สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI ได้จัดทำและดำเนินโครงการ “มอบถุงผ้า ใส่ยากลับบ้าน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานจิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม  เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกอันเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมและบรรเทาผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และเพื่อแบ่งเบาภาระผู้ป่วยของโรงพยาบาล

donate-clothbag-1

สรอ. ได้ดำเนินโครงการจิตอาสา “มอบถุงผ้า ใส่ยากลับบ้าน”  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปี 2564 โดยมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานเข้าร่วมโครงการ ร่วมใจกันจัดหาถุงผ้าสำหรับใส่ยาที่ผู้ป่วยรับจากโรงพยาบาลเพื่อนำกลับบ้าน โดยการสนับสนุนชมรมสตรีพิการและกลุ่มสตรีผู้ดูแลคนพิการ จังหวัดระยอง ในการผลิตถุงผ้า และการจัดหาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม รวม 2,159 ใบ  และได้ส่งมอบให้โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในวันที่ 24 ธันวาคม 2564 โดยมีพลตรีสุรศักดิ์ ถนัดศีลธรรม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และพันเอกหญิงจริยา เกตุแก้ว ผู้อำนวยการกองเภสัชกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้เกียรติรับมอบถุงผ้า รวม 2,159 ใบ จากนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานสถาบันฯ ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

donate-clothbag-2

donate-clothbag-4

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยมอบหมายให้สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอเป็นที่ปรึกษาโครงการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้น

ในการนี้ กรมการท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานเอกชน องค์กรภาคประชาชน องค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนประชาชนทั่วไป ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อ (ร่าง) มาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (ฉบับที่ 2) รายละเอียดตาม Link File ด้านล่าง

โดยกรอกรายละเอียดผ่าน Link : https://forms.gle/SqTPDnaqTow1a7G47
หรือแบบสอบถามข้อคิดเห็นพร้อมนำส่งมายังสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอโอ

หากมีข้อสงสัยกรุณาติดต่อประสานงานเพื่อข้อรับข้อมูลเพิ่มเติมที่ : 
คุณดาริกา แซ่โง้ว หรือ คุณเยาวรินทร์ พจน์กุดั่น
โทร 02-617-1727 ต่อ 211 หรือ 221
E-mail: [email protected] หรือ [email protected]

เอกสารประกอบ

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งการคมนาคมขนส่งที่เกือบจะหยุดนิ่ง แต่ปัจจุบัน เมื่อผู้คนทั่วโลกกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง สิ่งที่ย้ำเตือนเราก็คือความสำคัญของการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้คนต้องเดินทางไปทำงานยังสถานที่ต่าง ๆ เราจะเตรียมการรับมืออย่างไร ไอเอสโอมีคำตอบให้กับเราในมาตรฐานสากลฉบับใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2564

ISO 31030, Travel risk management – Guidance for organizations เป็นมาตรฐานฉบับใหม่ล่าสุดที่จะให้คำแนะนำแก่องค์กรทุกประเภทเกี่ยวกับวิธีจัดการความเสี่ยงในการเดินทาง คำแนะนำดังกล่าวเหมาะสำหรับองค์กรโดยให้แนวทางในการประเมินปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง สิ่งที่สามารถทำได้หากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น รวมทั้งวิธีการพัฒนาแผนในการจัดการและสื่อสารด้วย

มาตรฐานนี้ครอบคลุมถึงการวางแผนล่วงหน้าและการประเมินความเสี่ยงของจุดหมายปลายทางและการเตรียมการเดินทาง มาตรการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยของข้อมูล ความท้าทายในการขนส่งการเดินทาง และการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน เป็นต้น

เควิน ไมเยอร์ส ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่า ISO 31030 ช่วยให้องค์กรไม่เพียงแต่ปกป้องพนักงานขององค์กรเมื่อเดินทางในลักษณะที่ครอบคลุมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่หนักแน่นและเชื่อถือได้

ความเสี่ยงด้านการเดินทางนั้นแปรผันและเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากตามจุดหมายปลายทาง สถานการณ์ทางการเมืองหรือสุขภาพ และไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่สามารถใช้ได้กับจุดหมายปลายทางทุกแห่งหรือกับนักท่องเที่ยวทุกคน

เขากล่าวว่ามาตรฐาน ISO 31030 เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรทุกประเภทสามารถวางแผนได้จริงและครอบคลุมทุกสถานที่และทำให้พนักงานปลอดภัยเมื่อต้องเดินทาง

สำหรับจุดมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่งของมาตรฐานฉบับนี้คือเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางอย่างจริงจัง โดยใช้ทรัพยากรเพียงพอ และจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

ประโยชน์ดังกล่าวรวมถึงเรื่องต่างๆ อีกหลายอย่างดังต่อไปนี้ คือ การปกป้องบุคลากร ข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพย์สิน การลดการเปิดเผยทางกฎหมายและการเงิน การทำธุรกิจในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง การเสริมสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กร ซึ่งอาจส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขัน การหมุนเวียนของพนักงาน และการจัดหาผู้มีความสามารถ การปรับปรุงความมั่นใจของผู้ปฏิบัติงานในเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และการรักษาความปลอดภัยในเรื่องการเดินทาง การมีส่วนสนับสนุนความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและความยืดหยุ่นขององค์กร การแสดงให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรในการควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ซึ่งสามารถช่วยลดเบี้ยประกันได้ การให้การรับรองแก่คู่ค้าทางธุรกิจ ดังนั้น ธนาคารและนักลงทุนจะเต็มใจที่จะให้เงินทุนแก่ธุรกิจมากขึ้น การช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าในแง่ของความปลอดภัยและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  การเพิ่มผลผลิตทั่วไป  ตลอดจนการมีส่วนสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการเสริมสร้างมิติทางสังคมของความยั่งยืน

ISO 31030 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 262, Risk management โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา :  

1. https://www.iso.org/news/ref2730.html
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:31030:ed-1:v1:en

การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทุกอุตสาหกรรมรวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนี้ขาดทุนไปแล้วถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563 เพียงปีเดียว ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงทั้งต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก  ดังนั้น วันท่องเที่ยวโลกในปีนี้จึงได้มีการกำหนดหัวข้อ “การท่องเที่ยวเพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม” (Tourism for Inclusive Growth) ด้วยการยอมรับการสนับสนุนที่สำคัญซึ่งการท่องเที่ยวไม่เพียงแต่สร้างมาเพื่อเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมทั่วโลกอีกด้วย และไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานสากลจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยในการเริ่มต้นฟื้นตัวจากภาวะซบเซาอันเนื่องมาจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19

เมื่อเร็วๆ นี้ ไอเอสโอได้เผยแพร่เอกสารข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ คือ ISO/PAS 5643, Tourism and related services - Requirements and guidelines to reduce the spread of COVID-19 in the tourism industry เพื่อตอบสนองต่อการระบาดใหญ่โดยตรงและลดการแพร่กระจายของ COVID-19 ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (PAS) ดังกล่าวได้ให้คำแนะนำที่จะช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอกสารนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการใช้มาตรการที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคนและสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของบริการให้กับนักท่องเที่ยว

ข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (PAS)  ดังกล่าวยังได้รับการรับรองโดย European Committee for Standardization (CEN) ให้เป็นตราประทับความปลอดภัยด้าน COVID-19 สำหรับการท่องเที่ยวในยุโรป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในแนวทางปฏิบัติและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วทั้งภูมิภาคด้วย

ไอเอสโอเชื่อว่าการเดินทางและการท่องเที่ยวควรเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนมีความสุขได้ไม่ว่าจะมีความสามารถทางกายภาพเป็นอย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุนี้  เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน  ISO 21902,Tourism and related services – Accessible tourism for all – Requirements and recommendations ISO21902 ซึ่งเป็นข้อกำหนดและคำแนะนะด้านการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการท่องเที่ยวของคนทุกวัยอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงใครก็ตามที่อาจประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการการท่องเที่ยว เช่น ผู้ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ เป็นต้น

มาตรฐานไอเอสโอดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรฐานที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ได้เผยแพร่มาตรฐานมากกว่า 30 ฉบับเพื่อปรับปรุงบริการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครอง การจัดการที่พักอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย เป็นต้น

มาตรฐานทั้งหมดนี้มีส่วนโดยตรงในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) จำนวน 17 ข้อ รวมถึง SDG 1  การขจัดความยากจน(No poverty) SDG 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ(Decent Work and Economic Growth) และ SDG 13 ปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)

สำหรับเลขานุการคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ  ISO/TC 228 คือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2722.html

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI  โดย นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ พร้อมด้วย นายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายรับรองระบบ ร่วมแสดงความยินดีกับสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในโอกาสได้รับเกียรติบัตร ISO 56002 ระบบการจัดการนวัตกรรม วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 ณ ชั้น 4  อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (School of Integrated Innovation, Chulalongkorn University) หรือ ScII  โดยศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย รองอธิการบดี ด้านการวางและกำหนดยุทธศาสตร์ นวัตกรรมและพันธกิจสากลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติรับมอบเกียรติบัตร ISO 56002 ระบบการจัดการนวัตกรรม  พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดำรงค์ ทวีแสงสกุลไทย ที่ปรึกษา  ผู้บริหารและบุคลากรของ ScII   ในขอบข่าย “การบริหารจัดการนวัตกรรมของหลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขานวัตกรรมบูรณาการ (หลักสูตรนานาชาติ) และโครงการนวัตกรรมของนิสิต (BAScii (Bachelor of Arts and Science in Integrated Innovation – Four Year Courses (Started in 2019) and Student Innovation Projects of BAScii)”  โดยเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับเกียรติบัตร ISO 56002 จาก สรอ.  

56002-Cerfification-Awarding-Ceremony-pic1

การได้รับเกียรติบัตร ISO 56002:2019 ระบบการจัดการนวัตกรรม ของ ScII แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารและบุคลากรในระดับต่างๆ ของ ScII ในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบการจัดการนวัตกรรมในการเป็นสถาบันแห่งอนาคต (Global Academy for the Future) ที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตเป็นผู้นำแห่งอนาคตที่ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมและสังคม และมีทักษะการทำงานที่เป็นที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 ซึ่งพันธกิจของ ScII CU ยังเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ S-Curve ที่ 12 การศึกษา ด้วย

ISO 56002 ระบบการจัดการนวัตกรรม (Innovation Management System) หรือ InMS เป็นมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรมีแนวทางในการกำหนดวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ นโยบายและวัตถุประสงค์ด้านนวัตกรรม รวมทั้งกระบวนการ ทรัพยากรและสิ่งสนับสนุนต่างๆ ที่จำเป็น และยังช่วยให้ได้รับประโยชน์ในการเพิ่มความสามารถในการจัดการความไม่แน่นอน การเพิ่มการเติบโต รายได้ ความสามารถในการทำผลกำไรและความสามารถในการแข่งขัน การลดต้นทุนและของเสีย การเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การพัฒนาความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนและความสามารถในการฟื้นคืนสู่ปกติ การเพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้ ลูกค้า ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น การมีส่วนร่วมของพนักงาน การดึงดูดความสนใจของหุ้นส่วน คู่ความร่วมมือและการระดมทุน การเพิ่มชื่อเสียงและคุณค่าขององค์กร การสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่นที่เกี่ยวข้องขององค์กร

56002-Cerfification-Awarding-Ceremony-pic2

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและบูรณาการมาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมเข้ากับทิศทางด้านกลยุทธ์ของ ScII  ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industry, Innovation and Infrastructure)

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยมอบหมายให้สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอเป็นที่ปรึกษาโครงการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้น

ในการนี้ กรมการท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานเอกชน องค์กรภาคประชาชน องค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนประชาชนทั่วไป ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อ (ร่าง) มาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (ฉบับที่ 1) รายละเอียดตาม Link File ด้านล่าง

หากมีข้อสงสัยกรุณาติดต่อประสานงานเพื่อข้อรับข้อมูลเพิ่มเติมที่ :

คุณดาริกา แซ่โง้ว หรือ คุณเยาวรินทร์ พจน์กุดั่น
โทร 02-617-1727 ต่อ 211 หรือ 221
E-mail: [email protected] หรือ [email protected]

เอกสารประกอบ

องค์การสหประชาติได้กำหนดให้วันที่ 7 กันยายนของทุกปี เป็นวันสากลอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสดใส (International Day of Clean Air for blue skies)

วันสากลอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสดใสถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 (2020) อันเป็นผลจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งตระหนักถึงความสำคัญของอากาศบริสุทธิ์ต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของมนุษย์

สำหรับหัวข้อสำหรับวันสากลอากาศบริสุทธิ์เพื่อท้องฟ้าสดใสในปีนี้คือ “อากาศที่ดีต่อสุขภาพ โลกที่ดีต่อสุขภาพ” (Healthy Air, Healthy Planet) ซึ่งเน้นถึงผลกระทบต่อสุขภาพของมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 ดังนั้น ในปีนี้ จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดลำดับความสำคัญของความต้องการอากาศที่ดีต่อสุขภาพของทุกคน ในขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจครอบคลุมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพของมนุษย์และดาวเคราะห์ ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อโลกของเรา โลกของเราก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน มีมาตรฐานหลายร้อยมาตรฐานที่แสดงถึงความเห็นพ้องต้องกันระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทั้งภายในอาคารและกลางแจ้ง ซึ่งรวมถึงมาตรฐานสำหรับการวัดมลพิษทางอากาศและการปล่อยมลพิษ อากาศในที่ทำงาน อากาศภายในอาคาร และเทคโนโลยีที่ลดมลภาวะทั้งภายในและภายนอก

มาตรฐานลดมพิษ ช่วยชีวิตมนุษย์

มลพิษทางอากาศมีส่วนทำให้มนุษย์ทั่วโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรประมาณ 6.5 ล้านคน การค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดอนุภาคที่เป็นอันตรายและช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณภาพของอากาศที่หมุนเวียนในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ก๊าซที่เป็นอันตราย อนุภาค กลิ่น จุลินทรีย์ และการปล่อยมลพิษจากผลิตภัณฑ์และการตกแต่งอาคาร

ไอเอสโอ จึงได้พัฒนามาตรฐาน  ISO 7708, Air quality – Particle size fraction definitions for health-related sampling ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศ –คำนิยามเศษส่วนของขนาดอนุภาคสำหรับการสุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ   และมาตรฐาน ISO 13138,Air quality – Sampling conventions for airborne particle deposition in the human respiratory system ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เป็นข้อตกลงการสุ่มตัวอย่างสำหรับการสะสมอนุภาคในอากาศในระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ นอกจากนี้ ยังมีชุดมาตรฐาน  ISO 16000 series สำหรับอากาศภายในอาคารด้วย มาตรฐานเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของมาตรฐานที่สนับสนุนเทคโนโลยีเหล่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่ช่วยให้ผู้คนราว 3 พันล้านคนซึ่งต้องพึ่งพาไฟเปิดที่ก่อมลพิษหรือเตาที่ไม่มีประสิทธิภาพในการปรุงอาหารได้รับความปลอดภัยมากขึ้น เพราะเตาไฟแบบเปิดโล่งทำให้ผู้ใช้งานต้องเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร  ซึ่งมาตรฐานนั้นก็คือ ISO 19869, Clean cookstoves and clean cooking solutions – Field testing methods for cookstoves ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับเตาปรุงอาหารที่สะอาดและช่วยให้มีการทำอาหารที่สะอาด  พร้อมทั้งมีวิธีการทดสอบภาคสนามสำหรับเตาปรุงอาหาร สามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์การปรุงอาหารที่สะอาดกว่า และยังเป็นแนวทางในการประเมินวิธีการที่มีอยู่สำหรับการทดสอบเตาปรุงอาหาร ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ด้วย

มาตรฐานไอเอสโอช่วยลดมลพิษให้โลกของเรา

ไอเอสโอยังมีมาตรฐานอีกมากมายที่สนับสนุนวิธีการลดมลพิษทางอากาศ เช่น มาตรฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด และเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งรวมถึง ISO 20762, Electrically propelled road vehicles – Determination of power for propulsion of hybrid electric vehicle ซึ่งเป็นมาตรฐานยานพาหนะสำหรับถนนที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และการกำหนดกำลังสำหรับการขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และ ISO 23274, Hybrid-electric road vehicles – Exhaust emissions and fuel consumption measurements ซึ่งเป็นมาตรฐานยานยนต์สำหรับถนนที่ใช้ไฟฟ้าแบบไฮบริด  และการวัดการปล่อยไอเสียและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

มาตรฐานทั้งหมดเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) หลายประการรวมถึงเป้าหมายด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3: Good health and wellbeing) พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ (SDG 7: Affordable and clean energy) และปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13)

นอกจากการนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้โดยองค์กรต่างๆ แล้ว  เราในฐานะปัจเจกบุคคลก็สามารถช่วยกันทำให้อากาศสะอาดขึ้นได้เช่กัน ด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากร ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ลดการเผาไหม้  เปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือก และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อให้โลกของเรามีอากาศที่ดีขึ้นและมีท้องฟ้าที่สดใสมากขึ้น

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือส่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2715.html

เมื่อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นความเปราะบางในองค์กรและระบบที่เกิดขึ้น แต่สำหรับผู้ที่เตรียมรับสิ่งที่ไม่คาดฝันมักจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว  และเมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ไอเอสโอได้เผยแพร่บทเรียนที่ได้รับจากการระบาดใหญ่โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญระดับระหว่างประเทศ พวกเขาได้นำประสบการณ์ แนวคิด และกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบที่ได้เรียนรู้จากการฟื้นฟูและกลับเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีกครั้งจากการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ซึ่งทำให้สามารถสร้างการปรับตัวหรือความยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี

ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการระบาดใหญ่แล้วนำมาพัฒนาเป็นเอกสารทางวิชาการที่มีชื่อว่า ISO/TS 22393, Security and resilience – Community resilience – Guidelines for planning recovery and renewal

เอกสารข้อกำหนดทางวิชาการ ISO/TS 22393 ได้ให้แนวทางในการพัฒนาแผนการกู้คืนและกลยุทธ์การทำให้เกิดการดำเนินงานขึ้นมาใหม่ (renewal) จากเหตุฉุกเฉิน ภัยพิบัติ หรือวิกฤตที่สำคัญ เช่น การระบาดใหญ่ของ COVID-19  โดยให้แนวทางในการระบุกิจกรรมการทำธุรกรรมระยะสั้นที่จำเป็นในการสะท้อนและเรียนรู้ ทบทวนความพร้อมของส่วนต่างๆ ของระบบที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต และการกลับคืนสู่สถานะการดำเนินงานเพื่อสร้างการเตรียมพร้อม นอกจากนี้ ยังแยกแยะมุมมองการกู้คืนระยะยาวที่เรียกว่าการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง (Renewal)

ในการอธิบายเรื่อง Renewal  เอกสารดังกล่าวได้ให้แนวทางในการระบุความคิดริเริ่มที่มีวิสัยทัศน์เพื่อจัดการกับผลกระทบเชิงกลยุทธ์และโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านการริเริ่มที่เปลี่ยนแปลงและท้าทาย แผนฟื้นฟูช่วยเสริมความพร้อมหลังวิกฤตและกลยุทธ์การ Renewal ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น แนวทางนี้ครอบคลุมถึงวิธีการทั้งในการกู้คืนและการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องระบุกิจกรรมที่ปรับขนาดให้เข้ากับผู้คน สถานที่ กระบวนการ และพันธมิตร เป็นต้น

เอกสารนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้งของชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับระหว่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ เอกชน ภาคสมัครใจ ชุมชนและกิจการเพื่อสังคม เป็นต้น

ดันแคน ชอว์ หัวหน้าโครงการของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่า เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาแล้ว องค์กรส่วนใหญ่เพียงต้องการกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด แต่การทำเช่นนี้อาจทำให้พลาดโอกาสอันมีค่า

เนื่องจากการหยุดชะงักครั้งใหญ่อาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่สำคัญบางอย่าง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ

การฟื้นฟูเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น การกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง ทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์ ในขณะที่ข้อบกพร่องและจุดอ่อนรวมทั้งความไม่เท่าเทียมกันต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไข สิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับการปรับรูปแบบการดำเนินการเพื่อสร้างการปรับตัวหรือความยืดหยุ่นในระยะยาว

ดันแคนยังกล่าวด้วยว่าแนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูและ ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนแรกๆ ของการระบาดใหญ่ และการพัฒนาเกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์และการหารือกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก ผลลัพธ์ที่ได้คือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลโดยใช้ประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนองค์กรระดับท้องถิ่นและระดับประเทศในการจัดการกับ COVID-19 ซึ่งช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกรอบความคิดจากเพียงแค่การกู้คืนให้กลายเป็นการกู้คืนและกลับเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีกครั้ง (Renewal) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในองค์กรหรือชุมชนที่มีการใช้งานมาตรฐานนี้

ISO/TS 22393 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience โดยมีเลขานุการคือ SIS ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน

ผู้สนใจเอกสารทางวิชาการดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือส่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2714.html

นางพรรณี  อังศุสิงห์  ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI  พร้อมด้วย นายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่ายรับรองระบบ มอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015)  แก่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป. ในงาน “การแถลงผลการดำเนินงานรอบ 1 ปี และพิธีรับมอบใบรับรองระบบการบริหารงานคุณภาพ ISO 9001:2015” และกล่าวถึงความสำคัญของระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015) เมื่อ 20 กันยายน 2564  ณ ห้องโถงชั้น 10 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (แจ้งวัฒนะ)

cert9001-สทป-1

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดย พลเอกพอพล มณีรินทร์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีรับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015)  และพลอากาศเอก ดร. ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ให้เกียรติรับมอบใบรับรองฯ  พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากร สทป.ในขอบข่าย  “กระบวนการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ประกอบด้วย 5 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ เทคโนโลยียานไร้คนขับ เทคโนโลยียานรบและระบบอาวุธ เทคโนโลยีการจำลองยุทธ์และการฝึกเสมือนจริง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทาง” “การทหาร และเทคโนโลยีจรวดเพื่อความมั่นคง” “การให้บริการฝึกอบรมด้านระบบอากาศยานไร้คนขับ”  และ “การเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ”  จากที่ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก./ISO 9001 และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มอก./ISO 14001 จาก สรอ. ตั้งแต่ปี 2555 และปี 2556 ตามลำดับ

cert9001-สทป-4

การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) ของ สทป. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงของ สทป. พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับ ในการพัฒนาระบบบริหารงานคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ การฝึกอบรมด้านระบบอากาศยานไร้คนขับ และการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นการบูรณาการ มอก./ISO 9001 เข้ากับการทิศทางการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของ สทป. ด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตามวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้ง สทป. ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ S-Curve ที่ 11 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศไปสู่เชิงพาณิชย์โดยบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัย เพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่าทัพ หน่วยงานพันธมิตร ภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงประชาชน

cert9001-สทป-2

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนายกระดับมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ และการพัฒนาระบบงานด้านมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองตามอนุกรมมาตรฐาน ISO/IEC 17000 (ISO/IEC 17000 Series) เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ สทป. และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตามวิสัยทัศน์ “เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศของภูมิภาค รวมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่สากล” ของ สทป.

cert9001-สทป-3

สรอ. เห็นความสำคัญของการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านมาตรฐานการบริหารจัดการและการตรวจสอบรับรองตามแนวทางสากลเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมทั้ง SME/VSE/Start Up ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย

ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและภาคประชาชน จึงได้ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานของ SME/VSE/Star Up ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ตาม “เส้นทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน (Roadmap to Sustainability)”  

สรอ. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถาบันฯ จึงได้ดำเนิน “โครงการการสร้างความสามารถในการดำเนินการด้านระบบการบริหารจัดการและแข่งขันได้ในตลาดโลก สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หรือ “SME Promotion Project” ต่อเนื่อง โดยใช้งบประมาณของสถาบันฯ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : สรุปผลดำเนินโครงการ SME Promotion Project I-V