สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดย นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบัน เข้าร่วมการแถลงข่าวกลุ่มย่อย “เจาะประเด็นขั้นตอนการดำเนินโครงการมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (Thailand MICE Venue Standards: TMVS)” ณ ห้องประชุม 1-2 ชั้น 26 สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน): สสปน. (Thailand Convention & Exhibition Bureau: TCEB) อาคารสยามพิวรรธน์ทาวเวอร์ วันที่ 4 ตุลาคม 2561
โดยรองผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาและนวัตกรรม TCEB (นางศุภวรรณ ตีระรัตน์) กล่าวถึงรายละเอียดภาพรวมการดำเนินงานของ TCEB กระบวนการทำงาน ขั้นตอนการตรวจประเมินและการรับรองมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (TMVS) ซึ่งได้ริเริ่มโครงการ TMVS ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศให้มีคุณภาพและมาตรฐานทัดเทียมนานาชาติ เสริมสร้างความพึงพอใจและเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้จัดงานไมซ์จากทั่วโลกในการเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงาน
สรอ. ได้ดำเนินโครงการตรวจประเมินมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (TMVS) TCEB มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 รวมทั้งการเป็นหน่วยตรวจประเมินมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (ASEAN MICE Venue Standard: AMVS) ในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งสรอ. ยึดมั่นจรรยาบรรณในการดำเนินงานตามหลักวิชาชีพ รวมถึงการรักษาความลับ การดำเนินงานอย่างโปร่งใส เป็นกลางและอย่างมืออาชีพ และดำเนินงานตรวจประเมินมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย ตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17021-1, ISO 50003, UNFCCC Accreditation Standard & ISO/IEC 17020 ข้อกำหนดสำหรับหน่วยตรวจประเมินและรับรองระบบการจัดการ, ระบบการจัดการพลังงาน, CDM & ข้อกำหนดสำหรับหน่วยตรวจ และ ISO 19011 แนวทางการตรวจประเมินระบบการจัดการ โดยผู้ตรวจ/ผู้ตรวจประเมินที่มีคุณสมบัติตามมาตรฐานสากล โดยเกณฑ์การพิจารณามาตรฐานฯ ครอบคลุมตัวชี้วัดด้านกายภาพ บริการและการจัดการ เทคโนโลยี ความปลอดภัย การสนับสนุน และการจัดการอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของอุตสาหกรรมไมซ์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมไมซ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมายด้านการท่องเที่ยวของประเทศ (S-Curve)
สรอ. ได้ให้บริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) อาทิ การตรวจประเมินและรับรอง การพัฒนามาตรฐาน การตรวจ การฝึกอบรม เช่น มอก./TIS 22300, ISO 22301, ISO 20121, ISO 9001, ISO 14001, TLS 8001, TIS/OHSAS 18001, ISO 45001, ISO 50001, GMP, HACCP, GMP (FDA), ISO 22000 ครอบคลุมข้อกำหนดด้านต่างๆ รวมทั้งคุณภาพในการให้บริการ สิ่งแวดล้อมและชุมชน/สังคม ความปลอดภัย/ความมั่นคงปลอดภัยและสวัสดิการแรงงาน ความปลอดภัยของอาหาร การจัดการอย่างยั่งยืน และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ของมาตรฐานฯ ทั้ง TMVS และ AMVS
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) และผู้บริหาร สรอ. ขอแสดงความยินดีกับบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ที่ได้รับการรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO 45001:2018 ณ ห้องประชุม Town Hall ตึก 1 อาคารเชลล์สำนักงานใหญ่ วันที่ 4 ตุลาคม 2561
บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยคุณอัษฎา หะริณสุต ประธานกรรมการบริษัทฯ พร้อมผู้บริหารและพนักงานบริษัทฯ รับมอบใบรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001:2018) รวม 4 หน่วยงาน คือ คลังน้ำมันช่องนนทรี ในขอบข่าย 1) การรับ การเก็บ และการจ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงภายในคลังน้ำมันช่องนนทรี ได้แก่ น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอลล์ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว รวมถึงน้ำมันสูตรพิเศษ น้ำมันวีเพาเวอร์เบนซิน น้ำมันวีเพาเวอร์ดีเซล น้ำมันดีเซลจุดไหลเทต่ำ น้ำมันเตาเอ, ซีกำมะถันไม่เกิน 2%, ซีกำมะถันไม่เกิน 3% น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน น้ำมันก๊าด สารเคมีเพิ่มคุณภาพองค์ประกอบน้ำมันดีเซลและน้ำมันวีเพาเวอร์ดีเซล และเอทานอล น้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันพื้นฐาน ยางมะตอย น้ำมันไบโอดีเซล 2) การผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นและจาระบี ยกเว้นผลิตภัณฑ์นำเข้าเพื่อจัดจำหน่าย 3) การผลิตแอสฟัลต์ซีเมนต์ แคตอิออนิกแอสฟัลต์อิมัลชั่น คัตแบกแอสฟัลต์ มอดิฟายด์แอสฟัลต์ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ที่มียางมะตอยเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน และแอสฟัลต์ซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ 4) การทดสอบผลิตภัณฑ์ในห้องปฏิบัติการ คลังน้ำมันสมุทรสงคราม ในขอบข่าย การรับ การเก็บ และการจ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงภายในคลังน้ำมันสมุทรสงคราม คลังน้ำมันขอนแก่น ในขอบข่าย การรับ การเก็บ และการจ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงภายในคลังน้ำมันขอนแก่น และคลังน้ำมันลำปาง ในขอบข่าย การรับ การเก็บ และการจ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงภายในคลังน้ำมันลำปาง โดยบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เป็นบริษัทฯ แรกที่ได้รับการรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001:2018) จาก สรอ.
การได้รับการรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO 45001:2018 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและเห็นถึงความสำคัญของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและพนักงานทุกระดับในการดำเนินงานด้านการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างจริงจังและต่อเนื่องตามมาตรฐานสากลของบริษัทฯ และคลังน้ำมัน ทั้ง 4 แห่ง โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น โดยเฉพาะสังคมและชุมชน รวมถึงการพิจารณาบริบทขององค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ครอบคลุมถึงความเสี่ยงและโอกาสต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อองค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเข้าสู่มาตรฐาน ISO 45001:2018 เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนบริษัทฯ และคลังน้ำมันฯ ในการให้บริการที่มีความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และการพัฒนาความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน ทั่วโลกมีความนิยมในการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และนับเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับไอเอสโอในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันท่องเที่ยวโลกซึ่งตรงกับวันที่ 27 กันยายนของทุกปี
จากข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) แห่งองค์การสหประชาชาติ ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยว 1.2 พันล้านคนได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้รับผิดชอบในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.8 พันล้านคนภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)
ตัวเลขที่มีการคาดการณ์ไว้สูงเช่นนี้ จะนำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับชุมชนท้องถิ่นที่คนจำนวนมากกำลังพึ่งพาอยู่ และเนื่องในโอกาสวันท่องเที่ยวโลกซึ่งตรงกับวันที่ 27 กันยายนของทุกปี จะมีการสร้างและยกระดับความตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ และในปีนี้ องค์การสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญกับหัวข้อ Tourism and Digital Transformation ซึ่งให้เน้นในเรื่องของความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และวิธีที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วมเช่นการให้อำนาจแก่ชุมนชนท้องถิ่นและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐานสากลของไอเอสโอสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยการจัดเตรียมภาษาร่วมกัน และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ได้รับความเห็นพ้องร่วมกันซึ่งเป็นหลีกเลี่ยงการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน จึงสามารถสร้างเวลาที่มีคุณค่าและมีทรัพยากรสำหรับการสร้างสรรค์ และงานที่มีการคิดค้นใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมกรอบการทำงานที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันจากนวัตกรรมที่กำลังได้รับความนิยมด้วย
จากประวัติของไอเอสโอ พบว่ามีมาตรฐานจำนวนหนึ่งที่ได้รองรับไว้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยให้ผู้ที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถปรับปรุงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งรวมถึงมาตรฐานของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228 การท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง (Tourism and related services) ซึ่งมีตัวอย่างข้อกำหนดทางวิชาการของ ISO/TS 13811 Tourism and related services – Guidelines on developing environmental specifications for accommodation establishments ซึ่งช่วยให้องค์กรลดผลกระทบเชิงลบต่อการจัดหาห้องพักเชิงท่องเที่ยวในด้านสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ
ปัจจุบัน คณะกรรมการกำลังทำงานด้านมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมโดยตรงต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงมาตรฐานดังต่อไปนี้
มาตรฐานดังกล่าวเป็นข้อกำหนดที่จะช่วยส่งเสริมให้มีระบบการจัดการอย่างยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวและการบริการที่เกี่ยวข้อง วิธีปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน ทั้งในเรื่องของการจัดสรรที่พักและกิจกรรมดำน้ำ เป็นต้น อันจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้นำมาตรฐานไปใช้ได้มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2327.html
การดำเนินธุรกิจของบริษัทห้างร้านต่างๆ ย่อมต้องการสร้างคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจสามารถส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป ทำให้โลกของเราต้องมีเป้าหมายในเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ผลักดันให้เกิดขึ้น
โลกของเรายังมีคนมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มลพิษจากสถานีพลังงานถ่านหิน การทับถมของพลาสติกใต้ท้องมหาสมุทรซึ่งทำให้สัตว์น้ำต้องเสียชีวิตลง การตัดไม้ทำลายป่า และการละลายของน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือ เป็นต้น
ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลเสียและคุกคามต่อทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสำหรับความเป็นอยู่ของมนุษย์ในอนาคต และจากรายงานความเสี่ยงระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ปี 2561 ระบุว่าถึงแม้ว่าพื้นฐานด้านเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นจากสัญญาณของการกระตุ้นการเติบโต แต่โลกของเราไม่มีเวลาที่จะมัวแต่ฟังเรื่องของการยกยอปอปั้นกันอีกต่อไปแล้ว รายงานดังกล่าวได้ทำให้มีความกังวลมากขึ้นในเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจในเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม
ประเด็นดังกล่าวได้รับการยืนยันเช่นกันจากเลขาธิการสมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล (International Trade Union Confederation – ITUC) ชารัน เบอร์โรว์ ซึ่งกล่าวเตือนในที่ประชุมดาวอสเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในเดือนมกราคม ว่ารูปแบบเศรษฐกิจที่มีมาก่อนหน้านี้ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของกำลังคนแม้ว่าซีอีโอขององค์กรต่าง ๆ จะมีพันธสัญญาต่อข้อตกลงปารีสแล้วก็ตาม
สำหรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อที่ 12 เรื่องการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) นั้น การบรรลุเป้าหมายนี้จำเป็นต้องมีกรอบการดำเนินงานระดับประเทศสำหรับการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนที่รวมเอาแผนงานระดับภาคส่วนและระดับประเทศ การปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืน และพฤติกรรมผู้บริโภค ให้เข้ากับบรรทัดฐานระดับสากลในเรื่องของการบริหารจัดการสารเคมีอันตรายและของเสีย
พอล โพลแมน ซีอีโอของยูนิลีเวอร์ซึ่งเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลกที่นำเอาเรื่องของความยั่งยืนมารวมเข้ากับกิจกรรมของบริษัท ได้กล่าวในรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian ว่า SDGs นำเสนอโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์เราและจะกลายเป็นศูนย์กลางของเป้าหมายธุรกิจและการตัดสินใจด้านการลงทุน เขากล่าวว่าแบรนด์ที่ยั่งยืนของยูนิลีเวอร์กำลังเติบโตขึ้นถึง 30% ซึ่งเร็วกว่าแบรนด์ที่เหลือของบริษัท
สำหรับแม็คโดนัลด์ บริษัทฟ้าสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกัน ได้ประกาศแผนการที่จะลดการใช้หลอดแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาใช้หลอดกระดาษแทนในระเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งบีบีซีกล่าวว่าแค่ในประเทศสหราชอาณาจักรแห่งเดียว มีการใช้งานถึง 8.5 ล้านหลอดต่อปี
ส่วนเอสเอ็มอีที่มีสายตาหลักแหลมและมองเห็นประโยชน์ในเรื่องนี้ ก็สามารถนำ SDGs มาใช้เป็นกลยุทธ์องค์กรได้เช่นกันซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและชุมชน และมาตรฐานที่มีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวอย่างชัดเจนก็คือมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อ ISO 20400 ซึ่งมีการเชื่อมโยงเข้ากับมาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 ซึ่งมีการนำเสนอข้อแนะนำเป็นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับ SDGs และอยู่ในหัวข้อหลักด้านความรับผิดชอบต่อสังคม 7 เรื่อง ได้แก่ การกำกับดูแลองค์กร สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การดำเนินงานอย่างเป็นธรรม ประเด็นด้านผู้บริโภค และการมีส่วนร่วมและการพัฒนาของชุมชน
บุคคลหนึ่งที่มีประสบการณ์ครั้งแรกในเรื่องนี้คือช้าค ชามม์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเอทูคอนซัลติ้ง ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่มีพนักงาน 100 คน ปฏิบัติงานอยู่ในประเทศฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญในด้านการปรับเปลี่ยนองค์กร ชามม์ได้เข้าไปทำงานโครงการของไอเอสโอเป็นเวลา 4 ปีซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นความพยายามครั้งใหญ่สำหรับองค์กรเล็กๆ อย่างเอทูคอนซัลติ้ง ซึ่งค่อนข้างกระตือรือร้นในการส่งเสริมมาตรฐานใหม่ในตลาดฝรั่งเศสและได้สร้างมาตรวัดตามมาตรฐาน ISO 20400 เพื่อวัดวิธีการที่องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนปฏิบัติทุกปี รวมทั้งวิธีการประยุกต์ใช้แนวทางมาตรฐานและผลกระทบของความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีต่อสังคม
เขายังได้อธิบายต่อไปว่า ISO 20400 มีความเชื่อมโยงกับ ISO 26000 และ SDG 12 ด้วยเหตุนี้เอง มาตรฐานจึงให้การสนับสนุนและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของคณะทำงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP)
สำหรับประโยชน์ของมาตรฐาน ISO 20400, Sustainable procurement – Guidance เป็นการนำไปใช้งานเฉพาะภาคส่วนของมาตรฐาน 26000 ซึ่งระบุหลักการของพฤติกรรมเชิงจริยธรรมตลอดทั้งซัพพลายเชน ซึ่งมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
ISO 20400 ทำให้องค์กรมีโครงสร้างของการจัดซื้ออย่างยั่งยืน สามารถแปลงนโยบายไปสู่ภาษาที่ซัพพลายเชนสามารถตอบสนองได้ เพราะมาตรฐานนี้มีการจัดเตรียมกรอบแนวทางที่มีการเชื่อมโยงเป้าหมายขององค์กรและทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในการจัดซื้ออย่างยั่งยืนได้
ภารกิจขององค์กรทั่วโลกทั้งภาครัฐและเอกชน คือ การเข้าร่วมปฏิบัติการด้านความยั่งยืนโดยการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนผ่านการปฏิบัติ เช่น การนำ ISO 20400 มาตรฐาน การจัดซื้ออย่างยั่งยืน ไปใช้งาน เพื่อร่วมกันผลักดันให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเร็วต่อไป
ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2322.html
ตามที่ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ได้มอบหมายให้อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิเพื่อสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอเป็นผู้ดำเนินโครงการพัฒนาองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพเข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยโครงการดังกล่าวกำหนดให้มีการจัดสัมมนาเผยแพร่ โครงการให้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับระบบการรับรองบุคลากรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนั้น
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อองค์กรของท่าน จึงขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว
ในวันพุธที่ 31 ตุลาคม 2561 ณ ห้อง Mayfair Ballroom A ชั้น 11 โรงแรมเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ
สมัครเข้าร่วมงานสัมมนา : คลิกที่นี่
เอกสารประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม :
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดยผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายหน่วยตรวจ (นายสำราญ สอนผึ้ง) ร่วมพิธีมอบรางวัลแก่ธุรกิจบริการสุขภาพที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจ ประจำปี 2561 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561 ณ ศูนย์ฝึกอบรมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชั้น 6 โดยได้รับเกียรติจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (นางกุลณี อิศดิศัย) เป็นประธานมอบรางวัล และมีผู้บริหารกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมแสดงความยินดี ทั้งนี้ มีผู้ประกอบธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานฯ ได้รับโล่เกียรติคุณ DBD Wellness Service Award Best Practice และวุฒิบัตร 10 ราย (ธุรกิจสปา 5 ราย ดูแลผู้สูงอายุ 5 ราย) ได้รับโล่เกียรติคุณ DBD Wellness Service Award และวุฒิบัตร 5 ราย (ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ) และผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับวุฒิบัตร 102 ราย (ธุรกิจสปา 25 ราย นวดเพื่อสุขภาพ 37 ราย ดูแลผู้สูงอายุ 40 ราย) รวมผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับรางวัล 117 ราย
รายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับรางวัล มีดังนี้ : Download
สรอ.ได้ดำเนินกิจกรรมการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจบริการสุขภาพเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง ปีงบประมาณ 2561 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้การบริหารจัดการธุรกิจบริการสุขภาพ (ธุรกิจสปา นวดเพื่อสุขภาพ และดูแลผู้สูงอายุ) มีการยกระดับตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจ เป็นที่เชื่อถือและยอมรับจากผู้ใช้บริการทั้งในระดับประเทศและระดับสากลอย่างต่อเนื่อง และสร้างโอกาสทางการตลาด รวมทั้งสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายใหม่เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจ โดยการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานฯ แก่ผู้ประกอบธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจ รวมทั้งการจัดกิจกรรมเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารธุรกิจ การประเมิน วิเคราะห์การบริหารจัดการธุรกิจและการประเมินผลร่วมกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ การประเมิน วิเคราะห์เปรียบเทียบศักยภาพการบริหารจัดการตามเกณฑ์มาตรฐานฯ และการคัดเลือกผู้ประกอบธุรกิจเป็นกรณีตัวอย่าง ซึ่งเป็นการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจภาคบริการในการเตรียมความพร้อมให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย และในระดับสากล
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดยผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายรับรองระบบ (นายฐานิต ปิยะศิริศิลป์) และ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายบริหารกลยุทธ์ (นางสาวอรุณี เอกพาณิชย์ถาวร) ร่วมงานแถลงผลความสำเร็จโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (SME Start up) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และยกระดับสู่ SME 4.0 และโครงการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต (SME Strong/Regular Level) ปี 2561 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการให้สูงขึ้น สร้างให้เกิดมาตรฐาน และคุณภาพในกระบวนการผลิต หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าหรือบริการ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการได้รับมาตรฐานสินค้าหรือบริการที่เป็นที่ยอมรับ จัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ วันที่ 18 กันยายน 2561
สรอ. ดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต (SME Strong/Regular Level) ภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในปี 2561 เพื่อสนับสนุน SME ไทย ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด การจัดการนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การลดต้นทุน หรือได้รับมาตรฐานต่างๆ และเสริมสร้างสรรถนะการประกอบการให้เข้มแข็งยั่งยืน อันจะนำสู่การสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สสว. ซึ่ง สรอ. ได้ดำเนินกิจกรรมหลักภายใต้โครงการ ได้แก่ การรับสมัครผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมโครงการผ่านระบบกลาง พร้อมกับการประเมินศักยภาพของตนเอง (Self-Assessment) 218 ราย การจัด Workshop/อบรมสัมมนาให้ความรู้ด้านมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001: 2015) และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001:2015) รวม 211 ราย พร้อมกับการประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจกรรม Workshop/อบรมสัมมนาผ่าน Social Media อาทิ Website, YouTube & Facebook Live และการเสริมสร้างสมรรถนะผู้ประกอบการเชิงลึก โดยการตรวจประเมินและให้การรับรองระบบการบริหารจัดการ หรือมาตรฐานอื่นๆ อาทิ ISO 9001, ISO 14001, GMP, HACCP, GMP (FDA), TLS 8001 ฯลฯ รวม 153 กิจการ
สรอ. เห็นความสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ รวมทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และขนาดเล็กมาก (Very Small Enterprise: VSE) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยการยกระดับความรู้และทักษะบุคลากรของผู้ประกอบการ SME & VSE ในการนำมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการไปปฏิบัติ จากระดับพื้นฐานไปสู่ระดับที่มีความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืน ตาม “เส้นทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน (ROAD MAP TO SUSTAINABILITY)” จาก SME- START UP สู่ SME STAR- GROWTH, SR FIRM- MATURE/RESPONSIBLE และ SD FIRM- SUSTAINABLE BUSINESS ตามลำดับ
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดยผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายหน่วยตรวจ (นายสำราญ สอนผึ้ง) เข้าร่วมการประชุม the 6th Special Meeting on ASEAN MICE Venue Standard (AMVS) ซึ่งเป็นการประชุมคณะกรรมการอาเซียนเพื่อร่วมหารือแนวทางมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน ประเภทสถานที่จัดงานแสดงสินค้า หรือ Exhibition Venue วันที่ 14 กันยายน 2561 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ จัดโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน): สสปน. (Thailand Convention & Exhibition Bureau: TCEB)
การประชุมครั้งนี้มีรัฐสมาชิก (Member State) เข้าร่วมการประชุม อาทิ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ เวียดนาม และไทย เพื่อรับฟังแนวทางการยกระดับมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (Thailand MICE Venue Standard: TMVS) เข้าสู่มาตรฐานระดับอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างศักยภาพด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกและเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งการเพิ่มรายได้ของประเทศ
สรอ. ได้ให้บริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) อาทิ การตรวจประเมินและรับรอง การพัฒนามาตรฐาน การตรวจ การฝึกอบรม เช่น มอก./TIS 22300, ISO 22301, ISO 20121, ISO 9001, ISO 14001, TIS/OHSAS 18001, ISO 45001, ISO 50001, GMP, HACCP, GMP (FDA), ISO 22000 ครอบคลุมข้อกำหนดด้านต่างๆ รวมทั้งคุณภาพในการให้บริการ สิ่งแวดล้อมและชุมชน/สังคม ความปลอดภัย/ความมั่นคงปลอดภัยและสวัสดิการแรงงาน ความปลอดภัยของอาหาร และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ของมาตรฐานสถานที่จัดงานของประเทศไทย (Thailand MICE Venue Standard: TMVS) และมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (AMVS)
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอได้รับเชิญให้เข้าร่วมออกบูธจัดแสดงนิทรรศการงานประชุมสัมมนาวิชาการ OIE Forum ประจำปี 2561 “Gear up SIAM Industry : เร่งเครื่องอุตสาหกรรมไทย ทะยานไกลสู่อนาคต” จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด “กลไกสำคัญในการเร่งเครื่องอุตสาหกรรมไทย: S–I–A–M (S-curve & innovation, Innovative Big Data – Business Challenge, Automated Industries, Man Power & Management)” วันที่ 10 กันยายน 2561 ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยได้รับเกียรติจากนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ “วิสัยทัศน์อุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต” มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรม ภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานพันธมิตร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานกว่า 1,500 คน
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดยนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบัน พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันฯ เข้าร่วมการประชุมสัมมนาวิชาการ OIE Forum ประจำปี 2561 และการแสดงนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Man Power, Management” ซึ่งมีผู้บริหารและบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป เยี่ยมชมบูธสถาบันฯ และให้ความสนใจในกิจกรรมการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการและการตรวจสอบรับรองที่จัดแสดงนิทรรศการเป็นอย่างมาก
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดยนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบัน ได้รับเชิญเข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาข้อมูลกลาง เพื่อบูรณาการการส่งเสริม SME (Web Portal)” หรือเว็บไซต์ SME ONE (www.smeone.info) ระหว่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน รวม 75 หน่วยงาน ซึ่งจัดขึ้นในงาน SME ONE FEST 2018 ของ สสว. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 6 กันยายน 2561

โดยนายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวถึงความเป็นมาและความร่วมมือในการจัดทำเว็บไซต์ SME ONE เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูล องค์ความรู้ โครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของประเทศ ในรูปแบบเว็บไซต์กลาง (Web Portal) เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร องค์ความรู้ เชื่อมต่อบริการ ตลอดจนกิจกรรมและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนา SME ทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ SME

สรอ. ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ รวมทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และขนาดเล็กมาก (Very Small Enterprise: VSE) เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการบูรณาการ เชื่อมโยงและสนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ โครงการ กิจกรรม รวมถึงบริการต่างๆ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับ SME & VSE ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และหน่วยงานเครือข่าย เพื่อสื่อสารและเผยแพร่สู่ SME & VSE และผู้สนใจทั่วไป โดย สรอ. ได้ให้บริการข้อมูลและองค์ความรู้ด้านมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการและการตรวจสอบรับรอง รวมทั้งการเตือนภัย (Business Intelligence) เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและการมาตรฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศ (MASCI Standard Intelligence Unit (intelligence.masci.or.th)) และให้บริการวารสารออนไลน์ MASCI Innoversity (www.masciinnoversity.com) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ ความเห็นและประสบการณ์ ระหว่างผู้ประกอบการรวมทั้ง SME & VSE หน่วยงาน/องค์กรต่างๆ และผู้สนใจทั่วไป ในเรื่องความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืน (Sustainability) อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ การบริหารกลยุทธ์ และการบริหารอนาคต/ความไม่แน่นอน ครอบคลุม 5 ด้าน คือ การมาตรฐาน (Standardization), การบริหารอนาคต (Future Management), การบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management), การบริหารความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืน (Sustainability Management) และเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)
และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร เชื่อมต่อบริการ ตลอดจนกิจกรรมและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนา SME & VSE ของ สรอ. และหน่วยงานเครือข่าย/พันธมิตรที่เกี่ยวข้อง (www.masci.or.th) ซึ่งจะเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ SME ONE ต่อไป