลังทำการวิจัยกับ BASF และ Heliatek ในด้านพลังงานแสงอาทิตย์แบบอินทรีย์ เป้าหมายคือการผลิตเซลล์สุริยะที่คุ้มต้นทุนยิ่งขึ้นและเพิ่มขอบข่ายการประยุกต์ใช้ เนื่องจากเซลล์สุริยะแบบอินทรีย์นั้นยืดหยุ่นและบางเหมือนซองจดหมายโปร่งแสง จึงสามารถนำมาใช้ได้อย่างหลากหลาย เซลล์เหล่านี้สามารถใช้บนหลังคา เป็นเครื่องมือถือแบบพับได้ หรือบนหลังคารถยนต์ก็ได้
  3. การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพกับระบบเชื้อเพลิงแบบผสม เทคโนโลยีการฉีดเชื้อเพลิงแบบผสมที่พัฒนาโดย Bosch ช่วยให้เราสามารถใช้น้ำมันเบนซินผสมกับเอธานอลเชื้อเพลิงชีวภาพได้ และนำมาใช้งานได้ ชิ้นส่วนของ บ๊อซ ที่ลองใช้งานและทดสอบนับล้านชิ้นถูกปรับให้เหมาะสำหรับการใช้งานกับระบบเชื้อเพลิงแบบผสม ปัจจุบันนี้ ประมาณ 80% ของพาหนะทั้งหมดในประเทศบราซิลได้รับการติดตั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบผสมแล้ว ความสนใจในด้านเชื้อเพลิงแบบผสมก็กำลังเพิ่มขึ้นในหลายๆ ประเทศเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส PSA กำลังติดตั้งระบบของ Bosch ในรถยนต์ที่ผลิตส่งสู่ตลาดประเทศฝรั่งเศสและประเทศสวีเดน การเจรจาก็กำลังดำเนินการอยู่และยังมีประเทศอื่นๆ ที่อาจเป็นลูกค้าได้ในอนาคต พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และตัวขับเคลื่อนเชื้อเพลิงแบบผสมเป็นเพียงแค่ตัวอย่างสามอันดับแรกของวิธีการที่ Bosch ให้แนวทางแก้ไขด้านเทคนิคต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นการมีส่วนร่วมสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศในระยะยาว

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในยุคโลกาภิวัฒน์ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีสีเขียวจึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจด้านต่างๆ และหากผู้ประกอบการทุกรายต่างมุ่งเน้นการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้วนั้น   ก็ย่อมทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืนและโลกของเราก็จะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีอีกยาวนานเช่นเดียวกัน

ที่มา :

http://www.bosch.co.th